You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
อนาคตประกันวินาศภัยจะเป็นอย่างไร เบี้ยประกันจะขึ้นหรือไม่ หลังแผ่นดินไหวครบหนึ่งปี แต่ยังมียอดค้างจ่าย
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 19 นาที
"โทรทุกวันเลย ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ" หนึ่งในเสียงสะท้อนจากเจ้าของห้องพักคอนโดที่เพิ่งได้รับเงินเคลมประกันแผ่นดินไหวไปเมื่อ 21 มี.ค. 2569 หลังเกิดความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในวันที่ 28 มี.ค. 2568 แม้ห้องของเธอจะเสียหายไม่มาก แต่การได้รับเงินประกันล่าช้า ทำให้เธอยังไม่ได้ซ่อมแซมห้อง และสูญเสียโอกาสในการปล่อยเช่าตามความตั้งใจ
หากสำรวจในโลกออนไลน์จะพบข้อร้องเรียนต่าง ๆ จำนวนหนึ่งเกี่ยวกับความล่าช้าในกระบวนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งแม้จะล่วงเลยวันครบรอบหนึ่งปีที่เกิดเหตุไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับเงินส่วนนี้ และยังไม่ได้ซ่อมแซมห้องของตัวเอง
เกี่ยวกับสถานการณ์การเคลมสินไหมจากแผ่นดินไหว นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยกับบีบีซีไทยเมื่อ 26 มี.ค. ว่ายังมียอดที่ตกค้างกว่าหมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นราว 40 % จากการประเมินค่าสินไหมทดแทนรวมกว่า 39,000 ล้านบาท
แม้ตัวเลขนี้ไม่ตรงกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยที่รวบรวมยอดค่าสินไหมจากบริษัทต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกของสมาคม พบว่าอยู่ที่ระหว่างที่ 28,000 - 29,000 ล้านบาท แต่การที่ยังมียอดค้างจ่ายแม้ผ่านเวลามากว่าหนึ่งปี อาจบ่งชี้ถึงสถานการณ์ของแวดวงประกันวินาศภัยตึกอาคาร หลังจากผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวไปหนึ่งปี
ประสบการณ์เคลมประกันของลูกบ้านคอนโด
หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวล่วงเลยมาเป็นเวลาหลายเดือน บีบีซีไทยพบว่ายังมีผู้ใช้เว็บบล็อก "พันทิป" และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย "เอ็กซ์" (X) ส่วนหนึ่ง ออกมาบอกเล่าในปีนี้ว่าพวกเขายังไม่ได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย โดยบางกรณีระบุถึงความยุ่งยากในการประสานงาน ติดตามเรื่อง และส่งเอกสาร
หนึ่งในผู้ที่ได้รับเงินสินไหมทดแทนล่าช้าคือ น.ส.ขวัญกนิษฐา วินท์วิชญารักษ์ วัย 38 ปี ที่เล่าว่าเธอได้ยื่นเอกสารขอเคลมประกันผ่านทางนิติบุคคลของคอนโดไปตั้งแต่ช่วงไม่ถึงสองสัปดาห์หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว แต่เธอเพิ่งได้รับค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาเกือบครบรอบ 1 ปี
เจ้าของห้องคอนโดมิเนียมย่านรัตนาธิเบศร์รายนี้เล่าว่า ห้องของเธอได้รับการนัดหมายจากนิติบุคคลของคอนโดให้ผู้รับเหมาเข้ามาประเมินความเสียหายตั้งแต่ 8 เม.ย. 2568 ซึ่งเธอได้ยื่นเอกสารขอเคลมประกันไปกับนิติบุคคลไปในวันเดียวกัน
