“ผูกโบว์ขาวต้านเผด็จการ” : เมื่อนิยาม “ชาติ” ของเยาวชน กับ ผู้ใหญ่-ผู้ปกครอง ไม่ตรงกัน
ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ปรากฏการณ์ "ชู 3 นิ้วระหว่างเคารพธงชาติ" และ "ผูกโบว์ขาวต้านเผด็จการ" ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมหลายแห่ง ทำให้เยาวชนที่ร่วมแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ "นับร้อยคน" ถูกคุกคามโดยผู้มีอำนาจในสถานศึกษา ตามการเปิดเผยของเครือข่ายนักกิจกรรมรุ่นมัธยม
"เราโดนหักคะแนนความประพฤติแล้ว"
"เราถูกเรียกไปทำทัณฑ์บน"
"เพื่อนเราถูกครูเรียกไปข่มขู่"
"ช่วยตามเรื่องนี้หน่อยได้ไหม เพื่อนเราโดนอย่างนี้... จะทำอะไรได้บ้าง"
คือข้อความบางส่วนที่นักเรียนชั้นมัธยมส่งไปแจ้งข่าวและติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านเครือข่ายนักเรียนที่ใช้ชื่อว่า "ภาคีนักเรียนแห่งประเทศไทย" หรือ ภนท. ซึ่งมีผู้ติดตามเพจเฟซบุ๊กราว 1.8 หมื่นคน และกลุ่ม "นักเรียนเลว" มีผู้ติดตามเพจกว่า 6.6 พันคน และติดตามทางทวิตเตอร์กว่า 4 หมื่นคน
แกนนำทั้ง 2 กลุ่มบอกกับบีบีซีไทยว่า ได้รับข้อความองค์กรละเกือบ 100 ข้อความในช่วง 2 วันนี้ และเตรียมประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ติดตามข้อเท็จจริงต่อไป
ปรากฏการณ์ "ชู 3 นิ้ว" เกิดขึ้นแล้วใน 16 จังหวัด
ตลอด 2 วันที่ผ่านมา นักเรียนมัธยมในอย่างน้อย 16 จังหวัด ประกอบด้วย กทม., สุราษฎร์ธานี, สงขลา, ยะลา, ร้อยเอ็ด, ขอนแก่น, อุบลราชธานี, มุกดาหาร, ราชบุรี, นครสวรรค์, ชัยนาท, ฉะเชิงเทรา, เพชรบุรี, นนทบุรี, เชียงใหม่ และเพชรบูรณ์ ได้ร่วมกัน "ชู 3 นิ้วระหว่างเคารพธงชาติ" เวลา 08.00 น. พร้อมให้ความหมายของนิ้วทั้ง 3 ไว้คือ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
ภาคีนักเรียนฯ รณรงค์ให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์ชู 3 นิ้วด้วยมือข้างซ้ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ "ต่อต้านเผด็จการ" เพราะการชู 3 นิ้วด้วยมือข้างขวาเป็นการแสดงสัญลักษณ์เพื่อปฏิญาณตน เช่น ลูกเสือ
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไม่ต้องการให้เรื่องนี้เป็นประเด็นอีกต่อไป เพราะเห็นถึงความบริสุทธิ์ใจของเด็ก
"ที่ผมรับฟังเด็ก ๆ มาอีกทีนะครับ บางทีในสถาบันการศึกษาของตัวเองไม่ว่าจะระดับไหนก็ตาม มีการบุลลี่กัน ถ้าใครไม่ร่วมก็จะถูกกีดกัน ถูกไม่ให้เข้าชมรม เข้ากลุ่มอะไรแบบนี้ นี่เป็นอันตราย ผมเองก็ยกตัวอย่างเฉย ๆ เท่าที่ฟังจากนักศึกษามา บางคนก็ไม่อยากมีส่วนร่วมเท่าไหร่ แต่ถูกบุลลี่ ถูกกีดกันต่าง ๆ หลาย ๆ อย่าง ก็ขอให้ทุกคนหารืออย่างเป็นเหตุเป็นผลแล้วกัน" นายกฯ กล่าว
สพฐ. ให้ รร. เปิดพื้นที่ให้ นร. แสดงออกการเมือง
ขณะที่กลุ่มนักเรียนเลวได้นัดหมายจัด 3 กิจกรรมหน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในวันที่ 19 ส.ค. ประกอบด้วย "ผูกโบว์ขาว-ชูสามนิ้วร้องเพลงชาติ-เป่านกหวีดขับไล่ รมว.ศธ." โดยนักเรียนชายที่ใช้ชื่อว่า "บอส" สมาชิกกลุ่มวัย 18 ปีให้เหตุผลว่าต้องการแสดงออกเพื่อปกป้องสิทธิของเพื่อน ๆ ในสถานศึกษาต่าง ๆ และเห็นว่า ศธ. จำเป็นต้องอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
