You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
อะไรคือปัจจัยทำให้การเจรจาสันติภาพยูเครนหยุดชะงัก ขณะที่การรุกคืบของรัสเซียเริ่มแผ่วลง
- Author, ลิซา ฟอคต์, โอลกา อิฟชินา และอิลยา อะบิเชฟ
- Role, บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย
- เวลาอ่าน: 12 นาที
การเจรจาสันติภาพในยูเครนกำลังหยุดชะงักลงโดยรัฐบาลรัสเซียและยูเครนออกมายอมรับว่าการพูดคุยได้ "หยุดลงชั่วคราว" แม้ในทางเปิดเผย ทั้งสองฝ่ายมีคำอธิบายว่าเป็นเพราะสหรัฐฯ เปลี่ยนความสนใจไปที่เรื่องอิหร่านเมื่อเดือนที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการเจรจากล่าวกับบีบีซีว่า การหยุดชะงักดังกล่าวเป็นเพราะการเจรจาไม่มีความก้าวหน้าในประเด็นสำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัสเซียและยูเครนไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องข้อเรียกร้องของรัสเซียที่ต้องการให้ยูเครนถอนทหารออกจากดินแดนที่รัสซียยังคงควบคุมทางตะวันออกของภูมิภาคดอนบาส รวมถึงการรับประกันด้านความมั่นคงในระยะยาว
ในขณะเดียวกันการรุกรานของรัสเซียในยูเครนซึ่งได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยด้านอากาศและกลวิธีการใช้โดรนของยูเครน ก็ทำให้การรุกของรัสเซียแผ่วลงอย่างมาในช่วงเดือนแรกของปี 2026
"กระบวนการสันติภาพ 'หมดพลังไปแล้วหรือไม่"
การเจรจาครั้งล่าสุดระหว่างยูเครน รัสเซีย และสหรัฐฯ เกิดขึ้นที่นครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อช่วงกลางเดือน ก.พ. หลังจากนั้นแต่ละฝ่ายให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าการปรึกษาหารือต่อไปในอนาคตอันใกล้
ทว่าในช่วงปลายเดือน มี.ค. ยังไม่มีการประกาศวันหรือสถานที่สำหรับการเจรจารอบถัดไป โดยคณะเจรจาของยูเครนได้เดินทางไปยังรัฐฟลอริดาเพื่อพูดคุยระดับทวิภาคีกับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา แต่รัสเซียไม่ได้เข้าร่วม
รัสเซียและยูเครนอธิบายอย่างเป็นทางการว่า การหยุดการเจรจาที่ยาวนานนี้เป็นเพราะว่าเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน
ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนกล่าวในการสัมภาษณ์ต่อบีบีซีในช่วงต้นเดือนนี้ว่า "มีเพียงเหตุผลเดียว" ที่การเจรจาสามฝ่ายถูกเลื่อนออกไป นั่นคือ "สงครามในอิหร่าน"
ด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่า "ตอนนี้ตัวกลางเจรจาฝ่ายอเมริกามีภารกิจสำคัญอย่างอื่น"
ทว่าจากการเปิดเผยของนักการทูตระดับสูงของยุโรปและแหล่งข่าวอีกสองรายที่คลุกคลีกับการเจรจาครั้งก่อนหน้าบอกกับบีบีซีว่า กระบวนการสันติภาพสามฝ่ายเริ่มจะ "หมดพลังลง" ตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดสงครามกับอิหร่านแล้ว
แหล่งข่าวที่พูดคุยกับบีบีซีแสดงความสงสัยว่าการเจรจาในรูปแบบปัจจุบันจะนำไปสู่การยุติสงครามในยูเครนได้หรือไม่ ในขณะที่ปัญหาสำคัญทางการเมืองอื่น ๆ ยังไม่ถูกแก้ไข โดยหนึ่งในนั้นคืออนาคตของดินแดนดอนบาสส่วนที่ยูเครนควบคุมอยู่
นับตั้งแต่ปี 2022 รัสเซียยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนเอาไว้ได้ แต่รัฐบาลยูเครนก็ยังคงควบคุมพื้นที่สำคัญบางส่วนของภูมิภาคนี้ไว้อยู่
เมื่อเดือนที่แล้ว เซเลนสกีกล่าวว่าประชาชนชาวยูเครนจะไม่ยอมรับการถอนทหารฝ่ายเดียวออกจากดอนบาสตามที่รัสเซยีต้องการ แต่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียกล่าวก่อนหน้านี้ว่า หากยูเครนไม่ถอนทหาร รัสเซียก็จะไม่หยุดการสู้รบ
ทางด้านสหรัฐฯ มีข้อเสนอให้เปลี่ยนพื้นที่พิพาทเป็น "เขตเศรษฐกิจเสรี" (free economic zone) ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวทั้งยูเครนและรัสเซียได้ออกมาบอกว่าพวกเขาพร้อมที่จะหารือ แต่ทั้งนี้เงื่อนไขของทั้งสองฝ่ายยังคงแตกต่างกันอยู่มาก
รัสเซียยืนกรานว่าพื้นที่ที่เรียกว่า "เขตปลอดทหาร" (demilitarised zone) ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของตำรวจรัสเซียและกองกำลังป้องกันดินแดนรัสเซีย (National Guard) หน่วยที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2016 และถูกอธิบายว่าเป็น "กองทัพส่วนตัว" ของปูติน ซึ่งการยืนกรานดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยูเครนไม่ยอมรับ
ด้านยูเครนเสนอการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยังภูมิภาคดอนบาส ตามการรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ทว่านี่ก็เป็นข้อเสนอที่รัสเซียไม่ยอมรับ ซึ่งก่อนหน้านี้รัสเซียก็คัดค้านการส่งกำลังทหารนาโตเข้ามาในยูเครนอยู่แล้ว
แหล่งข่าวรายหนึ่งที่บีบีซีได้พูดคุยบอกว่า ด้วยเหตุนี้ ความสนใจของรัสเซียต่อแนวคิดเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษจึงลดลงไป
นอกจากนี้ ยังมีคำถามอื่นที่ยังไม่ได้คำตอบนั่นคือ การรับประกันด้านความมั่นคง
ยูเครนแสดงความชัดเจนหลายครั้งว่าพร้อมจะหารือเกี่ยวกับคำถามเรื่องดินแดนก็ต่อเมื่อตกลงกันได้ถึงเรื่องการมีหลักประกันด้านความมั่นคงโดยให้มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้สงครามรอบใหม่เกิดขึ้น โดยรัฐบาลยูเครนถึงขึ้นเสนอรูปแบบการป้องกันร่วมกันซึ่งมีกลไกคล้ายกับมาตรา 5 ของสนธิสัญญานาโต ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกนาโตต้องร่วมกันป้องกันพันธมิตรหากประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี
แม้ว่าสหรัฐฯ และยูเครนเคยกล่าวก่อนหน้าในปีนี้ว่าชุดหลักประกันด้านความมั่นคงใกล้จะได้รับความเห็นชอบแล้ว แต่ก็ยังไม่มีมีการลงนาม
แหล่งข่าวคนหนึ่งที่อยู่ในวงเจรจากล่าวกับบีบีซีว่า สถานการณ์อยู่ในวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีการรับประกันใด ๆ โดยฝ่ายยูเครนไม่สามารถหารือเกี่ยวกับประเด็นดินแดนได้ และหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องดินแดนก็ยากที่จะจินตนาการถึงความคืบหน้าอื่น ๆ ในการเจรจา
ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับสำนักข่าวรอยเตอร์ เซเลนสกียอมรับว่า สหรัฐฯ ได้เชื่อมโยงเรื่องการรับประกันสำหรับยูเครนไว้กับเรื่องการยอมสละพื้นที่ดอนบาส
ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย ตอบคำถามบีบีซีเกี่ยวกับเรื่องการหยุดชะงักของการเจรจาว่า "ไม่มีสิ่งใดที่เริ่มอ่อนกำลังลง"
"ตั้งแต่แรกเริ่ม มันเป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าการเจรจาสามฝ่ายจะไม่ใช่เรื่องง่าย" เปสคอฟกล่าว พร้อมเสริมว่ารัสเซียหวังว่าการเจรจา "จะดำเนินต่อในอนาคตอันใกล้"
ส่วนทางด้านตัวแทนของคณะพูดคุยฝ่ายยูเครนที่บีบีซีติดต่อเมื่อเร็ว ๆ นี้ไม่ได้ตอบคำถามนี้ต่อบีบีซี
"ปูตินไม่ได้ต้องการแค่ดอนบาส"
นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคอื่น ๆ อีกที่มีผลต่อความยั่งยืนของสันติภาพในยูเครน แต่ประเด็นเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยแต่อย่างใด ตามการให้ข่าวของแหล่งข่าวที่กล่าวกับบีบีซี
