ถอดบทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์ สงครามกับอิหร่านจะซ้ำรอยวิกฤตการณ์คลองสุเอซเมื่อ 70 ปีก่อนหรือไม่

ที่มาของภาพ, BBC/Getty images
- Author, นิค เอริคสัน
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- เวลาอ่าน: 10 นาที
สงครามที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นผู้เริ่มต้นกับอิหร่านเมื่อเดือนที่แล้ว ดูเหมือนจะกลายมาเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ในความไม่แน่นอนของมันเอง
อีกสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจเช่นกันคือ แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ แต่โพสต์บนโซเชียลมีเดียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายและเขย่าตลาดโลกรุนแรงขึ้น
แต่ความคิดเห็นของทรัมป์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดทิศทางของสงครามนี้ ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์ก็มีบทบาทเช่นกัน
ในช่วงหลายสัปดาห์นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น ผู้เชี่ยวชาญได้ดึงเอาประวัติศาสตร์มาใช้เพื่อพยายามทำความเข้าใจความปั่นป่วน และพยายามทำนายว่ามันอาจจะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด โดยมีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สำคัญอย่างน้อยสามเหตุการณ์ที่โดดเด่นออกมา
วิกฤตการณ์คลองสุเอซ

ที่มาของภาพ, Hulton-Deutsch/Hulton-Deutsch Collection/Corbis via Getty Images
นับตั้งแต่กลุ่มฮูตีในเยเมน ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลเมื่อวันศุกร์ ซึ่งนับเป็นการโจมตีครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น แนวรบใหม่ก็ได้ถูกเปิดขึ้นในความขัดแย้งนี้
การเข้ามาของกลุ่มติดอาวุธที่ทรงพลังซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธนี้มีศักยภาพในการโจมตีการขนส่งทางทะเลในทะเลแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งที่ต้องผ่านคลองสุเอซ (Suez)
กลุ่มฮูตีไม่สามารถปิดกั้นคลองสุเอซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลก 30% และการค้าสินค้าทั้งหมดประมาณ 15% ของโลกได้ แต่พวกเขาสามารถขัดขวางการเข้าถึงคลองแห่งนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญบอกด้วยว่า ความวุ่นวายที่อิหร่านก่อขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซก็ยิ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกถึงขั้นหายนะ
ท่ามกลางสถานการณ์ทั้งหมดนี้ นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตการณ์คลองสุเอซเมื่อ 70 ปีก่อน เพื่อเป็นบทเรียนเกี่ยวกับผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่าของสงครามในตะวันออกกลางในปัจจุบัน
เมื่อประธานาธิบดีกามาล อับเดล นัสเซอร์ แห่งอียิปต์ประกาศยึดคลองสุเอซให้เป็นของอียิปต์ในปี 1956 เขาก็ได้ควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเพื่อเป็นการตอบโต้ ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิสราเอล ได้พยายามยึดคลองดังกล่าวคืน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ที่มาของภาพ, Hulton-Deutsch Collection/CORBIS/Corbis via Getty Images
สำหรับทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นได้ให้ข้อคิดบางอย่าง
"เหนือสิ่งอื่นใด มัน (วิกฤตการณ์คลองสุเอซ) บ่งชี้ว่ายุคของสหราชอาณาจักรในฐานะมหาอำนาจโลกได้สิ้นสุดลงแล้ว" เจเรมี โบเวน บรรณาธิการข่าวต่างประเทศของบีบีซีกล่าว "สหราชอาณาจักรมีอำนาจปกครองในตะวันออกกลางมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุด [ของอำนาจนั้น]"
ยุทธวิธีปัจจุบันที่ทางการกรุงเตหะรานและกลุ่มฮูตีใช้ ซึ่งจำกัดการเข้าถึงเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก มีความคล้ายคลึงกับการตอบโต้ของนัสเซอร์ในวิกฤตการณ์คลองสุเอซ
อัลเฟรด ดับเบิลยู แมคคอย นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันชี้ว่า เมื่อกองกำลังอังกฤษและฝรั่งเศสขึ้นฝั่งที่ปลายด้านเหนือของคลองสุเอซ นัสเซอร์ได้จมเรือไปหลายสิบลำ ทำการปิดกั้นคลอง ซึ่งถือเป็นการตัดเส้นทางลำเลียงน้ำมันของยุโรปจากแหล่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียอย่างมีประสิทธิภาพ
ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ซึ่งกังวลเกี่ยวกับแนวรบที่ขยายวงกว้างและอันตรายมากขึ้นในสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียต จึงเข้าแทรกแซงและบังคับให้สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสถอนตัวออกไป
"ในเวลานั้น... สหราชอาณาจักรถูกคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ สกุลเงินของประเทศอยู่ในภาวะใกล้ล่มสลาย รัศมีแห่งอำนาจจักรวรรดิได้หายไป และจักรวรรดิโลกของประเทศกำลังมุ่งหน้าสู่การสูญสิ้น" แมคคอยระบุ

