"เขาเริ่มจามได้เองก็จามออกมาเป็นเลือด" สำรวจผลกระทบมลพิษทางอากาศในเชียงใหม่ ต่อสุขภาพของเด็กเล็ก

เวลาอ่าน: 10 นาที

"ลูกชายเลือดกำเดาไหล เขาเป็นตอนหลับ ตื่นเช้าขึ้นมาเราก็ตกใจ แล้วพอทีนี้ส่งเขาไปโรงเรียน ครูก็โทรมาบอกว่าลูกชายเลือดกำเดาไหลอีกแล้ว" เบญจมาศ ใจประการ คุณแม่วัย 35 ปี ที่อาศัยอยู่ใน จ.เชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทย

เธอบอกด้วยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกของเธอมีอาการเช่นนี้ เมื่อปีที่แล้วช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 ปกคลุมหนาที่ จ.เชียงใหม่ ลูกชายของเธอก็เคยเลือดกำเดาไหลในลักษณะนี้มาแล้ว

ทว่า ลูกชายของเธอไม่ใช่เด็กเล็กคนเดียวใน จ.เชียงใหม่ ที่กำลังเผชิญชะตากรรมเช่นนี้

"[ภรรยา]เอารูปมาให้ผมดูว่าเนี่ยเด็กยังเล็กอยู่เลย แล้วก็มีเลือดเป็นลิ่มไหลออก[จมูก]มาเลย เราก็โอ้โห ออกอย่างนี้เลยเหรอ ต่อมาอีกวันลูกเราเป็นเลย เราก็ไม่คิดว่ามันจะใกล้ตัวขนาดนี้" ถิรายุทธ์ วงษ์สันติสุข วัย 41 ปี คุณพ่อลูกสามชาว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทยถึงปัญหาสุขภาพของลูกสาวคนโตวัย 6 ขวบ

เขาเล่าด้วยว่า ลูกสาวต้องขาดเรียนไปเกินครึ่งของวันเรียนทั้งหมด เพราะต้องไปพบแพทย์จากอาการโรคภูมิแพ้ที่ถูกกระตุ้น

"สมมติว่าเรียน 100% ลูกผมหยุดไป 50% คือมันเกินครึ่ง เพราะว่าเขาป่วยภูมิแพ้ คือช่วงสองสามปีที่แล้ว ลูกคนโตผมคือเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น"

ช่วงเช้าวันนี้ (31 มี.ค.) ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 (ศปก.ปกป.ภาค 3) รายงานสถานการณ์ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ พบจุดความร้อน รวม 1,469 จุด โดยมีจำนวนสูงสุดที่ จ.เชียงใหม่ เกิน 300 จุด

นอกจากนี้ เว็บไซต์ IQAir ซึ่งรายงานสภาวะคุณภาพอากาศในเมืองหลัก ๆ ทั่วโลก วันนี้เวลา 19.00-20.00 น. จ.เชียงใหม่ อยู่ในอันดับสองเมืองที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุด โดยดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 153 ตามดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI⁺) ของสหรัฐอเมริกา และถูกจัดเป็นสีแดง ซึ่งคือขั้น "ไม่ดีต่อสุขภาพ"

"อย่างตอนเช้ามาความจริงมันต้องสว่างใช่ไหมคะ ตอนออกมา[จากบ้าน]ลูกก็จะถามว่า คุณแม่ มันยังมืดอยู่เหรอ" เบญจมาศ บอกกับบีบีซีไทย

เธอย้ำหลายครั้งว่าปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองใน จ.เชียงใหม่ ปีนี้รุนแรงกว่าปีที่แล้ว โดยเมื่อวานนี้ฝุ่นหนามากจน "มองแทบจะไม่เห็นถนน"

เช่นเดียวกัน ถิรายุทธ์ ที่บอกกับบีบีซีไทยเช่นกันว่าสถานการณ์ฝุ่นใน จ.เชียงใหม่ ปีนี้ "หนักมาก"

"ตอนแรกมันเหมือนไม่มีวี่แววว่าจะมา อยู่ ๆ ก็มาแบบหนักมาก เราแค่เดินลงมาจากห้องนอน เราก็รู้สึกว่าเราแสบตา ทั้ง ๆ ที่อยู่ข้างในบ้าน เริ่มได้กลิ่นควันเยอะขึ้น พอดูหน้าบ้านก็เลยเห็นว่า[ฝุ่น]มาเต็มข้อ" เขาบรรยาย

