เหตุใดสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่เกาะคาร์กของอิหร่าน

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, โรเบิร์ต กรีนัลล์, เอลลิส เดวีส์
    • Author, แฟรงก์ การ์ดเนอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวความมั่นคงของบีบีซี
    • Reporting from, ริยาร์ด
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา เตือนว่าอาจมีปฏิบัติการของสหรัฐฯ เกิดขึ้นต่อเกาะเล็ก ๆ นอกชายฝั่งของอิหร่านที่เป็นแหล่งคลังน้ำมันซึ่งถูกมองว่าเป็นความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศ

ในการให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียลไทมส์เมื่อวันอาทิตย์ (29 มี.ค.) ทรัมป์ระบุว่าเขาต้องการจะ "ยึด" น้ำมันของอิหร่าน และกำลังพิจารณาถึงการยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) แต่ก็เสริมว่าปฏิบัติการดังกล่าว "จะหมายถึงว่าเราต้องไปอยู่ที่นั่น [ในเกาะคาร์ก] ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง"

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าศูนย์บัญชาการทางทหารบนเกาะดังกล่าวถูก "ทำลายจนสิ้นซาก" แต่กองทัพได้ชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะดังกล่าวไว้ก่อน

ในช่วงก่อนหน้าของเดือนนี้ แอ็กซิโอส (Axios) สื่อของสหรัฐฯ รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวสี่คนที่ทราบในประเด็นนี้ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาแผนการยึดครองหรือปิดล้อมเกาะดังกล่าวเพื่อกดดันอิหร่านให้กลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หนึ่งในช่องทางขนส่งทางเรือที่สำคัญที่สุดของโลกที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของชายฝั่งอิหร่าน

มีการคาดการณ์กันว่า เมื่อถึงบางจุดแล้ว กองทัพสหรัฐฯ จะแสดงความพยายามในการยึดครองเกาะคาร์กหรือไม่

การยึดครองเกาะดังกล่าวไม่เพียงจะเป็นการปิดกั้นการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้สหรัฐฯ มีฐานที่มั่นในการจะโจมตีแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านด้วย

ไมกีย์ เคย์ นักวิเคราะห์จากรายการซีเคียวริตี บรีฟ (Security Brief) ของบีบีซี ระบุว่าการยึดเกาะคาร์กจะเป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ ไออาร์จีซี (IRGC) ของอิหร่านได้อย่างเห็นผล และจะส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการทำสงครามของพวกเขาด้วย

ความสำคัญของเกาะคาร์กต่ออิหร่านคืออะไร

เกาะคาร์กเป็นเกาะหินขนาดเล็กตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านเพียง 15 ไมล์ทะเล หรือราว 24 กิโลเมตร

แม้มีขนาดเล็ก แต่ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน

การที่สหรัฐฯ โจมตีเกาะขนาดเล็กแต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์แห่งนี้ในอ่าวเปอร์เซียตอนเหนือ ไม่ต่างอะไรกับการโจมตี "เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ" ของอิหร่าน

น้ำมันดิบ 90% ของอิหร่านถูกส่งผ่านท่าเทียบเรือบนเกาะแห่งนี้

ทรัมป์เคยกล่าวถึงอย่างเฉพาะเจาะจงว่ามีโอกาสที่เขาจะมุ่งเป้าโจมตีไปที่ท่อส่งน้ำมันเหล่านี้ แต่ก็บอกด้วยว่าเขาได้ระงับมันไว้ก่อนจนถึงขณะนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายระยะยาวที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของอิหร่าน

"เราสามารถทำได้โดยบอกล่วงหน้าห้านาที แล้วมันก็จะจบลง" ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 16 มี.ค. "แค่คำง่าย ๆ คำเดียว แล้วท่อ[ส่งน้ำมัน]ก็จะหายไป แต่มันจะต้องใช้เวลานานทีเดียวในการจะสร้างมันขึ้นมาใหม่"

แต่ละวันจะมีการลำเลียงน้ำมันดิบผ่านเครือข่ายท่อส่งน้ำมันใต้น้ำที่ซับซ้อนจากแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งหลักสามแห่งของอิหร่าน ได้แก่ อาบูซาร์, ฟอรูซาน และโดรูด มาที่ท่าเรือบนเกาะนี้ ก่อนที่ท่าเรือจะดำเนินการขนส่งน้ำมันดิบราว 1.3 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ เกาะคาร์กยังมีศักยภาพในการกักเก็บน้ำมันได้ถึง 18 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นปริมาณน้ำมันราว 10-12 วันของปริมาณการส่งออกภายใต้สถานการณ์ปกติ

ต่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ที่ตื้นกว่า พื้นที่ชายฝั่งของเกาะนี้อยู่ใกล้น่านน้ำลึกทำให้เรือน้ำมันขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษที่สามารถบรรทุกน้ำมันได้สูงสุดถึง 85 ล้านแกลลอนสามารถเทียบท่าที่สะพานเทียบเรือขนาดยาวของเกาะเพื่อรับน้ำมันได้โดยตรง