ในปี 2021 ก่อนที่จะเกิดการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบในยูเครนในปีถัดมา ปูตินได้ยื่นคำขาดต่อสหรัฐฯ และนาโต เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรยุติการรุกคืบดินแดนมาทางด้านตะวันออกมายังชายแดนรัสเซีย และถอนกองกำลังทั้งหมดออกไปจากประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกับนาโตหลังปี 1997
สหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอนี้ และนาโตก็ยืนยันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาว่าจะไม่ละทิ้งนโยบายเปิดประตูสำหรับประเทศสมาชิกใหม่ ๆ ที่เข้าร่วมองค์การนาโต
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวสองรายบอกกับบีบีซีว่าความกังวลเหล่านี้ยังเป็นประเด็นสำคัญสำหรับปูติน
ปัญหาก็คือการมีอยู่ของนาโตในยุโรปไม่สามารถนำขึ้นมาเจรจาหารือกันได้โดยไม่มีชาติยุโรปอยู่ในวงนั้น แต่รัสเซียก็คัดค้านอย่างหนักที่จะไม่ให้ชาติยุโรปเข้าร่วมการเจรจา
ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวกับบีบีซีว่า เขายอมรับการมีส่วนร่วมของยุโรปมีความจำเป็นในเพียงบางจุดเท่านั้น แต่ก็บอกด้วยว่าปัจจุบันรัฐบาลรัสเซียเชื่อว่ายุโรปต้องการ "สู้รบต่อไปโดยยืมมือของชาวยูเครน"
บรรดาผู้นำชาติยุโรปยืนยันว่าพวกเขาต้องไปอยู่ในโต๊ะเจรจาด้วย แต่จนถึงขณะนี้พวกเขาก็ยังไม่มีที่ทางในเวทีการเจรจาแต่อย่างใด พร้อมกล่าวโทษรัสเซียว่าไม่มีความคืบหน้าในการทูต
แหล่งข่าวกล่าวกับบีบีซีว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ประเด็นความมั่นคงในยุโรปไม่ถูกนำขึ้นหารือในการเจรจาสามฝ่ายเป็นเพราะว่าตัวแทนของสหรัฐฯ "เข้าใจการให้ความสำคัญในประเด็นต่าง ๆ ของรัสเซียผิด"
"ปูตินไม่ได้ต้องการแค่ดอนบาส เขาต้องการอธิปไตยเหนือยูเครน" นักการทูตยุโรปอาวุโสกล่าวกับบีบีซี
นักการทูตยุโรปอาวุโสกล่าวต่อไปว่า แต่รัสเซียมุ่งเน้นความสนใจไปที่ข้อเรียกร้องเรื่องดินแดนของตนมากกว่าการผลักดันวิสัยทัศน์เรื่อง "หลักประกันความมั่นคง" เพื่อกดดันไปยังยูเครน และทำให้รัฐบาลยูเครนดูไร้เหตุผลในสายตาของทรัมป์
"เป้าหมายของรัสเซียคือการทำให้ทรัมป์โทษเซเลนสกีว่าไม่ให้ความร่วมมือ" นักการทูตรายนี้แสดงความเห็น
นักการทูตอาวุโสกล่าวเสริมว่าในขณะเดียวกัน ตอนนี้ปูตินก็ไม่ได้สนใจการเจรจาเป็นพิเศษ เพราะปูตินเชื่อว่าตนเองกำลังชนะในสงคราม โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวซ้ำหลายหนว่ารัสเซียสามารถบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้ทุกเป้าหมายในสนามรบ
แต่ความเป็นจริงในพื้นที่บ่งชี้ว่ารัสเซียอาจกำลังอยู่ในจุดที่ยากลำบากมากกว่าที่ประธานาธิบดีรัสเซียพยายามฉายภาพออกมา
เกิดอะไรขึ้นในพื้นที่การสู้รบ
ในพื้นที่สู้รบแนวหน้าที่ทางภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งรวมถึงดอนบาส การรุกคืบของทหารรัสเซียในช่วงเดือนแรก ๆ ของปี 2026 ลดลงอย่างฮวบฮาบ
เดือน ม.ค. 2026 กองทัพรัสเซียเข้ายึดพื้นที่ได้ 240 ตารางกิโลเมตร ต่อมาในเดือน ก.พ. ยึดเพิ่มได้ 120 ตารางกิโลเมตร ขณะที่ครึ่งเดือนแรกของ มี.ค. ยึดได้อีก 50 ตารางกิโลเมตร ตามข้อมูลจากโครงการ OSINT
ด้วยตัวเลขนี้ หากเปรียบเทียบกับเมื่อปีที่แล้ว โดยเฉลี่ยแล้วรัสเซียสามารถยึดดินแดนของยูเครนได้มากถึง 400 ตารางกิโลเมตรต่อเดือน
หากดูสถานการณ์ในช่วงเดือน ม.ค. ถึง มี.ค. ปีนี้ ยูเครนสามารถปลดปล่อยพื้นที่คืนจากรัสเซียมากกว่า 400 ตารางกิโลเมตรระหว่างการตอบโต้สองครั้ง ทำให้โดยรวมตั้งแต่เริ่มปีนี้เป็นต้นมา พื้นที่ที่รัสเซียยึดจากยูเครนมาได้นั้นแทบจะเป็นศูนย์
การรุกคืบของรัสเซียที่ช้าลงอาจมีสาเหตุจากเงื่อนไขของฤดูกาลและสภาพอากาศ เช่น ความหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว และการละลายของน้ำแข็งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
แต่นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นอีกนั่นคือการที่กองกำลังยูเครนได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการใช้โดรนโจมตี
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้กองกำลังหน่วยโดรนของยูเครนส่วนใหญ่ได้มุ่งกำจัดทหารรัสเซีย แต่ตอนนี้ความเคลื่อนไหวของพวกเขากําลังเปลี่ยนไปสู่การโจมตีพื้นที่แนวหลังของรัสเซียมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งบริเวณใกล้และลึกเข้าไปในดินแดน
ในตอนนี้เป้าหมายหลังของการโจมตียูเครนคือระบบการจัดหาทรัพยากร ระบบการสื่อสาร การป้องกันทางอากาศ ทรัพย์สินเกี่ยวกับสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการควบคุมโดรน และตัวปฏิบัติการของโดรน
ในขณะเดียวกันยูเครนก็เร่งเพิ่มกำลังการผลิตโดรนที่ใช้ในการสู้รบออกมา
พื้นที่ที่เรียกว่า "เขตสังหาร" (kill zone) ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ติดกับบริเวณแนวหน้าที่อุปกรณ์และกำลังพลจะกลายเป็นเป้าหมายโดยตรง ยิ่งกินพื้นที่เข้าไปลึกขึ้น และมีโดรนโจมตีหนาแน่นมากขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหวที่จะมีความปลอดภัยในแนวหน้าจึงแทบจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ยุทธวิธีในการแทรกซึมที่กองทัพรัสเซียใช้ในการเข้ายึดเมืองต่าง ๆ ของยูเครนจึงเป็นวิธีที่ได้ผลน้อยลง
กองทัพรัสเซียยังเริ่มเผชิญกับปัญหาใหญ่เรื่องการสื่อสารหลังจากกองทัพสูญเสียการติดต่อกับเทอร์มินัลของดาวเทียมสตาร์ลิงก์ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ซึ่งเคยเชื่อมต่อดาวเทียมได้เป็นอย่างดีในภาคสนาม การใช้การสื่อสารทางอื่น อย่างสถานีวิทยุระบบอนาล็อกนั้นใช้งานได้น้อยกว่าและมีความไม่แน่นอนในการใช้งานสูงกว่ามาก
ในเวลาเดียวกันรัสเซียยังคงทุ่มกำลังหน่วยรบจำนวนมากลงไปยังพื้นที่สู้รบแนวหน้าซึ่งกินพื้นที่ยาว 1,200 กิโลเมตร รัสเซียตรึงกำลังลักษณะนี้มาเป็นเวลาสองปีแล้วเพื่อลดการต่อต้านของยูเครนด้วยการกดดันอย่างต่อเนื่องในพื้นที่แนวหน้าเกือบจะทั้งหมด
แต่ผลลัพธ์ของการโจมตีของรัสเซียกลับออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ ในขณะที่การสูญเสียสูงมาก
จากการประเมินของกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ในปี 2024 กองทัพรัสเซียมีกำลังพลบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมกัน 430,000 นาย ส่วนในปี 2025 ตัวเลขทหารที่เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมแล้ว 415,000 นาย ในขณะเดียวกันรัฐบาลรัสเซียไม่ได้เผยแพร่ตัวเลขสถิติทหารที่บาดเจ็บเสียชีวิตของตัวเองออกมา
รัสเซียยังพยายามที่จะบั่นทอนกำลังของกองทัพอากาศยูเครนด้วยการเพิ่มจำนวนและกำลัง รวมถึงความหลากหลายของกองกำลังโดรนของตน เมื่อเร็ว ๆ นี้ รัสเซียได้เพิ่มความเข้มข้นของการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อเมืองและโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนที่อยู่ห่างจากแนวหน้า
โดยสรุปแล้วการรุกรานของรัสเซียในยูเครนได้กลายเป็นสงครามยืดเยื้อ ซึ่งทั้งสองฝ่ายค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับยุทธวิธีของอีกฝ่าย และพัฒนาวิธีการตอบโต้เพื่อทำลายความได้เปรียบใด ๆ ของฝ่ายตรงข้าม
นี่จึงเป็นการยากที่จะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายจะหลุดพ้นจากทางตันที่เห็นได้ชัดนี้ได้อย่างไร