สำนักข่าวเชียงใหม่นิวส์ รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลเพื่อการวางแผนและการเข้าระงับเหตุในพื้นที่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าวันนี้พบจุดความร้อนใน จ.เชียงใหม่ 303 จุด สะสมอยู่ที่ 4,735 จุด และสถิติยอดสะสมมากกว่าปี 2568 ในห้วงเวลาเดียวกัน 1,261 จุด เพิ่มขึ้นคิดเป็น 36%

"อาการของลูกชายจะเตือนก่อนเลยว่าฝุ่น PM มาแล้ว"

"เราจะรู้ได้ทุกปีเลยว่าช่วงใกล้ ๆ ที่ฝุ่น PM จะมา อาการของลูกชายจะเตือนก่อนเลยว่า PM มาแล้ว" เบญจมาศ บอกกับบีบีซีไทย

เธอเสริมว่าลูกชายวัยสี่ขวบของเธอมักมีอาการป่วยจากปัญหาฝุ่นแทบทุกปี โดยเมื่อปีที่แล้วช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 ปกคลุมหนาในจังหวัด ลูกชายของเธอก็เริ่มมีอาการผิดปกติ

"อาการเริ่มแรกของเขาก็คือมีขี้ตา ตื่นเช้ามาขี้ตาจะเยอะมาก คุณแม่ก็นึกว่าเขาเจ็บตาก็เลยพาไปหาหมอ" เธอเล่าพร้อมบอกว่า ในตอนนั้นคุณหมอไม่ได้แนะนำให้ทำอะไรนอกจากให้ล้างจมูกลูกชาย

แต่ขณะเดินทางกลับจากคลินิก เธอ "แวะไปกินข้าว หันไปอีกที [ลูกชาย]เลือดกำเดาไหลออกมาเลย" เบญจมาศบอก พร้อมเสริมว่าการได้เห็นลูกตัวเองมีอาการเช่นนี้ทุกครั้งที่เกิดมลภาวะทางอากาศก็ "สงสารเพราะหัวอกคนเป็นแม่ ถึงแม้ว่าเราจะข่มใจบอกว่าไม่เป็นไร"

เธอบอกด้วยว่าเธอเป็นห่วงปอดของลูกชายวัย 4 ขวบเป็นพิเศษ เพราะเขาเคยเป็นโรคโควิด-19 มาแล้วสองรอบ

"ลูกชายเป็นโควิดมาแล้วสองรอบ เขาก็จะมีอาการไอแห้ง ๆ อยู่แล้วเวลาอากาศมันเปลี่ยน พอมาเจอฝุ่น PM อีก เราก็สงสาร เพราะเราไม่รู้ว่าปอดข้างในเขามันจะรับได้อีกแค่ไหน" เธอบอก

ขณะที่ ถิรายุทธ์ ได้เล่าถึงอาการของลูกสาวคนโตที่มีอาการคล้ายกับลูกชายของเบญจมาศ

ถิรายุทธ์บอกว่าอาการจากปัญหาฝุ่น PM2.5 ของลูกสาวคนโตที่ปัจจุบันอายุ 6 ขวบ เริ่มต้นขึ้นเมื่อสองปีก่อน โดย "มีเลือดกำเดาออก มีผื่นขึ้น แล้วก็มีคล้าย ๆ ภูมิแพ้ขึ้นตา เป็นถึงขั้นหนักตาปิดแล้วก็บวม" เขาบอก

เขายอมรับว่าแม้ผู้ปกครองจะมีอาการภูมิแพ้เช่นกัน แต่อาการที่รุนแรงกว่าของลูกก็ทำให้ผู้เป็นพ่อรู้สึก "ตกใจมาก" และเมื่อพาลูกสาวไปพบแพทย์ก็ได้ทราบว่าอาการเหล่านี้เกิดจากภูมิแพ้และมลพิษทางอากาศ

เขาเสริมว่าอาการนี้ของลูกสาวคนโตไม่เคยหายไป เมื่อไหร่ที่ฝุ่นมาอาการก็จะกำเริบและเธอต้องทานยาตลอด

และเมื่อวานนี้นี่เอง ลูกสาวคนกลางวัย 2 ขวบของเขาก็จามพร้อมกับมีเลือดออกทางจมูกด้วยอีกคน

