โปรดเกล้าฯ ครม. "อนุทิน 2" พบ 13 คนนั่งเก้าอี้เดิม 14 รมต.ป้ายแดง

เวลาอ่าน: 13 นาที

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ในรัฐบาล "อนุทิน 2" ซึ่งรายชื่อที่ออกมาไม่พลิกไปจากโผที่ปรากฏตามหน้าสื่อ โดยนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ควบเก้าอี้ รมว.มหาดไทย อีกครั้ง

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ประสานแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ให้เตรียมความพร้อมเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนรับหน้าที่ในวันที่ 6 เม.ย.

วันนี้ (31 มี.ค.) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มี.ค. 2569 แล้ว นั้น

บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี

(ดูรายละเอียดได้จากประกาศฉบับนี้)

คณะรัฐมนตรี (ครม.) "อนุทิน 2" ตั้งไม่เต็มโควตาที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีได้ 36 คน (นับรวมนายกฯ ด้วย) โดยขาดไป 1 คน

แม้เป็นรัฐบาลผสม 16 พรรค รวม 292 เสียง แต่มีเพียง 2 พรรคที่มีที่นั่งในฝ่ายบริหารคือ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.)

นายอนุทินนั่งเก้าอี้นายกฯ สมัยแรกกว่า 6 เดือนแล้ว (ตั้งแต่ ก.ย. 2568) โดยเป็นผู้นำของรัฐบาลเสียงข้างน้อย 146 เสียง ก่อนที่พรรค ภท. จะชนะการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับจากก่อตั้งพรรค ด้วยยอด สส. 191 เสียง (ยังไม่รวมอีก 1 เขตเลือกตั้งที่ผู้สมัครจากพรรค ภท. มีคะแนนเป็นอันดับ 1 แต่ กกต. ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง)

ทว่าการเป็นรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตน้ำมันและพลังงาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ถูกมองว่าเป็น "ทุกขลาภ" ของนายอนุทินกับพวก ตามความเห็นของนักวิเคราะห์การเมือง ซึ่งในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลรักษาการถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำมันภายในประเทศ

ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. ชุดใหม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณ พวกเราทุกคนก็ยังทำงานอย่างเต็มความสามารถรับใช้ที่น้องประชาชน และบอกด้วยว่าภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณเสร็จจะเรียกประชุม ครม. "ทันที"

จากนั้นจะเป็นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งได้รวมข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน และคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ถ้าไม่มีอะไรแก้ไขในสาระสำคัญ ก็จะส่งให้รัฐสภา เพื่อให้ สส. ได้ไปอ่านและไปศึกษาเพื่อเตรียมพร้อมในการอภิปราย เชื่อว่าจะได้รับข้อเสนอแนะ แนวคิด แนวทางดี ๆ จากคนที่เป็นตัวแทนของประชาชน

บรรดา สส. และ สว. ได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า การประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 จะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 7-9 เม.ย.

ด้านนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยความรู้สึกว่าดีใจที่ได้รับความไว้วางใจ และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แน่นอนว่าเรื่องตำแหน่งในการทำงานต่าง ๆ มาพร้อมกับหน้าที่ความรับผิดชอบ

ครม. จำแนกรายพรรค

สำหรับรายชื่อ ครม. ที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นไปตามโผที่ปรากฏในสื่อมวลชนหลายสำนักก่อนหน้านี้

บีบีซีไทยพบว่ามี รมต. 13 คนที่ได้สานงานต่อ-รั้งเก้าอี้ตัวเดิมจากในสมัยรัฐบาล "อนุทิน 1" นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองจากพรรคสีน้ำเงินซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาใน "คดีฮั้วเลือก สว." จำนวน 12 คน ได้เข้ามาเป็น รมต. ของรัฐบาลชุดใหม่ด้วย

พรรคภูมิใจไทย 27 คน 32 ตำแหน่ง แบ่งเป็น นายกฯ 1 ตำแหน่ง, รองนายกฯ 6 ตำแหน่ง, รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) 14 ตำแหน่ง, รมต.ประจำสำนายกรัฐมนตรี 4 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) 7 ตำแหน่งใน 3 กระทรวง ทั้งนี้นายกฯ ควบเก้าอี้ มท. 1 เองด้วย

สำหรับ รมต. ในโควตาพรรคสีน้ำเงิน 17 คน เป็น สส. และอีก 10 คนไม่ได้เป็น สส.