ทว่าต่อมาเมื่อมีการประเมินราคามา ปรากฏว่าราคาที่ประเมินมาไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายซ่อมแซมวอลเปเปอร์ที่เสียหาย โดยโบรกเกอร์ (นายหน้า) ประกันอาคารบอกเธอว่ามีข้อกำหนดใหม่ให้จ่ายแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากเธอไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ก็ต้องไปยื่นเรื่องเพิ่มเติมเองเอากับประกันส่วนตัวของห้อง
น.ส.ขวัญกนิษฐา เล่าต่อว่า เธอเริ่มยื่นเอกสารใหม่กับประกันส่วนตัวซึ่งเป็นคนละบริษัทกันในเดือน ก.ย. 2568 จากนั้นก็มีการสอบถามและติดตามสถานะการเคลมเรื่อยมา กระทั่งมีการแจ้งผลการพิจารณาสินไหมมาในวันที่ 8 ม.ค. 2569 โดยระบุในอีเมลที่ส่งถึงเธอว่า "รับเอกสารส่งทีมปิดจ่ายเรียบร้อย... ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 15 วันทำการ"
"เราคิดแล้วว่า 15 วันหลังจากนี้ เราต้องได้รับอะไรเรียบร้อย มันน่าจะเรียบร้อยแล้ว ไม่น่าติดขัดอะไร" เธอบอก แต่เธอก็เล่าต่อว่าเมื่อผ่านพ้นระยะเวลา 15 วันทำการตามกำหนด เธอกลับไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนใด ๆ ขณะที่คนรู้จักในคอนโดเดียวกันที่ยื่นเรื่องทีหลังและทำประกันกับบริษัทเดียวกัน กลับได้รับเงินค่าสินไหมไปแล้ว นั่นทำให้เธอเริ่มเพิ่มความถี่ในการโทรศัพท์ติดตามเรื่องกับบริษัทประกันเรื่อย ๆ จากทุกสัปดาห์ เป็นทุกวัน
"โทรทุกวันเลย ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ ไม่ว่าจะโทรทางไหน... กระทั่งโพสต์ถามเป็นข้อความไปตามแชตในระบบของหน้าเว็บไซต์ คอลเซ็นเตอร์สายกลาง หรือกระทั่งเบอร์โต๊ะที่เขาให้มา ก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับเลย" เธอระบุถึงความยากลำบากในการติดตามเรื่องกับบริษัทประกัน กระทั่งได้รับค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 21 มี.ค. ปีนี้
เธอบอกว่าแม้เธอจะไม่ได้รับความยากลำบากอะไรมากมายจากการที่ต้องรอเงินประกันจนยังไม่ได้ซ่อมแซมห้องคอนโด เพราะมีบ้านอีกหลังอยู่แล้ว แต่ความล่าช้ากว่าที่จะได้รับเงินค่าสินไหม ทำให้เธอเสียโอกาสในการปล่อยเช่าห้องดังกล่าว เพราะต้องรอซ่อมแซมห้องให้สมบูรณ์ก่อน
"จะปล่อยเช่าห้อง ก็ยังปล่อยไม่ได้ เพราะห้องยังไม่ได้ถูกประเมินการซ่อมแซม" เธอกล่าว
"ถ้าเกิดติดขัดแล้วมาขอประเมินใหม่ แล้วเป็นผู้เช่าอื่นเข้ามาอยู่แล้ว หรือว่าซ่อมไปก่อนแล้วเกิดล่าช้า เกิดไม่ได้ส่วนตรงนี้นึกออกไหมคะ คือสมมติเรา offer (เสนอ) เงินให้ตัวเองไว้ประมาณ 40,000 - 50,000 ถ้า 40,000 [บาท] แล้วถึงเวลาเราทำไปแล้วเราไม่ได้เงินจากตรงนี้ หรือว่ามันล่าช้าออกไปอีก มันก็ผิดแผนว่าจะดำเนินการต่อยังไง ค่อนข้างส่งผลกระทบเหมือนกัน"
ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายนี้ มองว่าความล่าช้าของการจ่ายเงินสินไหมมีเหตุจากหลายส่วนประกอบกัน ทั้งจากที่โบรกเกอร์ประกันอาคารแจ้งข้อมูลกลับไปกลับมา, การติดตามเรื่องหลังยื่นเคลมไปแล้วทำได้ยาก ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ที่ให้ข้อมูลเธอแต่ละครั้งให้ข้อมูลไม่ตรงกัน แม้จะมาจากบริษัทเดียวกันก็ตาม และบางครั้งก็มีการ "รับปากไปก่อน" แต่สุดท้ายไม่เป็นไปตามนั้น