ที่มาของภาพ, Smith Collection/Gado/Getty Images
อย่างไรก็ตาม โบเวนกล่าวว่า ความคล้ายคลึงกันของเหตุการณ์ในอดีตที่คลองสุเอซกับความขัดแย้งในปัจจุบันนั้นไม่เหมือนกันหมดเสียทีเดียว
"ผมไม่ได้กำลังเปรียบเทียบพลังทางทหารของสหรัฐฯ ในปัจจุบันกับของอังกฤษช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สิ่งที่ผมกำลังพูดคือ ทุกชาติมหาอำนาจล้วนมีช่วงรุ่งเรืองและช่วงตกต่ำ และเมื่ออเมริกาเผชิญกับการผงาดขึ้นของจีน หากในอนาคตผู้คนเริ่มมองถึงการเสื่อมถอยของอเมริกา นักประวัติศาสตร์อาจเขียนถึงเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงจุดแวะพักระหว่างทาง เป็นสงครามที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมาอย่างรอบคอบ"
เพื่อทำความเข้าใจถึงผลที่จะตามมา การพิจารณาบทเรียนเพิ่มเติมที่ประวัติศาสตร์ได้มอบให้ในช่วง 70 ปีที่ผ่านมาจึงมีประโยชน์
วิกฤตการณ์น้ำมันเมื่อปี 1973
ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา การปิดกั้นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญเพื่อทำให้เกิดความเสียหายสูงสุดได้เกิดขึ้นอีก และผู้สังเกตการณ์กล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ในปัจจุบัน
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 20 ปีหลังจากปฏิบัติการหายนะที่คลองสุเอซ
"ในปี 1973 เกิดสงครามระหว่างอิสราเอล อียิปต์ และซีเรีย ซึ่งเป็นการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว [ต่ออิสราเอล] โดยชาวอียิปต์และซีเรีย หรือที่เรียกว่าสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur) และชาวอเมริกันได้ส่งอาวุธจำนวนมากไปให้อิสราเอล" โบเวนกล่าว "หลังจากนั้น โลกอาหรับตอบโต้ด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมากและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากในยุโรปตะวันตก"
ชีคอาห์เหม็ด ซากี ยามานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในขณะนั้น กล่าวอย่างชัดเจนในปี 1973 ว่า ทรัพยากรเช่นน้ำมัน ซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดโลก สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลได้ เขาอธิบายว่าการควบคุมการผลิตอย่างมีนัยสำคัญของโลกอาหรับเป็น "อาวุธน้ำมัน" ซึ่งสามารถ "ทำให้เศรษฐกิจโลกพังทลาย" ได้อย่างรวดเร็ว
การคว่ำบาตรกินเวลาห้าเดือน แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผลกระทบนั้นยาวนานถึงหนึ่งทศวรรษ ตัวอย่างเช่น อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศที่พึ่งพาน้ำมันในภาคการผลิต นี่ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากธนาคารกลางต่าง ๆ พยายามควบคุมค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

ที่มาของภาพ, Hulton Archive/Getty Images
แม้ว่าน้ำมันในฐานะสินค้าโภคภัณฑ์จะไม่โดดเด่นในระดับโลกเหมือนเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว เพราะมีส่วนแบ่งความต้องการทั่วโลกน้อยกว่าในอดีต และการลงทุนในแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากขึ้นกำลังเติบโต โดยเฉพาะในประเทศโลกตะวันตก แต่น้ำมันก็ยังคงเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เหตุการณ์ในปี 1973 และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจึงเป็นบทเรียนสำคัญแก่ทรัมป์
ในขณะที่สหรัฐฯ ผลิตพลังงานได้มากกว่าที่ใช้ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณมาก และยังอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันที่ซื้อขายในตลาดโลก ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกัน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านความตึงเครียดที่เกิดขึ้นกับคู่ค้าสำคัญในเอเชีย ซึ่งไม่มีแหล่งพลังงานที่หลากหลายเท่า และได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะขาดแคลนน้ำมันในปัจจุบัน
"สิ่งที่เกิดขึ้น [ในตอนนี้] ไม่ใช่ว่าซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และชาติอื่น ๆ กำลังบอกว่าพวกเขาจะไม่ขายน้ำมันให้กับลูกค้าในยุโรป" โบเวนกล่าว "แต่อิหร่านและอาจรวมถึงกลุ่มฮูตีด้วย กำลังทำให้การเข้าถึงตลาดเหล่านี้เป็นไปได้ยากมาก น้ำมันมีความสำคัญมาก และหากคุณตัดเส้นทางการจัดส่งเหล่านั้น คุณจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วโลก"
สงครามอิหร่าน-อิรัก
นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าสงครามระหว่างอิหร่านและอิรัก ซึ่งกินเวลาหลายปีในทศวรรษ 1980 เป็นตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งใกล้เคียงและน่าเชื่อถือกว่าสำหรับทรัมป์ ในการแสดงให้เห็นว่าศัตรูของสหรัฐฯ สามารถปิดกั้นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญได้อย่างไร
ในช่วงท้ายของสงครามนั้น การขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซถูกโจมตี จากทั้งอิหร่านและอิรัก โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่านั่นเป็นการพยายามดึงมหาอำนาจโลกเข้าสู่ความขัดแย้ง
ในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 1980 การโจมตีรุนแรงขึ้นจนคูเวตต้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติในการนำทางเรือของตนผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าว ซึ่งทางการกรุงวอชิงตันตกลงที่จะทำเช่นนั้น เพราะไม่ต้องการถูกรัสเซีย ซึ่งเป็นคู่ปรับในสงครามเย็น แซงหน้า

ที่มาของภาพ, Barry Iverson/Getty Images
ปฏิบัติการที่เรียกว่า "ปฏิบัติการเออร์เนสต์ วิลล์" (Operation Earnest Will) ซึ่งเป็นการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน เริ่มขึ้นในเดือน ก.ค. ปี 1987 แต่ไม่นานนักมันก็ได้กลายเป็นเรื่องน่าอับอายครั้งใหญ่สำหรับสหรัฐฯ เมื่อเรือบริดจ์ตัน (Bridgeton) ซึ่งเป็นเรือที่สหรัฐฯ ควรคุ้มครอง ถูกทุ่นระเบิดของอิหร่านโจมตีระหว่างเดินทางไปยังคูเวต
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเน้นให้เห็นถึงข้อบกพร่องเกี่ยวกับขีดความสามารถในการกวาดทุ่นระเบิดของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลอกหลอนปฏิบัติการดังกล่าวโดยตลอด
เมื่อมองมาที่ความขัดแย้งในปัจจุบันและการเรียกร้องล่าสุดของทรัมป์ให้ประเทศอื่น ๆ สนับสนุนปฏิบัติการเพื่อรักษาช่องแคบฮอร์มุซให้เปิดอยู่โดยการจัดส่งเรือคุ้มกัน นี่ทำให้เห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างเหตุการณ์ครั้งนั้นและสงครามในปัจจุบันอย่างชัดเจน
แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ความท้าทายในปัจจุบันยิ่งใหญ่กว่าสำหรับทางการกรุงวอชิงตัน เนื่องจากยุทโธปกรณ์ในสงครามมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น โดรน และอิหร่านไม่ได้ทำสงครามยืดเยื้อกับอิรักอีกต่อไปแล้ว
ประวัติศาสตร์ให้บทเรียนมากมายสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในสงครามปัจจุบันในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะสำหรับตัวละครหลักของสงครามครั้งนี้เท่านั้น ประเด็นที่ว่าพวกเขาตั้งใจรับฟังบทเรียนจากอดีตเหล่านี้มากน้อยเพียงใด น่าจะส่งผลต่อทิศทางและความยืดเยื้อของความวุ่นวายครั้งใหญ่ระดับโลกระลอกนี้






























