COP27 โลกรวน : ไข 5 ความเข้าใจผิดที่ผู้คนมีต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    • Author, มาโก ซิลวา
    • Role, ผู้เชี่ยวชาญข้อมูลเท็จด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความเร่งด่วนในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ แต่ในโลกโซเชียลมีเดีย กลับยังเต็มไปด้วยข้อมูลเท็จที่เป็นอุปสรรคต่อการที่ผู้คนจะทำความเข้าใจถึงปัญหาโลกร้อนที่เป็นภัยคุกคามโลกในปัจจุบัน

ในขณะที่การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 27 (COP27) กำลังดำเนินอยู่ที่ประเทศอียิปต์ระหว่างวันที่ 6-18 พ.ย. การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตก็พุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับข้อมูลเท็จ

นี่คือข้อมูลเท็จที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องจริง"

บางคนที่มีความเชื่อว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เกิดขึ้นจริง มักหันไปหาทฤษฎีสมคบคิดเพื่อสนับสนุนความเชื่อของตนเอง

พวกเขาอาจเชื่อว่าปัญหาโลกร้อนเป็นการลวงโลกที่ทำกันอย่างซับซ้อนโดยขบวนการลับหรือกลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดโลกาภิวัตน์ ขณะที่บางส่วนเชื่อว่านี่คือขบวนการหาเงิน หรือแม้แต่แผนการอันชั่วร้ายในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างเหล่านี้

มีการประเมินว่า 99% ของนักวิทยาศาสตร์มีความเห็นตรงกันว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องจริงและเป็นผลมาจากน้ำมือของมนุษย์

ข้อมูลจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ระบุว่า นับแต่ปี 1850 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น 1.1 องศาเซลเซียส

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคนทั่วทุกมุมโลก

รายงานในปี 2021 ของ IPCC ระบุว่า "ชัดเจนว่าอิทธิพลของมนุษย์ทำให้ชั้นบรรยากาศ มหาสมุทร และพื้นโลกร้อนขึ้น"

ดร.เอลลา กิลเบิร์ต นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยขั้วโลกใต้แห่งอังกฤษ (British Antarctic Survey หรือ BAS) กล่าวว่า "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นทุกหนแห่ง เราแค่ดูอากาศสุดขั้วในปีนี้เป็นเครื่องยืนยันได้"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน และน้ำมัน จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ

"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาของโลกตะวันตก"

ปัญหาโลกร้อนเป็นผลมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งกักเก็บความร้อนจากดวงอาทิตย์และทำให้โลกร้อนขึ้น

ประเทศร่ำรวย เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และเยอรมนี คือผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ดังนั้นผู้คนในประเทศยากจนกว่าจึงมองว่า การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น "ปัญหาของชาติตะวันตก" ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาต้องแก้ไข หรือส่งผลต่อชีวิตประจำวันของพวกเขา

แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ไร้พรมแดน และได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว เช่นในปากีสถาน ซึ่งชื่อว่าปัญหาน้ำท่วมใหญ่ครั้งล่าสุดมีสาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

งานวิจัยหลายชิ้นยังชี้ว่า ประเทศยากจนกว่าจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการเตรียมรับมือ

ดร.ลิซา สคิปเปอร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอนน์ ในเยอรมนี ระบุว่า "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาของคนทั้งโลก" พร้อมชี้ว่า แม้แต่ประเทศยากจนที่สุด และมีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมน้อยที่สุด ไม่ใช่เหยื่อที่จะอยู่นิ่งเฉย แต่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลประเทศเหล่านี้จะต้องร่วมฟังการหารือเรื่องสภาพภูมิอากาศ ซึ่งร่วมถึงการประชุม COP27 ที่มีเรื่องความยุติธรรมด้านภูมิอากาศเป็นวาระสำคัญ

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, COP27 เป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำโลกจะหารือกันถึงแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจดีสำหรับเรา"

สำหรับประเทศที่มีสภาพอากาศหนาวจัด ความคิดเรื่องโลกร้อนขึ้นอาจฟังเหมือนเป็นเรื่องดี

ยกตัวอย่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่เคยพูดว่า หากรัสเซียมีสภาพอากาศอบอุ่นขึ้น ผู้คนก็จะ "เสียเงินไปกับเสื้อโค้ทขนสัตว์น้อยลง และผลผลิตธัญพืชจะเพิ่มสูงขึ้น" ซึ่งเป็นมุมมองที่ยังมีการพูดต่อกันในโซเชียลมีเดียของรัสเซียมาจนถึงปัจจุบัน

แต่ปัญหาก็คือ ผลผลิตที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตทั่วโลกที่ได้รับความเสียหายจากปัญหานี้

IPCC ประเมินว่า หากอุณหภูมิโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะสร้างความเสียหายให้แก่โลกมูลค่า 54 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่านี้จะเพิ่มเป็น 69 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หากอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส

นี่อาจทำให้อนาคตของโลกดูมืดมน เพราะประเทศในแถบตะวันออกกลางอาจได้เห็นพื้นที่เกษตรกรรมกลายสภาพเป็นทะเลทราย ประเทศที่เป็นเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจจมอยู่ใต้ทะเล และประเทศในแอฟริกาอาจเผชิญภาวะขาดแคลนอาหาร

แม้ในประเทศเมืองหนาวอย่างรัสเซีย ปัญหาไฟป่า เช่นที่เคยเผาผลาญไปทั่วเขตไซบีเรียในปี 2021 อาจเกิดบ่อยขึ้น เพราะมีสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งขึ้น

ที่มาของภาพ, Reuters

"ระดับน้ำทะเลไม่ได้สูงขึ้น มันแค่น้ำขึ้นน้ำลง"

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ระบุว่า มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อน 90% ที่เกิดขึ้นจากก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้ น้ำแข็งที่อยู่บนบก เช่น ตามธารน้ำแข็งต่าง ๆ ได้เริ่มละลาย และการที่น้ำมีปริมาตรเพิ่มขึ้นเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้น มหาสมุทรก็จะขยายขนาดขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเช่นกัน

ในโซเชียลมีเดียมักมีผู้ไม่เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโพสต์ข้อความว่าระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นผลมาจากปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง แต่ในความเป็นจริงกลับมีความซับซ้อนมากกว่านั้น

ปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง คือการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในทะเลที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่คงที่ ไม่ได้มีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

แต่นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลของโลกได้เพิ่มสูงขึ้นจาก 160 มิลลิเมตร เป็น 210 มิลลิเมตร

ศาสตราจารย์ เคน ไรซ์ จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ในสกอตแลนด์ ระบุว่า "นี่เป็นระดับที่สูงขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นศตวรรษที่ 20"

แม้การเปลี่ยนแปลงนี้อาจมองไม่เห็นชัดเจนด้วยตาเปล่า แต่ได้ส่งผลกระทบให้เห็นอย่างชัดเจน เพราะระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และมีแนวโน้มจะเกิดน้ำท่วมมากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ระดับน้ำทะเลอาจสูงแตะ 2 เมตรภายในสิ้นปี 2100

นี่หมายความว่าประชากรหลายล้านคนที่อาศัยตามแนวชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย อาจต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมเขตที่อยู่อาศัย

ที่มาของภาพ, Reuters

"สายเกินไปที่จะแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ"

เป็นเรื่องยากที่เราจะไม่เกิดความวิตกกังวลเมื่อฟังข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มักเอ่ยถึงคำเตือนต่าง ๆ เช่น "โอกาสสุดท้าย" หรือ "สัญญาณเตือนสภาพอากาศที่เป็นอันตราย"

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เกิดขึ้นแล้ว และจะส่งผลกระทบต่อไปอีกหลายร้อยปีข้างหน้า แต่ขณะเดียวกันก็ยังพอมีข่าวดี เพราะนักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่าเราต้องทำอะไรบ้างเพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก ควบคู่ไปกับการหาหนทางดักจับก๊าซชนิดนี้ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ

นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมการประชุม เช่น COP27 จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นโอกาสที่บรรดานักการเมืองจะร่วมกันหารือถึงแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.กิลเบิร์ต จาก British Antarctic Survey ชี้ว่า "ทุกการกระทำที่จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจะช่วยสร้างความแตกต่างในทางที่ดี"

"โอกาสที่จะลงมือแก้ปัญหานี้กำลังน้อยลงทุกขณะ แต่ก็ยังพอมี และเราต้องฉวยโอกาสนี้เอาไว้" เธอกล่าว