ป้ายแรกดวงจันทร์ ป้ายต่อไปดาวอังคาร ? ภารกิจสำรวจจักรวาลของนาซาสำคัญอย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, รีเบกกา มอเรลล์
- Role, บรรณาธิการข่าววิทยาศาสตร์
- Author, อลิสัน ฟรานซิส
- Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์อาวุโส
- เวลาอ่าน: 11 นาที
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา (NASA) จะเปิดฉากดำเนินภารกิจอาร์ทิมิส 2 (Artemis II) โดยจะส่งนักบินอวกาศ 4 คน ขึ้นยานสำรวจไปโคจรรอบดวงจันทร์
ภารกิจโคจรสำรวจรอบดาวบริวารที่อยู่ใกล้เราที่สุดนี้ จะช่วยปูทางไปสู่การส่งมนุษย์อวกาศลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้ง และในที่สุดก็จะนำมนุษยชาติไปสู่การสร้างฐานที่มั่นและอาณานิคมบนดวงจันทร์อย่างถาวร
โครงการอาร์ทิมิสของนาซา ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี โดยใช้ทรัพยากรบุคคลจำนวนหลายพันคน ซึ่งประมาณการว่าจนถึงปัจจุบัน โครงการนี้ได้ใช้งบประมาณไปแล้วถึง 93,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
บางคนอาจมองว่า ภารกิจอาร์ทิมิสที่มุ่งนำส่งมนุษย์ไปลงเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง นับเป็นภารกิจที่ซ้ำซ้อนเปล่าประโยชน์ เพราะในอดีตองค์การนาซาก็ได้เคยทำเรื่องดังกล่าวสำเร็จมาแล้ว โดยเมื่อกว่า 50 ปีก่อน ภารกิจอะพอลโลของสหรัฐฯ ได้สร้างประวัติศาสตร์ เมื่อนีล อาร์มสตรอง ได้เป็นคนแรกที่ก้าวออกไปสัมผัสพื้นดวงจันทร์
ภารกิจอะพอลโลได้ส่งยานพร้อมนักบินอวกาศ ไปลงจอดบนดวงจันทร์มาทั้งหมด 6 ครั้ง ทำให้ดูเหมือนว่าการสำรวจดวงจันทร์เป็นภารกิจที่มนุษยชาติได้ทำสำเร็จลุล่วงไปเรียบร้อยแล้ว จึงน่าสงสัยอย่างยิ่งว่า เหตุใดสหรัฐฯ จึงต้องระดมกำลังคนและงบประมาณ รวมทั้งทุ่มเทเวลาและความพยายามมากมาย เพียงเพื่อรีบรุดกลับไปยังดวงจันทร์ให้ได้โดยด่วนที่สุดในครั้งนี้ ?
ทรัพยากรล้ำค่า

ที่มาของภาพ, NASA
พื้นผิวดวงจันทร์อาจดูแห้งผาก เต็มไปด้วยฝุ่นละออง และดูเหมือนแห้งแล้งไร้ชีวิต แต่อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย "ดวงจันทร์มีองค์ประกอบของแร่ธาตุแบบเดียวกับที่เรามีบนโลก" ศ.ซารา รัสเซลล์ นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ประจำพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งกรุงลอนดอนกล่าว
"ตัวอย่างเช่นแร่ธาตุหายากหรือแรร์เอิร์ธ (rare earth) ซึ่งพบได้น้อยมากบนโลก แต่อาจมีพื้นที่บางส่วนของดวงจันทร์ ที่มีแร่ธาตุเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในปริมาณมาก จนสามารถจะขุดเจาะทำเหมืองแร่ได้"
นอกจากนี้บนดวงจันทร์ยังมีโลหะอย่างเช่นเหล็กและไทเทเนียม ทั้งยังมีก๊าซฮีเลียมซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ตั้งแต่การผลิตตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดหรือซูเปอร์คอนดักเตอร์ ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์หลายชนิด