"อยู่ ๆ ก็เหมือนเขาคันจมูก เขาเริ่มจามได้เองก็จามออกมาเป็นเลือด ภรรยาผมก็ตกใจเรียกให้ผมมาดู เลือดออกก็รีบห้ามเลือดกัน มันเป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ เราก็ไม่สบายใจหรอก" เขาเล่า

ทั้งถิรายุทธ์และเบญจมาศยอมรับว่า พวกเขากังวลถึงผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวของลูกน้อยของตน

"กลัวแน่นอน คือตอนนี้ก็เป็นแล้ว ลูกสาวผมทั้งสองคนเป็นภูมิแพ้กันทั้งสองคน แต่คนเล็กยังไม่รู้เพราะเขายังเล็กมากเพิ่งอายุขวบหน่อย ๆ แต่สองคนเป็นภูมิแพ้แล้วก็จะมีผื่นขึ้น" ถิรายุทธ์บอก

ขณะที่ เบญจมาศ เผยว่าแม้แพทย์ยังไม่ได้เตือนถึงผลกระทบระยะยาวของอาการที่ถูกกระตุ้นจากฝุ่นของลูกชาย แต่ตน "ก็คิด[หนัก] ยิ่งช่วงที่มีข่าว[คนป่วยเป็น]มะเร็งปอด เราก็กลัว"

ครอบครัวต้องแก้ปัญหากันเอง

"ตื่นมาสิ่งแรกที่ผมเปิดหน้าจอมือถือคือ ผมจะเช็กค่าฝุ่นว่าวันนี้ฝุ่นหนักหรือน้อยขนาดไหน คือถ้าฝุ่นหนักผมก็จะกดสั่งในแอปฯ ให้เปิดเครื่องฟอกอากาศก่อน" ถิรายุทธ์บอกถึงกิจวัตรประจำวันของเขาที่เปลี่ยนไปหลังเกิดสถานการณ์ฝุ่นใน จ.เชียงใหม่ ที่เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง

เขาบอกด้วยว่าจากที่เคยได้ออกไปเดินเล่นสวนสาธารณะกับลูก ๆ ทั้งสามในตอนเย็น ตอนนี้เขาต้องยกเลิกกิจกรรมนี้ไปโดยปริยาย

หลังจากที่ลูกสาวคนที่สองเริ่มป่วย ถิรายุทธ์ ก็เริ่มหาทางออกของปัญหาอย่างจริงจังมากขึ้น เช่น การย้ายที่อยู่ชั่วคราว

"ผมก็คิด หรือว่าเราควรต้องย้ายที่อยู่ช่วงนี้จริง ๆ คือควรไปอยู่ที่ปลอดภัยต่อลูกมากกว่านี้ เพราะถ้าเกิดลูกเป็นอะไรหนักมากกว่านี้ หรือหาทางแก้ไขไม่ได้ หรือลูกเป็นอะไรขึ้นมา ชีวิตเราจะรู้สึกแย่ไปตลอด" ถิรายุทธ์บอก แต่ก็เสริมด้วยว่าตนคิดไม่ตกว่าจะไปที่ไหน

"ถามว่าถ้าผมจะย้ายไปอยู่แพร่ แพร่ก็เป็นแต่อาจจะน้อยกว่าเชียงใหม่ พิจิตรก็เป็นแต่ไม่ได้เยอะ คือผมว่าจริง ๆ ปัญหาฝุ่นขอบเขต (scope) มันเริ่มใหญ่ขึ้น" เขาเสริม

นั่นทำให้ถิรายุทธ์และภรรยาที่เลือกย้ายมาปักหลักที่เชียงใหม่เมื่อ 10 ปีที่แล้วกลุ้มใจ เพราะในตอนนั้นพวกเขาเลือกย้ายสำมะโนครัวมาก็เพราะ "อากาศเชียงใหม่" ที่สะอาดเย็นสบายและปลอดโปร่ง แต่ตอนนี้มันไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว

"ลูกเรา เราก็อยากจัดการให้ดีที่สุด เราก็จะรับผิดชอบให้เต็มที่ที่สุด แต่คือมันใช่แค่เราฝ่ายเดียว[ที่ต้องแก้ปัญหา]เหรอ" เขาตั้งคำถามต่อการจัดการปัญหาฝุ่นของรัฐบาล