กลุ่มที่รับตำแหน่งเดิม 13 คน

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย (สส.บัญชีรายชื่อ, หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย)
  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม (แม่ทัพภาคใต้ของภูมิใจไทยที่ทำผลงานได้ตามเป้าหมาย)
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง (เป็นไปตามนโยบายหาเสียงของพรรค ภท. ซึ่งชูจุดขาย 3 รมต. ที่นายกฯ เรียกว่า "สามแม่ครัว")
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ (เพิ่มให้ควบรองนายกฯ ตามนโยบายหาเสียงของพรรค ภท. ซึ่งชูจุดขาย 3 รมต. ที่นายกฯ เรียกว่า "สามแม่ครัว")
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ (เพิ่มให้ควบรองนายกฯ ตามนโยบายหาเสียงของพรรค ภท. ซึ่งชูจุดขาย 3 รมต. ที่นายกฯ เรียกว่า "สามแม่ครัว", แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ของพรรค)
  • น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (สส.บัญชีรายชื่อ, เหรัญญิกพรรค, แม่ทัพ กทม. ของภูมิใจไทย)
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (สส.อ่างทอง, อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร, บุตรชายคนโตของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล บ้านใหญ่อ่างทอง)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สส.บัญชีรายชื่อ, เลขาธิการพรรค, บุตรชายของนายเนวิน ชิดชอบ บ้านใหญ่บุรีรัมย์)
  • น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (สส.บัญชีรายชื่อ, บุตรสาวของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ บ้านใหญ่อุทัยธานี)
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ไม่ได้ควบเก้าอี้รองนายกฯ แบบเดิม, สส.ชลบุรี บ้านใหม่ชลบุรี)
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข (บุตรชายของนายสันติ พร้อมพัฒน์ บ้านใหญ่เพชรบูรณ์)
  • พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม

กลุ่มที่โยกสลับเก้าอี้ 3 คน

  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี (อัพเกรดจากเดิมเป็น รมช.มหาดไทย หลังนั่งเก้าอี้ มท. 2 ต่อเนื่องมา 4 รัฐบาลตั้งแต่ "ประยุทธ์-เศรษฐา-แพทองธาร-อนุทิน 1")
  • พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม (อัพเกรดจากเดิมเป็น รมช.กลาโหม)
  • นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา (โยกกระทรวง จากเดิมเป็น รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, สส.อยุธยา, รองหัวหน้าพรรค, บุตรชายของนางสมทรง พันธุ์เจริญวรกุล หรือ "ซ้อสมทรง" นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา)

กลุ่ม "เลือดน้ำเงินใหม่" 2 คน ที่เคยผ่านงานฝ่ายบริหารมาแล้วภายใต้สังกัดพรรคอื่น

  • นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน (สส.บัญชีรายชื่อ, อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งย้ายมาเป็นแม่ทัพ กทม. ของภูมิใจไทย)
  • นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม (สส.บัญชีรายชื่อ, อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งยก สส. ทั้งพรรคย้ายสังกัดมา, บ้านใหญ่สุพรรณบุรี)

กลุ่มหน้าใหม่แกะกล่อง 9 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทายาทของตระกูลการเมืองซึ่งถูกสื่อมวลชนขนานนามว่ากลุ่ม "ลูกเทพ" ยกเว้นรองนายกฯ และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ

  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี (อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่ปรากฏข่าวว่าสมัครสมาชิกพรรค ภท.)
  • นางสุขสมรวย วันทนียกุล หรือ "เจ๊รวย" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (สส.อำนาจเจริญ)
  • นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย (สส.อุทัยธานี, รองเลขาธิการพรรค, บุตรชายคนโตของ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์)
  • นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย (สส.สตูล, กรรมการบริหารพรรค, บุตรชายของนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ หรือ "โกเกียรติ" บ้านใหญ่อันดามัน)
  • นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย (สส.นครราชสีมา, บุตรชายของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ผู้ล่วงลับ)
  • นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม (สส.ศรีสะเกษ, อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รองหัวหน้าพรรค, ลูกชายนายฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ)
  • นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม (สส.พิจิตร, รองเลขาธิการพรรค, หลานชายของนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ บ้านใหญ่พิจิตร)
  • นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม (สส.สงขลา, บุตรชายของนายนิพนธ์ บุญญามณี บ้านใหญ่สงขลา)
  • น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สส.อุบลราชธานี, บุตรสาวของนายอิสสระ สมชัย บ้านใหญ่อุบลฯ)

พรรคเพื่อไทย 8 คน 9 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รองนายกฯ 1 ตำแหน่ง, รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) 5 ตำแหน่ง, และรัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) 3 ตำแหน่งในใน 2 กระทรวง โดยทุกคนล้วนเป็น สส.