ทว่าทรัพยากรที่ดึงดูดใจมนุษย์ในการสำรวจดวงจันทร์มากที่สุด กลับเป็นสสารธรรมดาอย่าง "น้ำ" ที่พบได้ทั่วไปบนโลก แต่ศ.รัสเซลล์ อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า "มีน้ำกักเก็บอยู่ในแหล่งแร่ธาตุบางส่วนของดวงจันทร์ ทั้งยังมีน้ำปริมาณมากพอสมควร ที่ขั้วเหนือและขั้วใต้ของดวงจันทร์อีกด้วย" นอกจากนี้ภายในแอ่งหลุมและปล่องต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ภายใต้เงามืดอย่างถาวร ยังเป็นสถานที่ซึ่งมีการเกาะและสะสมตัวของน้ำแข็งจนหนาได้
หากมนุษย์ต้องการจะอาศัยอยู่บนดวงจันทร์อย่างถาวร การเข้าถึงแหล่งน้ำบนดวงจันทร์จะมีความจำเป็นมาก ไม่เพียงแต่จะเป็นแหล่งน้ำดื่มเท่านั้น เรายังสามารถใช้ไฟฟ้าแยกน้ำให้กลายเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน เพื่อสังเคราะห์อากาศหายใจให้กับบรรดานักบินอวกาศ รวมทั้งใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับยานอวกาศด้วย
การแข่งขันเพื่อชิงความเป็นเจ้าอวกาศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ภารกิจอะพอลโลของสหรัฐฯ ที่มีขึ้นระหว่างช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันเพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้าอวกาศ ระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต แต่มาในยุคนี้ มันกลับกลายเป็นการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนแทน
โครงการอวกาศของจีนก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยประสบความสำเร็จในการนำยานและหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ ลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้มาแล้ว ทั้งยังประกาศว่าจะส่งมนุษย์อวกาศของตนไปลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ให้ได้ ภายในปี 2030 ที่จะถึงนี้
ก่อนหน้านี้เกียรติยศและความภาคภูมิใจ อยู่ที่การปักธงชาติของตนลงบนพื้นผิวที่เต็มไปด้วยฝุ่นของดวงจันทร์เป็นชาติแรก ทว่าในปัจจุบัน การจะปักธงชาติลงบนตำแหน่งไหนบนดวงจันทร์นั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเหนือกว่า เนื่องจากทั้งสหรัฐฯ และจีน ต้องการเข้าถึงพื้นที่ซึ่งมีทรัพยากรอยู่มากที่สุด นั่นหมายความว่า ทั้งสองชาติกำลังแย่งกันเข้าจับจองอสังหาริมทรัพย์ที่ดีที่สุดบนดวงจันทร์นั่นเอง

ที่มาของภาพ, CNSA HANDOUT via EPA
สนธิสัญญาว่าด้วยการสำรวจและการใช้อวกาศภายนอก (Outer Space Treaty) ของสหประชาชาติ ซึ่งบรรดาชาติภาคีได้ลงนามไว้เมื่อปี 1967 ระบุว่าไม่มีชาติใดจะสามารถเข้าครอบครองเป็นเจ้าของดวงจันทร์ได้ ทว่าในเรื่องของทรัพยากรที่ค้นพบบนดวงจันทร์นั้น กลับไม่มีข้อความใดในสนธิสัญญานี้ที่กล่าวถึงมันโดยตรงเลย