คปภ. เผยยอดค้างจ่ายสินไหมหลักหมื่นล้าน
นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการด้านกฎหมายและตรวจสอบ สำนักงาน คปภ. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า จากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 จนถึงข้อมูลในเดือน มี.ค. 2569 พบว่ามีการเรียกร้องเคลมประกันรวมกว่า 185,000 ราย โดยมีการประเมินค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายไปแล้วกว่า 39,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีการจ่ายไปแล้วกว่า 21,000 ล้านบาท เหลือส่วนที่ค้างจ่ายอยู่กว่า 40% โดยตัวเลขนี้เป็นการประเมินของบริษัทประกันที่รายงานต่อ คปภ. ล่าสุด ณ วันที่ 15 มี.ค. 2569 ตามที่ คปภ. กำหนดให้รายงานทุก ๆ 15 วัน
รองเลขาธิการ คปภ. เปิดเผยต่อไปว่าจากการประชุมร่วมกับบริษัทประกันภัยรายใหญ่ไปเมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา ทราบว่าส่วนใหญ่ที่ยังมีการค้างจ่ายคือการประกันใน "อาคารชุด" ซึ่งจะมีลักษณะของการ "ทำประกันซ้อนกัน" ระหว่างนิติบุคคลที่ทำประกันอาคารเอาไว้ ในขณะที่เจ้าของห้องก็จะมีประกันห้องพักของตัวเอง ซึ่งจะต้องมีการเฉลี่ยความคุ้มครอง
"จริง ๆ ช่วงแรกมีปัญหามาก ๆ เพราะว่าก็มีการคุยกันว่าจะจ่ายยังไง จะเฉลี่ยอย่างไร แต่ว่าเมื่อวาน (25 มี.ค.) ที่มีการพูดคุยกัน ค่อนข้างชัดเจนว่าบริษัทใดดีลกับลูกค้าก่อน ทำแทนบริษัทอื่นไปเลยส่วนเฉลี่ยจะมาคุยกันหลังบ้าน แปลว่าถ้าผมมีประกันกับ A และ B, A เข้ามาถึงก่อน จัดการดำเนินการก่อน A ทำแทนไปเลย แล้วจบเลย เดี๋ยว B จ่ายคืน A" นายอดิศรกล่าว
เขาระบุด้วยว่าปัญหาความล่าช้าที่ผ่านมาอาจเกิดขึ้นได้จากการที่บริษัทประกันต้องประสานข้อมูลกันหลังบ้านและตรวจสอบการยื่นเคลมของผู้เอาประกันภัยว่าเป็นไปตามความเสียหายจริงและไม่ได้ยื่นเรื่องทับซ้อน นอกจากนี้ แม้จะผ่านมาหนึ่งปีแล้ว แต่ยังมีกรณีที่บริษัทประกันได้รับข้อมูลเอกสารต่าง ๆ จากผู้เอาประกันภัยไม่ครบ ไปจนถึงกรณีที่บริษัทประกันแจ้งผลการพิจารณาสินไหมไปแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบกลับจากเจ้าของกรมธรรม์ด้วย
อย่างไรก็ดี ตัวเลขจากสมาคมประกันวินาศภัยไทยแตกต่างจากตัวเลขของ คปภ. โดย ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าจากการรวบรวมของสมาคมฯ ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายอยู่ระหว่าง 28,000 – 29,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่ามีการจ่ายสินไหมทดแทนไปแล้วประมาณ 80%
นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่าส่วนที่ยังค้างอยู่ส่วนใหญ่คือกลุ่มที่เป็นอาคารหรือโครงการที่มีมูลค่าสูง ซึ่งมีทั้งส่วนที่ยังต้องรอเอกสาร ส่วนที่ต้องพิจารณารายละเอียดความคุ้มครอง เช่น กรณีของตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ต้องพิจารณาว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากภัยพิบัติทั้งหมดจริงหรือไม่ ไปจนถึงกรณีที่บางบริษัทอาจไม่ได้ปฏิบัติตามแนวทางของสมาคมฯ ที่ให้คำแนะนำไปในกรณีการเคลมประกันอาคารชุดต่าง ๆ ให้นิติบุคคลของอาคารเป็นผู้รวบรวมความเสียหาย แล้วบริษัทประกันค่อยมาเฉลี่ยความรับผิดชอบกันเอง ซึ่งเขายืนยันว่า "มีเฉพาะบางบริษัท" ที่เป็นปัญหา