  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สส.บัญชีรายชื่อ, แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค)
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ (สส.บัญชีรายชื่อ, แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค)
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน (สส.บัญชีรายชื่อ, หัวหน้าพรรค, แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค)
  • นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (สส.นครราชสีมา)
  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ (สส.บัญชีรายชื่อ, เลขาธิการพรรค)
  • นายวัชรพล ขาวขำ รมช.เกษตรฯ (สส.อุดรธานี)
  • น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรฯ (สส.เชียงราย, บุตรสาวของนายยงยุทธ ติยะไพรัช)
  • นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (สส.กาญจนบุรี)

พบ 12 รมต. ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา "คดีฮั้วเลือก สว."

การตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบรรดา ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ทำงานร่วมกับ 18 หน่วยงาน

ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อ 19 มี.ค. สส. ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องคุณสมบัติของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า "มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) หรือไม่ เนื่องจากหัวหน้าพรรค ภท. หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาในคดีกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดีฮั้วเลือก สว." เมื่อปี 2567 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2568

ในช่วงรอยต่อของการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ปรากฏกระแสข่าวว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อรับผิดชอบคดีนี้ มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นควรให้ "ยกคำร้อง" ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 ราย โดยให้เหตุผลว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดได้ สวนทางกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมระหว่าง กกต. กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่สรุปสำนวนไว้ว่า พบขบวนการจัดตั้งและโพยลงคะแนนของ สว. ในหลายกลุ่มอาชีพเข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการมาซึ่ง สว. แต่จนขณะนี้ยังไม่มีมติชัดเจนจาก กกต.

โฉมหน้าของ ครม. "อนุทิน 2" ที่ออกมานี้ ปรากฏว่ามี รมต. จากพรรคสีน้ำเงินที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาใน "คดีฮั้วเลือก สว." อย่างน้อย 12 คนร่วมวงฝ่ายบริหารด้วย ตั้งแต่ตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 187), นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 188), นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 189), นายไชยชนก ชิดชอบ (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 190), นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 191), นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 193), น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 195), นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 197), นายนภินทร ศรีสรรพางค์ (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 202), นางสุขสำรวย วันทนียกุล (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 204), นายภราดร ปริศนานันทกุล (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 205), น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย (ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 206)

เพื่อไทยจำเปลี่ยน "ตัวสำรอง" มาเป็น รมต. "ตัวจริง"

นอกจากคุณสมบัติของ รมต. ค่ายสีน้ำเงิน ยังมี รมต. จากค่ายสีแดงถูกจับตามองเรื่องคุณสมบัติคือ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่เคยเป็นสักขีพยานลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี ประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี เมื่อเดือน มี.ค. 2567 โดยมีนายเบน สมิธ ร่วมเฟรม ต่อมาดีเอสไอได้ตรวจสอบคดีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีของบริษัทดังกล่าวว่าเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายฟอกเงินและอื่น ๆ และเรียกนายประเสริฐไปให้การด้วย และดีเอสไอได้ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไต่สวนต่อแล้ว

ขณะเดียวกัน ปรากฏข่าวว่าแคนดิเดต รมต. จากค่ายเพื่อไทยอีกคน "ไม่ผ่านการตรวจคุณสมบัติ" ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ซึ่งถูกดีเอสไอออกหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์หาดสวนยา ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อครั้งเป็นกรรมการบริษัท จนต้องเปลี่ยนเอาแคนดิเดต "ตัวสำรอง" อย่างนายสมศักดิ์ โสมกลาง มาเป็น รมต. "ตัวจริง" ในนาทีท้าย ๆ

รัฐบาล "อนุทิน 2" มีเสียงในสภารวมกัน 292 เสียง โดยมาจาก 16 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 191 เสียง (ยังไม่รวม 1 เขตที่ กกต. ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง), พรรคเพื่อไทย 74 เสียง, พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง, พรรคประชาชาติ 5 เสียง, พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง, พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง, พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง, พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง และพรรคจิ๋วที่มี 1 เสียง รวม 8 พรรค ได้แก่ พรรครวมใจไทย, พรรคใหม่, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคมิติใหม่, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคทางเลือกใหม่ และพรรคโอกาสใหม่

ขณะที่พรรคที่ไม่ได้รับเชิญให้ร่วมรัฐบาล ต้องตกที่นั่งฝ่ายค้านมี 6 พรรค มีเสียงสภารวมกัน 207 เสียง ประกอบด้วย พรรคประชาชน 120 เสียง, พรรคกล้าธรรม 58 เสียง, พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง, พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง, พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง และพรรคไทยภักดี 1 เสียง