"แม้คุณจะไม่อาจเป็นเจ้าของที่ดินบนดวงจันทร์ได้แม้แต่แปลงเดียว ตามที่สนธิสัญญาของสหประชาชาติได้กำหนดไว้ แต่คุณสามารถทำกิจการต่าง ๆ บนที่ดินผืนนั้นได้ โดยจะไม่มีผู้ใดเข้ามาแทรกแซงหรือขัดขวางเลย" ดร.เฮเลน ชาร์แมน นักบินอวกาศชาวอังกฤษคนแรกกล่าว
"ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการพยายามเข้าจับจองพื้นที่บนดวงจันทร์สักแห่ง คุณไม่อาจจะเป็นเจ้าของมันได้ แต่คุณสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ ในทันทีที่คุณไปถึงและปักหลักลงตรงนั้นแล้ว ก็เท่ากับว่าคุณได้มันมาและใช้ประโยชน์ได้ตราบนานเท่านานตามที่คุณต้องการ"
ปูทางไปสู่ดาวอังคาร

ที่มาของภาพ, NASA
องค์การนาซาได้เล็งเป้าหมายการสำรวจในอนาคตไปยังดาวอังคาร โดยต้องการจะส่งมนุษย์อวกาศไปที่นั่นให้ได้ ภายในช่วงทศวรรษ 2030 เป้าหมายตามกรอบเวลาที่แสนจะเร่งรัดนี้ ดูเหมือนจะเป็นความทะเยอทะยานที่ทำให้เป็นจริงได้ยากอยู่สักหน่อย เพราะมีอุปสรรคเกี่ยวกับเทคโนโลยีและปัญหาทางเทคนิคมากมายที่ยังต้องแก้ไขให้ได้ก่อน
อย่างไรก็ตาม แผนการไปสู่ดาวอังคารนี้จะมีความคืบหน้าได้ ก็ต้องเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างไปก่อน ทำให้องค์การนาซาตัดสินใจว่า ดวงจันทร์คือจุดเริ่มต้นในการสำรวจดาวอังคารที่อยู่ไกลออกไป
"การเดินทางไปดวงจันทร์และพักอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง จะทำให้การสำรวจห้วงอวกาศลึกมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่า และง่ายกว่าในการสร้างฐานทดลองเพื่อเรียนรู้วิธีดำรงชีวิตบนดาวอีกดวงหนึ่ง" ลิบบี แจ็กสัน หัวหน้าฝ่ายอวกาศประจำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์กรุงลอนดอนกล่าว
ที่ฐานที่มั่นบนดวงจันทร์ องค์การนาซาสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการสังเคราะห์อากาศและน้ำ ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อวกาศได้ โดยนาซาต้องคิดหาวิธีผลิตพลังงานและสร้างที่อยู่อาศัย เพื่อปกป้องคุ้มครองชาวอาณานิคมต่างดาว ให้ปลอดภัยจากอุณหภูมิที่สูงหรือต่ำสุดขั้ว รวมทั้งรังสีอันตรายจากห้วงอวกาศ
"หากคุณรอไปทดลองใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ครั้งแรกบนดาวอังคาร หากมีความผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้น นั่นหมายถึงหายนะใหญ่หลวงเลยทีเดียว ดังนั้นมันจึงง่ายกว่าและปลอดภัยกว่า ที่จะเริ่มทดลองใช้เทคโนโลยีเหล่านี้บนดวงจันทร์ก่อน" แจ็กสันกล่าวอธิบาย
ปริศนาที่ยังไขไม่กระจ่าง

ที่มาของภาพ, NASA
ทุกวันนี้เหล่านักวิทยาศาสตร์แทบจะรอไม่ไหว ที่จะได้จับต้องสัมผัส (โดยสวมถุงมือ) และวิเคราะห์ตัวอย่างวัสดุใหม่ ๆ ที่เก็บมาจากดวงจันทร์ หลังจากที่นักบินอวกาศในภารกิจอะพอลโล ได้นำตัวอย่างหินจำนวนหนึ่งจากดาวบริวารมายังโลก ซึ่งมันได้เปลี่ยนแปลงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดวงจันทร์ของเราไปตลอดกาล
ศ.รัสเซลล์บอกว่า "ตัวอย่างหินที่เก็บมาครั้งนั้น บอกเราว่าดวงจันทร์ก่อตัวขึ้นจากเหตุการณ์รุนแรงครั้งใหญ่ในอดีต เมื่อวัตถุอวกาศขนาดเท่าดาวอังคารชนปะทะเข้ากับโลก จนเกิดเศษชิ้นส่วนที่กระเด็นออกมาและก่อตัวขึ้นเป็นดวงจันทร์ เราทราบเรื่องนี้ทั้งหมดได้ ก็เพราะตัวอย่างหินจากดวงจันทร์ในโครงการอะพอลโลทั้งสิ้น"
อย่างไรก็ตาม ศ.รัสเซลล์บอกว่า ยังคงมีอีกหลายสิ่งที่รอให้เราค้นพบบนดวงจันทร์ อย่างเช่นประวัติความเป็นมาของโลก เนื่องจากดวงจันทร์นั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของโลกมาก่อน ทั้งยังไม่มีลม, ฝน, หรือความเคลื่อนไหวของแผ่นธรณีใด ๆ ที่จะมาลบเลือนสภาพเดิมในอดีตของมันไปได้ มันจึงกลายเป็นไทม์แคปซูลที่บรรจุและเก็บรักษาเรื่องราวในอดีตของโลกไว้อย่างสมบูรณ์
"ดวงจันทร์คือหอจดหมายเหตุและคลังข้อมูลในอดีตที่ยอดเยี่ยมของโลก" ศ.รัสเซลล์กล่าว "หากเราได้ตัวอย่างหินชุดใหม่จากพื้นที่อื่น ๆ ของดวงจันทร์บ้าง ก็จะวิเศษไม่น้อย"
แรงบันดาลใจสำหรับคนรุ่นใหม่

ที่มาของภาพ, Joe Raedle/Getty Images
สัญญาณภาพวิดีโอขาวดำที่มีความละเอียดไม่สูงนัก ซึ่งถูกส่งมาจากภารกิจอะพอลโลบนดวงจันทร์ ได้เปลี่ยนความเพ้อฝันของมนุษย์เกี่ยวกับห้วงอวกาศให้กลายเป็นความจริง และแม้จะมีเพียงไม่กี่คนในบรรดาผู้ชมการถ่ายทอดสดดังกล่าว ที่ได้กลายมาเป็นนักบินอวกาศตัวจริง ทั่วโลกกลับมีคนจำนวนไม่น้อย ที่หันมาสนใจเส้นทางอาชีพในแวดวงวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, และวิศวกรรม

ที่มาของภาพ, NASA
ดังนั้นหลายฝ่ายจึงคาดหวังว่า การถ่ายทอดสัญญาณภาพจากภารกิจอาร์ทีมิส ซึ่งเป็นการสตรีมสดทางออนไลน์ด้วยความละเอียดคมชัดแบบ 4k จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ด้วย
"พวกเราอาศัยอยู่ในโลกของเทคโนโลยี เราจึงต้องการนักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, และนักคณิตศาสตร์ โดยห้วงอวกาศนั้นปลุกเร้าความสนใจของผู้คนในวิชาต่าง ๆ ดังข้างต้น ได้อย่างน่าอัศจรรย์" แจ็กสันกล่าว
ตำแหน่งงานใหม่ๆ และเศรษฐกิจอวกาศที่กำลังจะเฟื่องฟู จะช่วยให้สหรัฐฯ ได้รับค่าตอบแทนกลับมาหลายพันล้านดอลลาร์ หลังจากที่ได้ทุ่มเงินไปมากมายกับโครงการอาร์ทีมิส นอกจากนี้ ผลพลอยได้จากการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อใช้ในโครงการดังกล่าว ยังสามารถทำกำไรจากการประยุกต์เพื่อใช้งานในชีวิตประจำวันบนโลกได้อีกด้วย
ดร.เฮเลน ชาร์แมน มองว่าการหวนคืนสู่ดวงจันทร์ของมนุษยชาติในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าและความสามัคคีของชาวโลกทุกหมู่เหล่าด้วย "หากเรารวมพลังกันจริง ๆ ก็สามารถจะสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้มากทีเดียว...มันแสดงให้เราเห็นว่า มนุษย์มีความสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง"




