"เราก็แนะนำว่าในกรณีที่นิติบุคคลได้มีการซื้อประกันภัยซึ่งรวมความคุ้มครองถึงภัยของลูกห้องด้วย ก็แนะนำให้นิติบุคคลนั้นเป็นคนรวบรวมความสูญเสียทั้งหมด ทั้งจากที่ลูกห้องแจ้งแล้ว ทั้งจากของตัวเอง ส่งเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนไปที่บริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยตัวนิติบุคคลนั้น แล้วบริษัทประกันภัยก็จะมาว่ากันเองว่า ถ้ามันมีลูกห้อง เราจะมีการเฉลี่ยจ่ายกันอย่างไร" ดร.สมพร อธิบายถึงแนวทางที่สมาคมฯ วางไว้ แต่เขาก็บอกว่าสมาคมฯ ไม่มีอำนาจไปบังคับให้ทุกบริษัทประกันจะต้องทำตามนั้น
"หลายบริษัททำตามวิธีการนี้ มันก็จะรวดเร็ว และเป็นการที่เรียกร้องค่าสินไหมรวมมาทั้งหมด แต่หลากหลายบริษัทประกันภัยไม่ได้ทำตามนี้ มันก็เลยมีการโต้แย้งกันว่าอันนี้ให้ไปใช้สิทธิ์จากลูกห้อง อันนี้ไปใช้สิทธิ์จากนิติบุคคล... ในขณะเดียวกันช่วงหลัง ๆ ก็เจอว่านิติบุคคลเองนั้น ก็ยังรวบรวมความสูญเสียหรือความเสียหายจากลูกห้องยังไม่ครบถ้วนเลยจนกระทั่งถึงป่านนี้" เขาระบุ
ดร.สมพร ยังเปิดเผยด้วยว่า การเคลมประกันแผ่นดินไหวที่ผ่านมา สมาคมฯ พบหลายกรณีที่เป็นการเรียกร้องเงินสินไหมที่เกินจากการจะซ่อมแซมห้องให้กลับเป็นสภาพเดิม แต่เป็นลักษณะของการ "ตั้งใจปรับปรุงให้มันดีกว่าเดิม" (betterment) ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบความล่าช้าในการจ่ายเงินก็มาจากกรณีเช่นนี้ด้วย เพราะบริษัทต้องตรวจสอบเพื่อแยกแยะความเสียหายที่มีอยู่เดิมก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหวและเจรจาต่อรองกับเจ้าของกรมธรรม์
"หลายๆ ครั้งไปพบว่ามันมีสิ่งที่เราเรียกว่า betterment (การปรับปรุงให้ดีขึ้น) เกิดขึ้น หมายถึงว่าไหน ๆ จะซ่อมทั้งทีก็ซ่อมให้มันดีไปเลย แล้วก็ซ่อมโดยมีการปรับเปลี่ยนวิธีการหรือรูปแบบของความเสียหาย"
"ผมยกตัวอย่างสมมติว่ามีฝ้าเพดานที่เป็นฝ้าแขวน ต่อมาลูกค้าไหน ๆ ก็จะต้องเปลี่ยนทั้งที แล้วก็ทำเป็นฝ้าฉาบเรียบไปเลย อย่างนี้มันเรียกว่ามันมี element (องค์ประกอบ) ของ betterment (การปรับปรุงให้ดีขึ้น) เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นบริษัทประกันภัยก็ต้องชดใช้ให้ตามมูลค่าของฝ้าแขวน" ดร.สมพร กล่าว
คปภ. สั่งบริษัทประกันภัยปิดจบยอดเคลมแผ่นดินไหวภายใน 10 เม.ย. 69
ล่าสุด นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ คปภ. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า จากการประชุมร่วมกับบริษัทประกันภัยเมื่อวันที่ 25 มี.ค. สำนักงาน คปภ. ได้ขอให้บริษัทต่าง ๆ จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันทุกรายที่มีการ "คุยกันยุติแล้ว" ภายในวันที่ 3 เม.ย.
ส่วนกรณีที่ได้รับเอกสารครบถ้วนแล้วแต่ยังไม่ได้พิจารณาเสนอยอดจ่าย ก็ขอให้มีการพิจารณาเสนอยอดจ่ายภายในวันที่ 10 เม.ย. นี้ เพื่อให้เหลือเฉพาะกลุ่มที่เอกสารยังไม่ครบจริง ๆ
"เราต้องการให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่า ธุรกิจประกันภัยไม่ได้ยื้อเวลา หรือพยายามจะถ่วงเวลาในการจ่ายสินไหม แนวทางที่จะมีปัญหาอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็จะเป็นเรื่องของการทำประกันซ้ำซ้อนหรือไม่ ตัวนี้เดี๋ยวเราจะมีการตรวจสอบผ่านระบบ IBS (ระบบฐานข้อมูลการประกันภัยของ คปภ.) คงประสานงานกับแต่ละบริษัทที่อาจจะมีประเด็นเรื่องนี้" นายอดิศรระบุ
เขาเปิดเผยว่าตั้งแต่เริ่มแรกที่ คปภ. มีนโยบายให้บริษัทประกันต่าง ๆ ประเมินความเสียหายจากภาพถ่าย โดยให้ใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอและหลักการทางวิศวกรรมในการจัดทำราคากลางที่สมเหตุสมผล ทำให้ตอนนี้มี "ราคากลาง" ที่บริษัทต่าง ๆ ใช้อ้างอิงได้
"วิธีการที่เราขอความร่วมมือจากบริษัทประกันภัยคือเราขอให้มีการประเมินราคา และจ่ายเลย" นายอดิศรเปิดเผย เขาอธิบายต่อว่า คปภ. ได้ขอความร่วมมือบริษัทประกันต่าง ๆ จ่ายค่าสินไหมในลักษณะที่เรียกว่า "Advance Interim Payment" คือการจ่ายค่าสินไหมทดแทนล่วงหน้าตามราคาที่ประเมิน โดยอาจจ่ายเป็นเช็คหรือโอนเงินเข้าบัญชีของผู้เอาประกันโดยตรง และในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมีหลักฐานว่าความเสียหายนั้นเป็นจำนวนอื่น ผู้เอาประกันยังคงสามารถโต้แย้งหรือเรียกร้องเพิ่มเติมได้
ส่วนการดำเนินการจ่ายสินไหมตามยอดค้างจ่าย เลขาธิการ คปภ. คาดว่าจะสามารถ "ปิดตัวเลขเกือบ 100% ในเวลาอันใกล้"
ด้านนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยบอกว่า การจะปิดจบยอดเคลมประกันแผ่นดินไหวที่ยังคงค้างให้เสร็จสิ้นภายใน 10 เม.ย. "ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร" หากผู้เอาประกันสามารถยอมรับตัวเลขจากการประเมินตามราคากลางได้
"ต้องเรียนตรง ๆ ว่าเราก็จะไปบังคับผู้เอาประกันภัยให้ต้องรับตามราคากลางไม่ได้ หมายความว่าผู้เอาประกันภัยท่านใดรับตามราคากลางได้ บริษัทก็สามารถมาพิจารณาชดใช้ได้เลย แต่ถ้าสมมติว่าผู้เอาประกันภัยท่านใดบอกว่า ผมไปจ้างช่างมาซ่อมแล้วมูลค่ามันแพงกว่านี้ ต้องการจะใช้มูลค่าตามที่ตัวเองไปซ่อมมา อันนั้นก็ต้องอยู่ที่การพิสูจน์ในเรื่องของมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงกันต่อไป" เขากล่าว
เบี้ยประกันวินาศภัยเปลี่ยนไปอย่างไรหลังแผ่นดินไหว