ด้าน เบญจมาศ บอกกับบีบีซีไทยว่า เธอได้ตัดสินใจส่งลูกกลับไปอยู่กับญาติที่ จ.พะเยา แล้ว เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมและที่นั่นก็ประสบปัญหาเรื่องฝุ่นน้อยกว่า

เธอยอมรับด้วยว่าตนคิดอยากจะย้ายไปอาศัยที่ จ.พะเยา อย่างถาวรเพื่อที่ลูกจะได้รับคุณภาพอากาศที่ดีกว่า แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่รับราชการครูอย่างเธอ

"ด้วยวิถีทางราชการมันก็ยากที่จะเปลี่ยนงาน แต่ก็เขียน[ขอ]ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านทุกปี อย่างพะเยาก็[ฝุ่น]ไม่ค่อยเยอะเท่ากับเชียงใหม่หรือเชียงราย" เธอบอก

กลัวรัฐบาลจะลืมปัญหามลพิษทางภาคเหนือ

เบญจมาศแสดงความคิดเห็นกับบีบีซีไทยว่า รัฐบาล "น่าจะลืม[จ.เชียงใหม่]ทุกปี" เพราะเธอยังไม่เห็นว่าปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ เธอเชื่อด้วยว่าที่รัฐบาลไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจังก็เพราะ "เขา[รัฐบาล]ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง"

"ถ้าเรื่องเกิดที่เมืองหลวงก็[คง]จะได้รับการแก้ไขปัญหาที่เร็วกว่า อาจจะเป็นเพราะคนในเมืองเขามีสิทธิที่จะพูดมากกว่าคนต่างจังหวัดหรือเปล่า หรือว่าเขา[รัฐบาล]ได้รับผลกระทบด้วย เขาถึงจะคิดแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น อย่างรัฐบาลอยู่กรุงเทพฯ หมด ไม่ได้มาอยู่เชียงใหม่ เขาก็เลยไม่รู้ว่าความรุนแรงมันแค่ไหน เขาก็มองว่ามันก็แค่ไฟป่า" เธอแสดงความคิดเห็น

ถิรายุทธ์ ยอมรับเช่นกันว่า เขา "กลัว" ว่ารัฐบาลจะยุ่งจัดการกับปัญหาอื่นจนลืมปัญหามลพิษทางอากาศของคนเชียงใหม่

"อย่างมากเท่าที่เห็นก็คือมีป้ายติดโฆษณาว่าห้ามเผา ถ้าเผาจะปรับนู่นปรับนี่ แล้วก็มีตั้งที่พ่นน้ำที่เป็นจุดใหญ่ ๆ ต่าง ๆ ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเรื่องอากาศเลย เปลืองงบประมาณด้วยซ้ำ" เขาบอก

เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังและเป็นระบบด้วย เพราะเขา "อยากให้ลูกมีประสบการณ์เหมือนที่เราเคยสัมผัส ผมอยากให้เขาเห็นเชียงใหม่ในมุมที่พ่อแม่ตายายปู่ย่าเคยเห็นว่าเชียงใหม่หรือทางภาคเหนือสวยงามแค่ไหน"

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือวันนี้ว่า ได้มีการสั่งการให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและผู้ว่าราชการหลายจังหวัดให้เน้นความเข้มงวดในเรื่องของการเผาแล้ว

"ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดก็ได้รับคำสั่งที่ชัดเจนว่าต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด ซึ่งถือเป็นการวัดประสิทธิภาพของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย" นายอนุทินกล่าว

ขณะที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางไปถึง จ.เชียงใหม่ แล้วตั้งแต่วานนี้ เพื่อติดตามการจัดการปัญหามลภาวะและได้สั่งการกรมควบคุมมลพิษให้เร่งประสานประเทศเพื่อนบ้านควบคุมจุดความร้อน ลดปัญหาหมอกควันข้ามแดนแล้ว

นายสุชาติ เผยเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ว่า จุดความร้อนในจังหวัดเชียงใหม่หลายจุดได้ลดลงแล้ว โดยเขาระบุว่า จากการลงพื้นที่ติดตามอย่างเข้มข้นและการทำงานของทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้สถานการณ์ใน จ.เชียงใหม่ "เริ่มคลี่คลาย" บ้างแล้ว

นอกจากนี้ จ.เชียงใหม่ ยังได้ออกประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยไฟป่าในบางพื้นที่ของ อ.สะเมิง และประกาศให้บางพื้นที่ของ อ.ฮอด เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว