เลบานอนกำลังเผชิญวิกฤตอะไร ก่อนเกิดเหตุระเบิดใหญ่ที่กรุงเบรุต

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, เลบานอนตกอยู่ในห้วงวิกฤตมาเป็นเวลานานหลายปี

เหตุระเบิดครั้งใหญ่ในกรุงเบรุตเมื่อเย็นวันที่ 4 ส.ค. ทำให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งยังกระหน่ำซ้ำเติมเลบานอนที่กำลังเผชิญวิกฤต เศรษฐกิจเลวร้ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประชากรหลายหมื่นคนอยู่ในสภาพยากจน มีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ

คำบรรยายวิดีโอ, ภาพเหตุการณ์เหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ท่าเรือกรุงเบรุตของเลบานอน

เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจเลบานอนย่ำแย่อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Debt-to-GDP) สูงที่สุดเป็นอันดับสามของโลก อัตราการว่างงานอยู่ที่ 25% และเกือบหนึ่งในสามของประชากรมีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน (Poverty Line)

ปลายปีที่แล้วธนาคารกลางเลบานอนออกนโยบายซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าไม่ต่างจากระบบธุรกิจแบบแชร์ลูกโซ่ที่ประสบความล้มเหลว

ธนาคารกลางใช้วิธีกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์โดยให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ เพื่อนำไปชำระหนี้และช่วยทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินปอนด์เลบานอนและดอลลาร์สหรัฐฯ คงที่

ที่มาของภาพ, Reuters

ขณะเดียวกัน ผู้คนก็ไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่รัฐบาลไม่สามารถดูแลบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ ได้ เช่น เกิดไฟฟ้าดับรายวัน ไม่มีน้ำสะอาดดื่ม เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างจำกัด และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ให้บริการอยู่ถือว่าแย่ที่สุดประเทศหนึ่ง

หลายฝ่ายโทษชนชั้นปกครองที่เอาแต่ตักตวงขณะอยู่ในอำนาจมาหลายปี ไม่สามารถทำการปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาในประเทศได้

ทำไมคนประท้วงมากขึ้น

ในช่วงต้นเดือน ต.ค. 2019 ปัญหาการขาดแคลนสกุลเงินตราต่างประเทศทำให้เงินปอนด์เลบานอนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อผู้นำเข้าข้าวสาลีและเชื้อเพลิงบังคับให้ผู้ซื้อต้องชำระหนี้ด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สหภาพแรงงานต่าง ๆ ก็พากันออกมาประท้วง

นอกจากนี้ เหตุไฟไหม้ป่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแถบเทือกเขาทางตะวันตกของประเทศยังชี้ให้เห็นว่าหน่วยดับเพลิงของประเทศไม่มีเงินทุนและขาดทรัพยากรแค่ไหน

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีซาอัด อัล ฮาริรี

พอมาถึงช่วงกลางเดือนเดือน ต.ค. รัฐบาลก็เสนอเก็บภาษีรูปแบบใหม่กับผลิตภัณฑ์ยาสูบ น้ำมัน และการโทรศัพท์ผ่านแอปพลิเคชันอย่างว็อตส์แอพพ์ (WhatsApp) แต่ก็โดนต่อต้านจนต้องล้มเลิกไป

ชาวเลบานอนหลายหมื่นคนออกประท้วงตามท้องถนนทำให้นายกรัฐมนตรีซาอัด อัล ฮาริรี ที่ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก และรัฐบาลของเขาต้องลาออก

ที่มาของภาพ, EPA

นายฮัสซัน ดิยาบ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ประกาศว่าเลบานอนจะไม่สามารถชำระหนี้ต่างประเทศตรงเวลาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพราะเงินสกุลสำรองต่างประเทศมีเหลืออยู่น้อยมาก และต้องกันไว้สำหรับชำระค่าสินค้านำเข้าที่จำเป็น

การระบาดใหญ่ทำให้สถานการณ์แย่ลงแค่ไหน

การล็อกดาวน์และตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่สูงขึ้นทำให้ไม่มีผู้ออกมาประท้วงตามท้องถนน แต่ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤตเศรษฐกิจเลบานอนก็ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ และสะท้อนความไม่สมบูรณ์ของระบบสวัสดิการสังคม

ที่มาของภาพ, AFP

บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการ อัตราแลกเปลี่ยนทางการของเงินปอนด์เลบานอนกับในตลาดมืดแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ราคาสินค้าที่สูงขึ้นทำให้หลายครอบครัวไม่สามารถซื้อแม้แต่สินค้าจำเป็นพื้นฐานได้

เศรษฐกิจที่ย่ำแย่นำไปสู่การประท้วงครั้งใหม่ และเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ชายหนุ่มคนหนึ่งถูกทหารยิงเสียชีวิตในการประท้วงที่เมืองตริโปลี และธนาคารหลายแห่งถูกจุดไฟเผา

แต่ในเวลาเดียวกันนั้น รัฐบาลก็อนุมติแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในที่สุด และได้รับเงินกู้มูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, เมื่อเดือน เม.ย. ชายหนุ่มคนหนึ่งถูกทหารยิงเสียชีวิตในการประท้วงที่เมืองตริโปลี ธนาคารหลายแห่งถูกจุดไฟเผา

ทำไมเลบานอนถึงแก้ปัญหาไม่ได้

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ชี้ว่าเป็นเพราะคนต่างกลุ่มก็ต่างมุ่งดูแลผลประโยชน์ของตัวเอง เลบานอนมีนิกายทางศาสนาที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ 18 นิกายด้วยกัน โดยแบ่งเป็นศาสนาอิสลาม 4 นิกาย, ศาสนาคริสต์ 12 นิกาย, นิกายดรูซ (หนึ่งในนิกายที่แยกออกมาจากศาสนาอิสลาม) และศาสนายิว

ในทางการเมืองก็มีการแบ่งแยกกันทั้งฝ่ายประธานาธิบดี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี โดยแยกกันไปตามกลุ่มศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ คือคริสต์นิกายมาโรไนต์, อิสลามนิกายชีอะห์ และมุสลิมนิกายนิกายซุนนี ตามลำดับ อันเป็นไปตามข้อตกลงที่มีมาตั้งแต่ปี 1943

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันของเลบานอนในปี 2019 อยู่ที่อันดับ 137 จากทั้งหมด 180 ประเทศ

นอกจากนี้ ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 128 ตำแหน่ง มีการแบ่งสรรอย่างเท่าเทียมระหว่างชาวคริสต์และชาวมุสลิม (รวมถึงนิกายดรูซ) อีกด้วย

ความหลากหลายนี้ทำให้ประเทศตกเป็นเป้าถูกอิทธิพลต่างชาติชักจูงได้ง่าย อาทิ อิหร่านที่สนับสนุนกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มการเมืองและการทหารที่ทรงอำนาจที่สุดในประเทศ

หลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุด นักการเมืองจากแต่ละฝักฝ่ายก็รักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองผ่านระบบอุปถัมภ์

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International - TI) จัดให้ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันของเลบานอนในปี 2019 อยู่ที่อันดับ 137 จากทั้งหมด 180 ประเทศ

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ บอกว่า ระบบการรักษาอำนาจเพื่อฝักฝ่ายของตนนี้เองที่ยิ่งทำให้ระบบอุปถัมภ์แข็งแรงและเป็นอุปสรรคต่อระบบการบริหารประเทศ