ย้อนดูวิกฤตน้ำมันทศวรรษ 1970 เรากำลังก้าวไปสู่จุดที่รุนแรงยิ่งกว่านั้นหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, James Pozarik/Liaison via Getty Images
- Author, เรเชล คลันน์
- Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
- เวลาอ่าน: 6 นาที
การปิดเส้นทางขนส่งทางน้ำที่มีความสำคัญต่ออุปทานพลังงานโลกตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก่อให้เกิดกระแสคำเตือนว่าทั่วโลกอาจกำลังเผชิญปัญหารุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตน้ำมันที่เคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970
ลาร์ส เยนเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือและอดีตผู้อำนวยการบริษัทเดินเรือ เมอส์ก (Maersk) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่าผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ อาจใหญ่หลวงกว่าภาวะปั่นป่วนทางเศรษฐกิจที่เคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 อย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้จะออกมาให้ความเห็นข้างต้น ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล ก็เคยออกมาเตือนเมื่อต้นเดือนนี้ (มี.ค.) ว่าโลกกำลัง "เผชิญภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์"
"สถานการณ์นี้ใหญ่กว่าวิกฤตราคาน้ำมันในทศวรรษ 1970 และยังรุนแรงกว่าความปั่นป่วนด้านราคาก๊าซธรรมชาติที่เราเคยเจอจากเหตุการณ์รัสเซียรุกรานยูเครน" เขากล่าวกับบีบีซี
อย่างไรก็ตาม แม้การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะสร้างความปั่นป่วนต่ออุปทานทั่วโลก แต่นักวิเคราะห์บางส่วนเห็นว่าโลกในปัจจุบันมีความสามารถรองรับวิกฤตได้มากกว่าเดิม
เกิดอะไรขึ้นในวิกฤตน้ำมันช่วงทศวรรษ 1970
วิกฤตน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 "มีพื้นฐานที่แตกต่าง" จากสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากภาวะช็อกน้ำมัน (oil shock) ครั้งแรกในยุคนั้นเป็น "ผลจากการตัดสินใจทางนโยบายโดยเจตนา" ดร.แคโรล นัคเล นักเศรษฐศาสตร์และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทคริสตอล เอนเนอร์จี (Crystol Energy) กล่าวกับบีบีซี
ในเดือน ต.ค. 1973 กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอาหรับประกาศคว่ำบาตรต่อกลุ่มประเทศที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการที่กลุ่มประเทศเหล่านั้นสนับสนุนอิสราเอลในสงครามยมคิปปูร์ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศมุสลิมและอิสราเอลในขณะนั้น ทั้งนี้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวดำเนินควบคู่กับการปรับลดการผลิตน้ำมันโดยประสานงานกันอย่างเป็นระบบ
"ผลลัพธ์คือ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบสี่เท่าภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน" นัคเลกล่าว
สถานการณ์นี้นำไปสู่การจำกัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่หลายแห่ง และนัคเลระบุว่า วิกฤตครั้งนั้นได้ก่อให้เกิด "ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและการเงินในระดับโลก" ซึ่งส่งผลกระทบตามมาอย่างยาวนาน
ดร.เทียร์นัน ฮีนีย์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์เบลฟาสต์ อธิบายว่าเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง เงินเฟ้อก็เพิ่มสูงขึ้นตามมาในทุกภาคส่วน "ทำให้ภาคธุรกิจต้องลดกิจกรรมต่าง ๆ ลง และอัตราการว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้น"
"ผลกระทบที่ตามมาในวงกว้างนั้นสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างทางสังคมของหลายประเทศ เกิดการประท้วง การหยุดงานจำนวนมาก และความยากจนเพิ่มขึ้น เนื่องจากครัวเรือนจำนวนมากไม่สามารถประคับประคองค่าใช้จ่ายได้" เขากล่าว
ทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรต่างประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนานตั้งแต่ปี 1973 ถึง 1975 โดยวิกฤตครั้งนั้นยังมีส่วนทำให้รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมของเท็ด ฮีธ ในสหราชอาณาจักรต้องสิ้นสุดลงในปี 1974 ด้วย
