ถอดบทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์ สงครามกับอิหร่านจะซ้ำรอยวิกฤตการณ์คลองสุเอซเมื่อ 70 ปีก่อนหรือไม่

A composite image with US President Donald Trump prominent in the front and black-and-white pictures in the background of the Suez Canal being blocked by ships and a sign from 1973 oil crisis showing a petrol station out of gas.

ที่มาของภาพ, BBC/Getty images

    • Author, นิค เอริคสัน
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

สงครามที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นผู้เริ่มต้นกับอิหร่านเมื่อเดือนที่แล้ว ดูเหมือนจะกลายมาเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ในความไม่แน่นอนของมันเอง

อีกสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจเช่นกันคือ แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ แต่โพสต์บนโซเชียลมีเดียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนจะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายและเขย่าตลาดโลกรุนแรงขึ้น

แต่ความคิดเห็นของทรัมป์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดทิศทางของสงครามนี้ ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์ก็มีบทบาทเช่นกัน

ในช่วงหลายสัปดาห์นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น ผู้เชี่ยวชาญได้ดึงเอาประวัติศาสตร์มาใช้เพื่อพยายามทำความเข้าใจความปั่นป่วน และพยายามทำนายว่ามันอาจจะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด โดยมีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สำคัญอย่างน้อยสามเหตุการณ์ที่โดดเด่นออกมา

วิกฤตการณ์คลองสุเอซ

The Suez Crisis. Seen from the air, the block ships which have been sunk in the entrance to the Suez Canal at Port Said. At the extreme right is one of the salvage vessels already engaged in the work of clearing the channel.

ที่มาของภาพ, Hulton-Deutsch/Hulton-Deutsch Collection/Corbis via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีกามาล อับเดล นัสเซอร์ แห่งอียิปต์ เข้าใจถึงประสิทธิภาพของการปิดกั้นคลองสุเอซ (Suez) เพื่อสกัดกั้นการโจมตีของกองกำลังสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส

นับตั้งแต่กลุ่มฮูตีในเยเมน ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลเมื่อวันศุกร์ ซึ่งนับเป็นการโจมตีครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น แนวรบใหม่ก็ได้ถูกเปิดขึ้นในความขัดแย้งนี้

การเข้ามาของกลุ่มติดอาวุธที่ทรงพลังซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธนี้มีศักยภาพในการโจมตีการขนส่งทางทะเลในทะเลแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งที่ต้องผ่านคลองสุเอซ (Suez)

กลุ่มฮูตีไม่สามารถปิดกั้นคลองสุเอซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลก 30% และการค้าสินค้าทั้งหมดประมาณ 15% ของโลกได้ แต่พวกเขาสามารถขัดขวางการเข้าถึงคลองแห่งนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญบอกด้วยว่า ความวุ่นวายที่อิหร่านก่อขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซก็ยิ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกถึงขั้นหายนะ

ท่ามกลางสถานการณ์ทั้งหมดนี้ นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตการณ์คลองสุเอซเมื่อ 70 ปีก่อน เพื่อเป็นบทเรียนเกี่ยวกับผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่าของสงครามในตะวันออกกลางในปัจจุบัน

เมื่อประธานาธิบดีกามาล อับเดล นัสเซอร์ แห่งอียิปต์ประกาศยึดคลองสุเอซให้เป็นของอียิปต์ในปี 1956 เขาก็ได้ควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเพื่อเป็นการตอบโต้ ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิสราเอล ได้พยายามยึดคลองดังกล่าวคืน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

The Egyptian President Gamal Nasser is cheered by a huge crowd on his arrival back in Cairo from Alexandria during the Suez Crisis. Nasser is carried on the shoulders of cheering supporters and waves a white handkerchief in this black-and-white photo. He is wearing a suit.

ที่มาของภาพ, Hulton-Deutsch Collection/CORBIS/Corbis via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีกามาล นัสเซอร์ แห่งอียิปต์ ได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษในภูมิภาคนี้จากการจัดการวิกฤตการณ์คลองสุเอซ

สำหรับทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นได้ให้ข้อคิดบางอย่าง

"เหนือสิ่งอื่นใด มัน (วิกฤตการณ์คลองสุเอซ) บ่งชี้ว่ายุคของสหราชอาณาจักรในฐานะมหาอำนาจโลกได้สิ้นสุดลงแล้ว" เจเรมี โบเวน บรรณาธิการข่าวต่างประเทศของบีบีซีกล่าว "สหราชอาณาจักรมีอำนาจปกครองในตะวันออกกลางมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุด [ของอำนาจนั้น]"

ยุทธวิธีปัจจุบันที่ทางการกรุงเตหะรานและกลุ่มฮูตีใช้ ซึ่งจำกัดการเข้าถึงเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก มีความคล้ายคลึงกับการตอบโต้ของนัสเซอร์ในวิกฤตการณ์คลองสุเอซ