วานนี้ (17 ส.ค.) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศธ. ออกมาเตือนให้นักเรียนแสดงออกอย่างมีขอบเขต โดยกล่าวว่า "การยืนตรงเคารพธงชาติเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและเป็นสิ่งที่สวยงาม ก็อยากจะรักษามันไว้ ไม่อยากให้การแสดงออกบางอย่างทำให้เกิดความแตกแยก
ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่งหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ขอให้ "เปิดพื้นที่ให้สถานศึกษาดำเนินกิจกรรมในการแสดงความคิดเห็นภายใต้หลักการและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยขอให้ผู้บริหารโรงเรียนคำนึงถึงการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและปลอดภัยของนักเรียนโดยไม่ให้มีบุคคลภายนอกเข้าร่วมชุมนุม" โดยอ้างถึงมติของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญรับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ที่ขอความอนุเคราะห์มาเรื่องการจัดการชุมนุมภายในสถานศึกษา
ที่มาของภาพ, Twitter/@cpxxnn
สำหรับกลุ่มนักเรียนเลวเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่อต้านอำนาจนิยมในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะประเด็นทรงผม เมื่อ "คนร่วมรุ่น" ในหลายโรงเรียนได้รับผลกระทบจากการลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจนิยมในระดับชาติ นี่จึงเป็นอีกครั้งที่นักเคลื่อนไหวรุ่นเยาว์ต้อง "ตอบโต้"
"ในโรงเรียน เป็นการทำให้เราชินกับสภาพการณ์นี้ก่อนออกไปไปสู่สังคมใหญ่ การที่นักเรียนยอมในเรื่องต่าง ๆ ตามที่เขาสั่ง โดยไม่ตั้งคำถาม ไม่สงสัย ทำ ๆ ไป นี่คือกระบวนการฝึกให้เด็กเคยชิน เมื่อโตขึ้นไปแล้วจะได้ปกครองง่าย ๆ" บอสกล่าว
"ความเก็บกด" ผลักเด็กมัธยมต้านเผด็จการหน้าเสาธง
แม้ "ข้อจำกัด" และ "ต้นทุน" ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักเรียนชั้นมัธยมนั้นสูงกว่านักศึกษา แต่บอสเห็นว่า "ความเก็บกด" คือแรงผลักให้นักเรียนมัธยม "ทะลุความกลัว" จนเกิดปรากฏการณ์ "ชู 3 นิ้วระหว่างเคารพธงชาติ" รวมถึงการเข้าร่วม "แฟลชม็อบ" บนท้องถนน
"นักเรียนมัธยมที่เข้าร่วมการชุมนุมมากประมาณหนึ่งเลย เขาอาจเห็นว่ามีคนลุกขึ้นมาแล้ว ก็อยากจะลุกขึ้นมาบ้าง" บอสระบุ
สมาชิกกลุ่มนักเรียนเลว และภาคีนักเรียนฯ ยืนยันตรงกันว่า พวกเขาไม่ใช่ต้นคิดรณรงค์ให้เด็กไทยลุกขึ้นมาท้าทายผู้มีอำนาจในระหว่างทำกิจกรรมหน้าเสาธง เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีแกนนำแน่ชัด มีการเชิญชวนกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วง 1-2 สัปดาห์ แต่ก็เป็นลักษณะบอกปากต่อปากมากกว่า
"มันมีการกระจายข่าวระหว่างนักเรียนต่อนักเรียนไปเรื่อย ๆ เราจึงเอาไปคุยในภาคีนักเรียนฯ โดยเห็นว่าเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่เอาเผด็จการ และทำไปแล้วก็ไม่มีความผิดใด ๆ ก็เลยเชิญชวนให้เพื่อน ๆ ให้ทำที่โรงเรียนของตัวเอง" แกนนำภาคีนักเรียนฯ กล่าว
คุกคามประชาชน คือต้นเหตุ "ทวงคืนประชาธิปไตยหน้าเสาธง"