เรือน้ำมันเหล่านี้จะเดินเรือกลับลงสู่อ่าวเปอร์เซียและแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ มุ่งหน้าไปยังจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

สหรัฐฯ และอิหร่านกล่าวถึงการโจมตีเมื่อ 13 มี.ค. อย่างไรบ้าง

ที่มาของภาพ, Planet Labs via Reuters

เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มี.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ากองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ได้ "ปฏิบัติภารกิจโจมตีด้วยระเบิดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง และทำลายเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์กอันเป็นดั่งอัญมณีของอิหร่านทุกแห่งจนราบเป็นหน้ากลอง"

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "ด้วยเหตุผลด้านความเหมาะสม" เขาได้ "เลือกที่จะไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะ"

ขณะที่กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (Centcom) ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตี "เป้าหมายทางการทหารอิหร่านกว่า 90 แห่งบนเกาะคาร์ก ในขณะที่ยังคงรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันเอาไว้"

สื่อของรัฐอิหร่านรายงานว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะไม่ได้รับความเสียหาย ขณะที่สำนักข่าวฟาร์สระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่ระบบป้องกันทางอากาศ ฐานทัพเรือ หอบังคับการสนามบิน และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์

กองทัพอิหร่านเตือนว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตนถูกโจมตี สิ่งปลูกสร้างด้านน้ำมันและพลังงานที่เป็นของบริษัทที่มีความร่วมมือกับสหรัฐฯ จะถูก "ทำลายทันทีและกลายเป็นกองขี้เถ้า"

การใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่ออิหร่าน และยังถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การโจมตีดังกล่าวมีแนวโน้มจะผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอีก และอาจทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในตะวันออกกลางมากขึ้น

แม้สงครามจะดำเนินมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว แต่อิหร่านยังมีศักยภาพในการปล่อยโดรนระเบิดราคาถูกจำนวนมากออกมาโจมตีเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับและเรือเดินสมุทร ทั้งยังอาจขยายเป้าหมายไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ ตัวอย่างเช่น โรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเลที่ผลิตน้ำดื่มให้ประชาชนหลายล้านคน

จัสติน ครัมป์ นักวิเคราะห์ด้านการทหารและอดีตนายทหารกองทัพบกอังกฤษ กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นความพยายามของทรัมป์ในการยับยั้งไม่ให้อิหร่านยกระดับความขัดแย้งเพิ่มเติม

ครัมป์ ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านข่าวกรองที่ชื่อว่า ซีบิลไลน์ (Sibylline) กล่าวกับรายการทูเดย์ (Today) ของสถานีวิทยุบีบีซี 4 ว่า "เขากำลังแสดงให้เห็นว่าเขากรุณา แต่บอกได้ว่าเขาสามารถเล่นงาน IRGC ได้หนักกว่านี้" ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุว่าเป้าหมายของสงครามคือเพื่อให้ประชาชนอิหร่านลุกขึ้นโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม แม้เขาจะให้เหตุผลอื่นตามมาภายหลัง แต่ครัมป์กล่าวว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ "ยาก" เนื่องจากจะทำลายเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

"นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีนักสำหรับอนาคตของพวกเขา [ประชาชนชาวอิหร่าน]" เขากล่าว พร้อมเสริมว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะถูกทำลายในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรักทศวรรษ 1980 ก็ใช้เวลานานมากในการฟื้นฟู

ประวัติศาสตร์ของเกาะคาร์ก

ที่มาของภาพ, Getty Images

เกาะคาร์กมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในอ่าวเปอร์เซียมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิเปอร์เซียเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน บนเกาะมีบ่อน้ำธรรมชาติบนเกาะทำให้ที่นี่กลายเป็นท่าเรือการค้าที่สำคัญในยุคนั้น

เกาะแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสและเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 16 และ 17 และเคยเป็นที่ตั้งของเรือนจำความมั่นคงสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ 1900

ต่อมาในทศวรรษ 1950 ระหว่างรัชสมัยของชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ได้มีการเริ่มก่อสร้างศูนย์กักเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์ไฮโดรคาร์บอน ทำให้ไม่นานเกาะแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นจุดส่งออกหลักของอิหร่าน

เกาะแห่งนี้ ซึ่งมีพื้นที่ 24 ตารางกิโลเมตร มีบทบาทสำคัญในภาคการส่งออกน้ำมันของอิหร่านตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาร่วมกับบริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกันอาโมโก (Amoco) และโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนบนเกาะยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอเมริกันที่เข้าดำเนินงานในพื้นที่จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติอิสลามในปี 1979

ที่มาของภาพ, Getty Images

รายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)