อัลเฟรด ดับเบิลยู แมคคอย นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันชี้ว่า เมื่อกองกำลังอังกฤษและฝรั่งเศสขึ้นฝั่งที่ปลายด้านเหนือของคลองสุเอซ นัสเซอร์ได้จมเรือไปหลายสิบลำ ทำการปิดกั้นคลอง ซึ่งถือเป็นการตัดเส้นทางลำเลียงน้ำมันของยุโรปจากแหล่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียอย่างมีประสิทธิภาพ

ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ซึ่งกังวลเกี่ยวกับแนวรบที่ขยายวงกว้างและอันตรายมากขึ้นในสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียต จึงเข้าแทรกแซงและบังคับให้สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสถอนตัวออกไป

"ในเวลานั้น... สหราชอาณาจักรถูกคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ สกุลเงินของประเทศอยู่ในภาวะใกล้ล่มสลาย รัศมีแห่งอำนาจจักรวรรดิได้หายไป และจักรวรรดิโลกของประเทศกำลังมุ่งหน้าสู่การสูญสิ้น" แมคคอยระบุ

An image of a billboard outside a petrol station in the US during the 1973 oil crisis, saying 'Gas Sales Limited to Regular Customers'. In the background a man can be seen leaning in to a car window and talking to the driver.

ที่มาของภาพ, Smith Collection/Gado/Getty Images

คำบรรยายภาพ, วิกฤตการณ์น้ำมันปี 1973 ส่งผลกระทบต่อประชาชนในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลานานถึงหนึ่งทศวรรษ

อย่างไรก็ตาม โบเวนกล่าวว่า ความคล้ายคลึงกันของเหตุการณ์ในอดีตที่คลองสุเอซกับความขัดแย้งในปัจจุบันนั้นไม่เหมือนกันหมดเสียทีเดียว

"ผมไม่ได้กำลังเปรียบเทียบพลังทางทหารของสหรัฐฯ ในปัจจุบันกับของอังกฤษช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สิ่งที่ผมกำลังพูดคือ ทุกชาติมหาอำนาจล้วนมีช่วงรุ่งเรืองและช่วงตกต่ำ และเมื่ออเมริกาเผชิญกับการผงาดขึ้นของจีน หากในอนาคตผู้คนเริ่มมองถึงการเสื่อมถอยของอเมริกา นักประวัติศาสตร์อาจเขียนถึงเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงจุดแวะพักระหว่างทาง เป็นสงครามที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมาอย่างรอบคอบ"

เพื่อทำความเข้าใจถึงผลที่จะตามมา การพิจารณาบทเรียนเพิ่มเติมที่ประวัติศาสตร์ได้มอบให้ในช่วง 70 ปีที่ผ่านมาจึงมีประโยชน์

วิกฤตการณ์น้ำมันเมื่อปี 1973

ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา การปิดกั้นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญเพื่อทำให้เกิดความเสียหายสูงสุดได้เกิดขึ้นอีก และผู้สังเกตการณ์กล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ในปัจจุบัน

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 20 ปีหลังจากปฏิบัติการหายนะที่คลองสุเอซ

"ในปี 1973 เกิดสงครามระหว่างอิสราเอล อียิปต์ และซีเรีย ซึ่งเป็นการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว [ต่ออิสราเอล] โดยชาวอียิปต์และซีเรีย หรือที่เรียกว่าสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur) และชาวอเมริกันได้ส่งอาวุธจำนวนมากไปให้อิสราเอล" โบเวนกล่าว "หลังจากนั้น โลกอาหรับตอบโต้ด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมากและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากในยุโรปตะวันตก"

ชีคอาห์เหม็ด ซากี ยามานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในขณะนั้น กล่าวอย่างชัดเจนในปี 1973 ว่า ทรัพยากรเช่นน้ำมัน ซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดโลก สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลได้ เขาอธิบายว่าการควบคุมการผลิตอย่างมีนัยสำคัญของโลกอาหรับเป็น "อาวุธน้ำมัน" ซึ่งสามารถ "ทำให้เศรษฐกิจโลกพังทลาย" ได้อย่างรวดเร็ว

การคว่ำบาตรกินเวลาห้าเดือน แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผลกระทบนั้นยาวนานถึงหนึ่งทศวรรษ ตัวอย่างเช่น อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศที่พึ่งพาน้ำมันในภาคการผลิต นี่ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากธนาคารกลางต่าง ๆ พยายามควบคุมค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

A slightly blurry black-and-white photograph of British-built Jordanian Centurion tanks arriving in the Golan Heights to support the Syrians during the Yom Kippur War

ที่มาของภาพ, Hulton Archive/Getty Images

คำบรรยายภาพ, สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur) ปี 1973 ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะในสนามรบเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในตลาดน้ำมันระหว่างประเทศด้วย

แม้ว่าน้ำมันในฐานะสินค้าโภคภัณฑ์จะไม่โดดเด่นในระดับโลกเหมือนเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว เพราะมีส่วนแบ่งความต้องการทั่วโลกน้อยกว่าในอดีต และการลงทุนในแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากขึ้นกำลังเติบโต โดยเฉพาะในประเทศโลกตะวันตก แต่น้ำมันก็ยังคงเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เหตุการณ์ในปี 1973 และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจึงเป็นบทเรียนสำคัญแก่ทรัมป์

ในขณะที่สหรัฐฯ ผลิตพลังงานได้มากกว่าที่ใช้ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว แต่สหรัฐฯ ก็ยังคงนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณมาก และยังอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันที่ซื้อขายในตลาดโลก ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกัน

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านความตึงเครียดที่เกิดขึ้นกับคู่ค้าสำคัญในเอเชีย ซึ่งไม่มีแหล่งพลังงานที่หลากหลายเท่า และได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาวะขาดแคลนน้ำมันในปัจจุบัน

"สิ่งที่เกิดขึ้น [ในตอนนี้] ไม่ใช่ว่าซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และชาติอื่น ๆ กำลังบอกว่าพวกเขาจะไม่ขายน้ำมันให้กับลูกค้าในยุโรป" โบเวนกล่าว "แต่อิหร่านและอาจรวมถึงกลุ่มฮูตีด้วย กำลังทำให้การเข้าถึงตลาดเหล่านี้เป็นไปได้ยากมาก น้ำมันมีความสำคัญมาก และหากคุณตัดเส้นทางการจัดส่งเหล่านั้น คุณจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วโลก"

สงครามอิหร่าน-อิรัก

นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าสงครามระหว่างอิหร่านและอิรัก ซึ่งกินเวลาหลายปีในทศวรรษ 1980 เป็นตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งใกล้เคียงและน่าเชื่อถือกว่าสำหรับทรัมป์ ในการแสดงให้เห็นว่าศัตรูของสหรัฐฯ สามารถปิดกั้นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญได้อย่างไร

ในช่วงท้ายของสงครามนั้น การขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซถูกโจมตี จากทั้งอิหร่านและอิรัก โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่านั่นเป็นการพยายามดึงมหาอำนาจโลกเข้าสู่ความขัดแย้ง

ในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 1980 การโจมตีรุนแรงขึ้นจนคูเวตต้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติในการนำทางเรือของตนผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าว ซึ่งทางการกรุงวอชิงตันตกลงที่จะทำเช่นนั้น เพราะไม่ต้องการถูกรัสเซีย ซึ่งเป็นคู่ปรับในสงครามเย็น แซงหน้า

A US warship in the background travels alongside a cargo ship during Operation Earnest Will in the Strait of Hormuz.

ที่มาของภาพ, Barry Iverson/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปฏิบัติการเออร์เนสต์วิลล์ (Earnest Will) ในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก ได้เน้นให้เห็นถึงข้อบกพร่องบางประการของสหรัฐฯ ในการจัดการความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ

ปฏิบัติการที่เรียกว่า "ปฏิบัติการเออร์เนสต์ วิลล์" (Operation Earnest Will) ซึ่งเป็นการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน เริ่มขึ้นในเดือน ก.ค. ปี 1987 แต่ไม่นานนักมันก็ได้กลายเป็นเรื่องน่าอับอายครั้งใหญ่สำหรับสหรัฐฯ เมื่อเรือบริดจ์ตัน (Bridgeton) ซึ่งเป็นเรือที่สหรัฐฯ ควรคุ้มครอง ถูกทุ่นระเบิดของอิหร่านโจมตีระหว่างเดินทางไปยังคูเวต

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเน้นให้เห็นถึงข้อบกพร่องเกี่ยวกับขีดความสามารถในการกวาดทุ่นระเบิดของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลอกหลอนปฏิบัติการดังกล่าวโดยตลอด

เมื่อมองมาที่ความขัดแย้งในปัจจุบันและการเรียกร้องล่าสุดของทรัมป์ให้ประเทศอื่น ๆ สนับสนุนปฏิบัติการเพื่อรักษาช่องแคบฮอร์มุซให้เปิดอยู่โดยการจัดส่งเรือคุ้มกัน นี่ทำให้เห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างเหตุการณ์ครั้งนั้นและสงครามในปัจจุบันอย่างชัดเจน

แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ความท้าทายในปัจจุบันยิ่งใหญ่กว่าสำหรับทางการกรุงวอชิงตัน เนื่องจากยุทโธปกรณ์ในสงครามมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น โดรน และอิหร่านไม่ได้ทำสงครามยืดเยื้อกับอิรักอีกต่อไปแล้ว

ประวัติศาสตร์ให้บทเรียนมากมายสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในสงครามปัจจุบันในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะสำหรับตัวละครหลักของสงครามครั้งนี้เท่านั้น ประเด็นที่ว่าพวกเขาตั้งใจรับฟังบทเรียนจากอดีตเหล่านี้มากน้อยเพียงใด น่าจะส่งผลต่อทิศทางและความยืดเยื้อของความวุ่นวายครั้งใหญ่ระดับโลกระลอกนี้