สองนักกิจกรรมการเมืองวัยขาสั้นยังไม่อาจหาคำตอบที่แน่ชัดว่าทำไมนักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ถึงพร้อมใจกันปฏิบัติภารกิจ "ทวงคืนประชาธิปไตยหน้าเสาธง" ทว่าพวกเขาพยายามอธิบายตามความเข้าใจของตัวเอง
ที่มาของภาพ, S.Pต้านเผด็จการ
"ทุกวันนี้มีหลายคนพูดว่าชาติเราโดนทำร้ายมาแล้ว ประชาชนถูกลิดรอดสิทธิเสรีภาพมามากแล้ว ผมมองว่าการชู 3 นิ้วขณะร้องเพลงชาติ มันไม่ใช่การไม่เคารพชาตินะ แต่เหมือนเป็นการทวงคืนประชาธิปไตย เพราะชาติในความหมายของผมคือประชาชน คือความเป็นพี่น้องกัน ถ้าประชาชนไม่ออกมาแสดงความรักชาติ รักประชาชนด้วยกัน ก็จะไม่มีชาติ" สมาชิกภาคีนักเรียนฯ ระบุ
"ตอนเคารพธงชาติเป็นเวลาที่ทุกคนจะหยุดให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การแสดงออกในช่วงนั้นจะเป็นสิ่งที่ทุกคนจับจ้องและมีเวลาที่แน่นอน.. ผมรู้สึกว่าวัยรุ่นอาจไม่ได้รู้เรื่องการเมืองมากขนาดนั้น แต่พอมีการคุกคามประชาชน พอแกนนำนักศึกษาออกมาแสดงความเห็นแล้วถูกคุกคาม ก็ทำให้เห็นชัดเจนเลยว่ารัฐบาลเป็นเผด็จการ" สมาชิกกลุ่มนักเรียนเลวกล่าว
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการยืนตรงเคารพธงชาติถูกมองว่าเป็นประหนึ่ง "พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์" ในรั้วโรงเรียน แต่ในมุมมองของบอส วัย 18 ปี กลับไม่ได้ให้ความสำคัญขนาดนั้น
"เราศรัทธาในชาติน้อยลง ไม่ได้ยึดว่าประเทศไทยต้องเป็นไทยเท่านั้น การคลั่งชาติมากเกินไปก็ทำให้ยึดติดกับอะไรเดิม ๆ ซึ่งการเข้ามาของเทคโนโลยีทำให้เรากับต่างประเทศเข้าถึงกันง่าย สำหรับเราชาติก็คือประเทศ ไม่ได้มีความหมายอื่น" สมาชิกกลุ่มนักเรียนเลวเผยแนวคิด
ชาญวิทย์ชี้ความรักชาติของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่แบบ "ราชาชาตินิยม" แล้ว
ด้าน ศ.พิเศษ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยอมรับกับบีบีซีไทยว่า "อัศจรรย์ใจ" ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ และเชื่อว่าสังคมโลกทั้งในแถบตะวันตกและเอเชียก็คงประหลาดใจด้วย
ปรากฏการณ์ "ชู 3 นิ้วระหว่างเคารพธงชาติ" สะท้อนว่านิยามความเป็น "ชาติไทย" ของเยาวชน กับ "ผู้ใหญ่-ผู้ปกครอง" นั้นแตกต่างกันมาก
"เขาร้องเพลงชาติแล้วชู 3 นิ้ว มันเป็นการแสดงออกว่าความรักชาติของเขาไม่ใช่เวอร์ชั่นที่ ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล เรียกว่า 'Royal Nationalism' (ราชาชาตินิยม) แต่ปัจจุบันเป็น 'Popular Nationalism' คือชาตินิยมของระดับประชาชนทั่วไป มองเรื่องของชาติ ความรักชาติเป็นแนวระนาบ ไม่ใช่แนวดิ่ง ไม่ใช่จากบนลงล่าง ก็สะท้อนผ่าน 3 นิ้วที่เขาชูคือเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ" ศ.พิเศษ ชาญวิทย์กล่าว
ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์วัยเกษียณ ผู้มีผลงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับ "ความเป็นไทย" และ "ลัทธิชาตินิยม" ชี้ว่า จุดสูงสุดของกระแสราชาชาตินิยมเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ถึงพฤษภา 2535 และดำเนินมาเรื่อยก่อนเกิดความเปลี่ยนแปลงในช่วงปลายรัชกาลที่แล้ว เมื่อความขัดแย้งระหว่างคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดงปรากฏชัดเจน และนำไปสู่การ "รัฐประหารแฝด 2 ครั้ง" เมื่อปี 2549 กับ 2557 เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งราชาชาตินิยม แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งกระแสความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยได้ ตรงกันข้ามความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะใน กทม. แต่เคลื่อนออกสู่ต่างจังหวัดและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ศ.พิเศษ ชาญวิทย์เห็นว่า องค์ประกอบของชาตินิยมในทั้ง 2 แบบยังเหมือนกันคือมี ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทว่านักศึกษาได้ขยายความจาก "ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" เป็น "ประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ" ซึ่งแปลว่าต้องมีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
เตือนนักการเมือง-ชนชั้นนำอย่าทำมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง
นักวิชาการวัย 79 ปีมองว่า คนเจเนอเรชั่น ซี (Gen-Z อายุราว 20 ปีลงมา) กำลังสะท้อนว่า "ชาติก็เป็นของพวกเขา" และบอกว่าอนาคตของชาติมันมากกว่าการที่เราจะไปให้ความไว้วางใจหรือเชื่อถือคนเจเนอเรชั่น เบบี้บูเมอร์ (Baby Boomer - อายุ 60 ปีขึ้นไป) ที่มีอำนาจปกครองบ้านเมืองในปัจจุบัน มันปล่อยไว้ในมือคนเหล่านั้นไม่ได้แล้ว เพราะอีกไม่กี่ปี พวกเขาก็อาจจากไปได้
สิ่งที่เขาชี้ชวนให้สังคมพิจารณาคือ เมื่อกระแสความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว พรรคการเมืองจะรับลูกอย่างไรกับการที่ "เยาวชนเตะลูกเข้าไปยังรัฐสภา" หรือชนชั้นนำระดับสูงจะยังทำไม่รู้ไม่ชี้ ทำหลบ ๆ เลี่ยง ๆ เหมือนกับสำนวนที่ว่า "ช้างอยู่ในห้องเรา แต่เรามองไม่เห็น" อีกต่อไปก็คงไม่ได้แล้ว
ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
เมื่อนิยาม "ชาติ" ของคน 2 รุ่นไม่ตรงกัน วาทกรรม "ชังชาติ-รักชาติ-คลั่งชาติ" จึงเกิดขึ้น น่าสนใจว่าทั้ง 2 รุ่นจะหาจุดร่วมกันได้อย่างไร
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.พิเศษ ชาญวิทย์คาดหวังว่าฝ่ายที่มีอำนาจตลอดเวลาและชนะตลอดเวลาจะตระหนักว่าต้องประนีประนอม เพราะถ้ายังเดินเกมรุนแรง ใช้การปราบปราม ก็มีแต่พัง
"ถ้าเขาฉลาดพอ และตระหนักว่าเขามีสิทธิ์แพ้ มันไม่มีความจำเป็นต้องออกมาแบบ 6 ตุลา 2519 อาจออกมาแบบ 14 ตุลา 2516 หรือพฤษภา 2535 คือฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยชนะก็ได้ และถ้าชนะแล้ว ก็คงไม่เหมือนแบบเดิมแล้ว" เขาบอก
ขณะที่สมาชิกกลุ่มนักเรียนเลวรู้สึกว่า ผู้ใหญ่กับเด็กอาจไม่มีทางเข้าใจกันได้ เพราะบ้านเราเคารพอาวุโส การที่เด็กจะพูดคุยกับผู้ใหญ่ได้ ด้วยศักดิ์ก็ต่างกันแล้ว ต่อให้เด็กพูดอย่างไร ก็จะถูกใช้ความเป็นผู้ใหญ่กดไว้เสมอ ก็คงต้องอยู่ฝั่งใครฝั่งมันไหม
"เรารู้สึกว่าเขาไม่ต้องเข้าใจเราก็ได้ แต่แค่เคารพความเห็นของเราก็พอ เขาไม่มีทางเข้าใจว่าทำไมเราถึงเชื่อแบบนั้น... แต่หวังว่าจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นเสียก่อน" นักเรียนชั้น ม. ปลายกล่าวทิ้งท้าย
ข่าวเด่น
เรื่องน่าสนใจ
บทความยอดนิยม
ไม่มีเนื้อหานี้