เกิดอะไรขึ้นในวิกฤตน้ำมันครั้งล่าสุด
นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีทางเดินเรือแคบเป็นอย่างยิ่งก็ถูกปิดไม่ให้ใช้เดินเรือได้โดยปริยาย
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อการไหลเวียนของการขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญจากบรรดาประเทศในอ่าวอาหรับต้องหยุดชะงักลง ซึ่งตามปกติแล้วภูมิภาคนี้มีการส่งออกน้ำมันคิดเป็นราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พยายามสารพัดวิธีให้การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวอาหรับกลับมาดำเนินได้อีกครั้ง ทั้งเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบคุ้มกันเรือพาณิชย์ และการขู่จะโจมตีอิหร่านหนักขึ้น หากไม่ยอมให้เรือผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม เยนเซน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาเวสปุชชี มาริไทม์ (Vespucci Maritime) ให้สัมภาษณ์ในรายการทูเดย์ (Today) ของบีบีซีว่า น้ำมันจำนวนมากที่ออกจากภูมิภาคอ่าวอาหรับตั้งแต่ช่วงเดือนก่อนยังคงทยอยไปถึงโรงกลั่นในหลายภูมิภาคของโลก แต่สายอุปทานนั้นกำลังจะขาดห้วงลงในไม่ช้า
"ดังนั้น การขาดแคลนน้ำมันที่เราเห็นอยู่ในตอนนี้ มีแต่จะเลวร้ายลง แม้ว่าจะมีปาฏิหาริย์ให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้ตั้งแต่พรุ่งนี้ก็ตาม" เขากล่าว
"เราจะต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงอย่างมาก ไม่เพียงในระหว่างที่วิกฤตนี้ยังดำเนินอยู่ แต่ยังรวมถึงช่วง 6-12 เดือนหลังจากสถานการณ์ยุติด้วย"
วิกฤตตอนนี้จะเลวร้ายยิ่งกว่าภาวะช็อกน้ำมันในทศวรรษ 1970 หรือไม่
ทั้งนี้ ดร.แคโรล นัคเล นักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งอีกตำแหน่งของเธอคือเลขาธิการสโมสรพลังงานอาหรับ กล่าวว่าตลาดน้ำมันในปัจจุบันมีความหลากหลายมากกว่าช่วงทศวรรษ 1970 และปริมาณการใช้น้ำมันโดยรวมก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เธอมองว่า แม้ราคาน้ำมันในขณะนี้จะอยู่ในระดับสูง แต่สถานการณ์วิกฤตยังไม่รุนแรงเท่าในอดีต
"แม้ว่าความปั่นป่วนด้านปริมาณอุปทานที่เราเห็นในขณะนี้จะมีความรุนแรง และอาจนับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ แต่ตลาดมีความยืดหยุ่นมากกว่าในทศวรรษ 1970 อย่างมาก" เธอกล่าว
"ตลาดมีความหลากหลายมากขึ้น พึ่งพาน้ำมันน้อยลง และมีระบบป้องกันความเสี่ยงรวมถึงกลไกตอบสนองฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม"
อย่างไรก็ตาม โจเอล แฮนค็อก ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของเนทิกซิสซีไอบี (Natixis CIB) กล่าวว่าความแตกต่างสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ วิกฤตในทศวรรษ 1970 ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก ซึ่งมีศักยภาพด้านการเงินและ "อำนาจทางการเมือง" ในการรับมือ
แต่สถานการณ์ปัจจุบันกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาซึ่ง "ขาดกลไกสถาบันและความแข็งแกร่งด้านการเงินและการคลังที่จะจัดการกับวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ" เขากล่าว พร้อมเสริมว่าความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก็ไม่ใช่ปัจจัยในวิกฤตเมื่อทศวรรษ 1970 แต่เป็นปัญหาในวิกฤตระลอกปัจจุบัน
แฮนค็อกกล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้ "จะยุติได้ก็ต่อเมื่อสงครามลดระดับความตึงเครียดลง"
ฮีนีย์กล่าวว่า ยังมีปัจจัยบางอย่างในปัจจุบันที่เป็นประโยชน์ต่อโลก เช่น ความเข้าใจต่อระบบเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และจำนวนประเทศที่มีสำรองน้ำมันเพิ่มมากขึ้น
"ความเสี่ยงสำคัญคือวิกฤตอาจยืดเยื้อ ซึ่งจะทำให้ความคาดหวังในอนาคตเลวร้ายลงมาก" เขากล่าว
"สถานการณ์ที่ดีที่สุดคือการยุติความขัดแย้งครั้งนี้ให้เร็วที่สุด และฟื้นฟูเสถียรภาพในระดับหนึ่งให้ฟื้นกลับมา"






