ดร.สมพร ยังระบุด้วยว่า การเกิดเหตุ "แผ่นดินไหว" เมื่อปีที่แล้วยังส่งผลให้ตอนนี้ "แทบจะ 100% ของบริษัทประกันภัย" มีการคิดเบี้ยประกันภัยในส่วนของความคุ้มครองแผ่นดินไหว แยกต่างหากจากความคุ้มครองอื่น ๆ ต่างจากเดิมที่บริษัทประกันมองว่าประเทศไทยไม่มีความเสี่ยง และแทบจะให้ความคุ้มครองนี้แถมไปฟรี ๆ ในประกันภัยพิบัติอื่น ๆ เพื่อจูงใจให้คนมาซื้อประกันนั้น
นอกจากนี้ เขาบอกด้วยว่าบางบริษัทเริ่มมีการกำหนดวงเงินจำกัดความรับผิด (sub-limit) ในกรณีเกินเหตุแผ่นดินไหวด้วยว่าสามารถจะชดเชยให้สูงสุดได้เท่าไหร่ จากเดิมที่ไม่เคยมีการกำหนดวงเงินจำกัดความรับผิดสำหรับเหตุแผ่นดินไหว
"ประเทศไทยรวมถึงระบบประกันภัย เคยถูกมองว่าปราศจากความเสี่ยง หรือมีความเสี่ยงด้านแผ่นดินไหวน้อยมาก แต่เหตุการณ์คราวที่แล้วมันเปลี่ยนมุมมองและความคิดของอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง" นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยกล่าว
อย่างไรก็ดี เขายืนยันว่าการคิดเบี้ยประกันในส่วนของแผ่นดินไหวตอนนี้ มีสัดส่วนเพียงแค่ 0.01 – 0.1% ของความคุ้มครอง ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากจน "เผลอ ๆ ไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ"
ขณะที่รองเลขาธิการ คปภ. ยืนยันกับบีบีซีไทยว่าเบี้ยประกันภัยพิบัติที่แต่ละบริษัทเก็บกับผู้เอาประกันภัยในตอนนี้ ยังอยู่ในช่วง (range) ต่ำสุดและสูงสุดตามที่สำนักงาน คปภ. กำหนดไว้ ซึ่ง คปภ. ก็ยังไม่มีแผนจะขยายเกณฑ์ใด ๆ ภายหลังจากเหตุแผ่นดินไหว
นายอดิศรย้ำด้วยว่าการจะเพิ่มหรือลดเบี้ยประกัน ที่จริงแล้วไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่บริษัทประกันเท่านั้น แต่หากเจ้าของกรมธรรม์ปิดความเสี่ยงของตัวเองไว้บ้าง ก็มีเหตุที่เข้าเกณฑ์ได้ลดเบี้ยเช่นกัน
"สมมติบ้านหลังละหลายสิบล้าน อยากซื้อประกัน[อัคคีภัย]กับผม... ผมอาจจะส่งคนเข้าไปตรวจ บนพื้นฐานปกติมองไปปุ๊บ บ้านนี้เป็นบ้านเดี่ยว มันก็จะมีเกณฑ์ของบ้านเดี่ยว เป็นครึ่งตึกครึ่งไม้ไหม เป็นคอนกรีตหมดหรือเปล่า นี่คือแนวคิดพื้นฐาน เบี้ยมันก็จะอยู่ในช่วงของแนวคิดพื้นฐานก่อน" รองเลขาธิการ คปภ. อธิบายเกณฑ์การพิจารณา ซึ่งยังรวมถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบที่มีส่วนต่อการคำนวณเบี้ยประกันภัยด้วย
"พอเดินเข้าไป รอบ ๆ มีอะไรที่ดูเป็นปั๊มน้ำมัน ปั๊มแก๊ส อะไรไหม ถ้ามีจะกลายเป็นตัวเพิ่มเบี้ย มันมีทั้งขึ้นและลง ถ้าเดินเข้าไป มีทางหนีไฟไหม อ้อ มี มีตัวลดเบี้ย มีตัวดักควันไหม มีสปริงเกอร์ไหม อันนี้ตัวลดเบี้ย เพราะฉะนั้นถามว่าเบี้ยมันจะเพิ่มจะลด จริง ๆ แล้วมันทำได้ทั้งสองทาง แล้วก็มันอยู่ที่ความร่วมมือกันระหว่างธุรกิจกับผู้เอาประกันด้วย" เขาระบุ
อนาคตวงการประกันหลังผ่านพ้นภัยพิบัติ
แม้ คปภ. จะประเมินภาพรวมค่าสินไหมทดแทนในภัยพิบัติต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา มีไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท แต่รองเลขาธิการ คปภ. เชื่อว่าอนาคตบริษัทประกันภัยยังมั่นคง สาเหตุเพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ทั้งแผ่นดินไหวและน้ำท่วมหนักในบางพื้นที่นั้น เป็น "ภัยมาตรฐาน" ที่คนทำธุรกิจประกันรู้จักดี ซึ่งในรอบหลายปีอาจเกิดขึ้นหนึ่งครั้ง แตกต่างจาก "ภัยอุบัติใหม่" อย่างโรคโควิด-19 ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ของโรคเปลี่ยนแปลงไปไวมากและทำให้บริษัทประกันบางแห่งที่บริหารความเสี่ยงไม่ดีต้องล้มลงไป แต่บริษัทที่บริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมก็ยังอยู่รอดได้
"ตอนน้ำท่วมปี 54... ระบบประกันภัยเคยจ่ายเงินน้ำท่วม [ปี 54] ไป 400,000 กว่าล้าน และระบบประกันภัยยังคงอยู่ได้" นายอดิศรเปิดเผย พร้อมเน้นย้ำว่ายอดเคลมประกันภัยพิบัติในปี 2568 ยังถือว่าน้อยกว่าประสบการณ์ในอดีตที่ระบบประกันภัยของไทยเคยเผชิญและผ่านมันมาได้
เขายืนยันด้วยว่า คปภ. ได้เข้าไปตรวจสอบเงินกองทุนรองรับความเสี่ยงของบริษัทที่รับประกันวินาศภัยต่าง ๆ แล้ว และพบว่าบริษัทต่าง ๆ ยังมีเงินกองทุนส่วนนี้มากกว่าเกณฑ์ที่ คปภ. กำหนดไว้
ขณะที่นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ยืนยันเช่นกันว่าเหตุภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่าน "ไม่ได้กระทบต่อความมั่นคงของบริษัทประกันภัยเลย" โดยเขาให้สาเหตุว่าส่วนหนึ่งเพราะบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ได้ทำประกันภัยต่อ (Reinsurance) กับระบบประกันภัยระดับโลกเอาไว้
เขายกตัวอย่างการ "ประกันภัยต่อ" คือการที่บริษัท ก. ซึ่งรับประกันวินาศภัยมาแล้ว รับเบี้ยประกันจากผู้เอากรมธรรม์มา เสร็จแล้วบริษัท ก. ก็บริหารเงินค่าเบี้ยที่ได้รับมา นำส่วนหนึ่งไปซื้อ "ประกันต่อ" จากบริษัท ข. ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศ
ต่อมาเมื่อมีภัยพิบัติใหญ่เกิดขึ้น แทนที่บริษัท ก. จะต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้เอากรมธรรม์ทั้งหมดเพียงลำพัง ก็จะกลายเป็นว่ามี บริษัท ข. เข้ามาช่วยจ่ายด้วยตามสัดส่วนในสัญญา ซึ่งเป็นการ "บริหารความเสี่ยง" อย่างหนึ่งของบริษัทประกันภัย
อย่างไรก็ดี ดร.สมพร เสนอว่า เพื่อจะดูแลความเสี่ยงในประเทศในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น แทนที่จะให้บริษัทประกันแต่ละแห่งทำ "ประกันภัยต่อ" กับต่างประเทศเองอย่างที่เป็นอยู่ ควรมีการฟื้นโมเดล "กองทุนประกันภัยพิบัติ" ที่ไทยเคยใช้จัดการกับกรณีน้ำท่วมปี 54 แล้วยกเลิกไป กลับขึ้นมาใหม่
โดยภายใต้โมเดล "กองทุนประกันภัยพิบัติ" ที่ ดร.สมพร เสนอ คือแทนที่บริษัทต่าง ๆ จะต้องจ่ายเบี้ยประกันไปให้กับต่างประเทศที่รับ "ประกันภัยต่อ" ก็เปลี่ยนมาจ่ายให้กับกองทุนประกันภัยพิบัติแทน ซึ่งหากในรอบ 10-20 ปี ไม่เหตุภัยพิบัติใหญ่เกิดขึ้น ก็จะทำให้กองทุนสามารถสะสมเงินส่วนนี้เพื่อใช้บริหารจัดการความเสี่ยงในประเทศได้เอง โดยที่เงินไม่ไปกองอยู่กับบริษัทในต่างประเทศ
นอกจากนี้ กองทุนประกันภัยพิบัติที่ทำหน้าที่เสมือน "ผู้รับประกันภัยต่อ" (Reinsurer) เอง ก็สามารถบริหารความเสี่ยงด้วยการทำ "ประกันภัยต่อช่วง" (Retrocession) อีกทอดหนึ่งเพื่อให้ช่วยรับประกันในกรณีที่เกิดความเสียหายเกินวงเงินที่กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้กองทุนล้ม
ขณะที่นายอดิศร บอกว่า คปภ. เองก็พยายามจะศึกษาพัฒนา "โมเดล" บริหารความเสี่ยงด้านภัยพิบัติในไทยอยู่เช่นกัน แต่ยังไม่สรุปว่าจะออกมาในรูปแบบไหน โดยเขาไม่อยากใช้คำว่า "กองทุนประกันภัยพิบัติ" เพราะกองทุนเดิมมุ่งคุ้มครองในเรื่องน้ำท่วม ขณะที่ภัยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่ง คปภ. กำลังศึกษาแนวทางที่จะคุ้มครอง "มหันตภัย" ในภาพรวม
"ตอนนี้จริง ๆ เราศึกษาอยู่นะครับ และเรากำลังพัฒนาโมเดลนั้นอยู่นะครับ" นายอดิศรกล่าว "แต่โมเดลเหล่านี้ คปภ. เองต้องผ่านบอร์ดเนาะ ยังไงก็ต้องมีผ่านอนุกรรมการ ผ่านบอร์ด และก็ต้องมีการนำเสนอทางกระทรวงการคลังด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นคงมีการดำเนินการอีกหลายอย่างครับ"
"ถึงเวลาเราจะต้องมีการคุยกับทางสมาคม[ประกันวินาศภัยไทย]แน่นอนครับ แต่ว่าคงไม่ใช่การหยิบแค่กฎหมายนั้นขึ้นมาแล้วปัดฝุ่น แล้วบอกเอากองทุนภัยพิบัติเดิมมาใช้นะ สถานการณ์เปลี่ยนไปเยอะ จากวันนั้น ถึงวันนี้เนี่ยต้องบอกว่าเราเห็นความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่บางครั้งฝนตกหนักมากและบ่อยในบางพื้นที่ เราเห็นพายุในต่างประเทศบางที่เกิดขึ้นบ่อยมาก"
"มันอาจจะไม่เกิดขึ้นกับเรา แต่ว่าแน่นอน เราคงต้องคิดเผื่อว่านาน ๆ ครั้งหนึ่งอาจจะมีพายุ 1 ลูกมา hit (เข้า) ประเทศไทยเนาะ... เพราะฉะนั้นความเสี่ยงที่มันอาจจะเกิดขึ้นได้เหล่านี้ควรอยู่ในโมเดลนี้ครับ และก็ควรทำให้มันเกิดการกระจายตัวที่เหมาะสม คือคุ้มครองทุกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แล้วก็มีจำนวนของคนที่เข้าร่วมในความเสี่ยงประเภทต่าง ๆ กัน เพื่อให้ทุกคนได้รับความคุ้มครอง และเพื่อให้เบี้ยประกันมันเป็นที่ยอมรับได้" รองเลขาธิการ คปภ. กล่าว