มารู้จัก "ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ" เส้นทางเดินเรือสำคัญอันดับสองที่อิหร่านขู่จะปิด

A satellite view of the Bab al-Mandab Strait

ที่มาของภาพ, Gallo Images via Getty

คำบรรยายภาพ, ช่องแคบบาบ เอล มันเดบมีความกว้างราว 36 กิโลเมตร และเชื่อมต่อทะเลแดงกับอ่าวเอเดน
เวลาอ่าน: 8 นาที

คำขู่ปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญบนทะเลแดงของอิหร่านทำให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อผลกระทบที่อาจมีต่อการค้าโลก

อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซไปแล้วในทางปฏิบัติ ซึ่งนั้นทำให้การเดินเรืออาจจากอ่าวเปอร์เซียกลายเป็นอัมพาต และตอนนี้ รัฐบาลของสาธารณรัฐอิสลามฯ แห่งนี้ก็กำลงขู่จะขัดขวางเส้นทางเดินเรือที่ต้องผ่านช่องแคบบาบ เอล มันเดบ (Bab al-Mandab Strait) ที่อยู่ระหว่างอ่าวเอเดน (Gulf of Aden) และทะเลแดง (Red Sea) อันเป็นเส้นทางไปสู่คลองสุเอซ (Suez Canal)

อิหร่านระบุว่าพวกเขาอาจ "เปิดแนวรบอื่น" หากสหรัฐอเมริกาส่งทหารลงสู่ภาคพื้นดิน

แหล่งข่าวทางทหารของอิหร่านกล่าวกับสำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ว่า "ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ถือเป็นหนึ่งในช่องแคบยุทธศาสตร์ของโลก และอิหร่านมีทั้งเจตจำนงและศักยภาพในการสร้างภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือได้อย่างเต็มรูปแบบต่อพื้นที่ดังกล่าว"

อิหร่านยังขู่ว่าจะรบกวนการเดินเรือในช่องแคบนี้ หากสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำมันสำคัญ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่าเขาต้องการ "ยึด" น้ำมันของอิหร่าน และกำลังพิจารณายึดเกาะดังกล่าว

เหตุใดช่องแคบบาบ เอล มันเดบถึงมีความสำคัญ ?

Map of Middle East shipping routes
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงช่องทางการเดินเรือซึ่งประกอบไปด้วยจุดสำคัญต่าง ๆ 3 จุด ได้แก่ 1. คลองสุเอซ (Suez Canal) 2. ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ (Bab el Mandeb) และ 3. ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)

ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ตั้งอยู่ระหว่างเยเมน ในฝั่งคาบสมุทรอาหรับของทะเลแดง และจิบูตีกับเอริเทรียในฝั่งแอฟริกา เรือสินค้าที่เดินทางมาจากมหาสมุทรอินเดียและอ่าวเอเดนจำเป็นต้องผ่านช่องแคบนี้ เพื่อเข้าสู่คลองสุเอซ

ช่องแคบแห่งนี้มีความยาว 115 กิโลเมตร และกว้าง 36 กิโลเมตร มันกลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของการค้าโลก นับตั้งแต่คลองสุเอซเปิดใช้งานในปี 1869 ซึ่งเอื้อให้เกิดเส้นทางเดินเรือที่สั้นที่สุดระหว่างยุโรปและเอเชีย

ปัจจุบัน เส้นทางเดินเรือที่ผ่านทะเลแดงถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่พลุกพล่านที่สุดในโลก การขนส่งทางทะเลราวหนึ่งในสี่ของโลกผ่านเส้นทางนี้

ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งแทบจะถูกปิดจากผลของสงครามไปแล้ว รองรับการขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของโลก หากช่องแคบบาบ เอล มันเดบถูกปิดเพิ่มขึ้นอีกนั่นจะส่งผลให้การขนส่งน้ำมันอีกราว 12% ของโลกต้องหยุดชะงักด้วย

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration; EIA) ระบุว่า แต่ละวัน จะมีน้ำมันราว 5 ล้านบาร์เรล จากตะวันออกกลางและเอเชียที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้ไปยังประเทศตะวันตก

นอกจากนี้ ราว 8% ของการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกก็ผ่านช่องแคบแห่งนี้เช่นกัน ทำให้ช่องแคบบาบ เอล มันเดบเป็นเส้นเลือดสำคัญของอุปทานพลังงานโลก

นับตั้งแต่ที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแทบจะเต็มรูปแบบ เส้นทางเดินเรือผ่านทะเลแดงจึงยิ่งทวีความสำคัญต่อการค้าโลก ซาอุดีอาระเบียเริ่มใช้ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ เป็นจุดผ่านสำหรับการขนส่งน้ำมันจากท่าเรือยันบู รัฐบาลซาอุดีอาระเบียส่งน้ำมันดิบวันละหลายล้านบาร์เรลจากแหล่งผลิตทางตะวันออกมายังท่าเรือดังกล่าวผ่านท่อส่งน้ำมัน

นอกเหนือจากน้ำมันและก๊าซแล้ว ช่องแคบบาบ เอล มันเดบ ยังเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าหลักระหว่างตะวันออกและตะวันตก โดยมีเรือสินค้าจำนวนมากแล่นผ่านน่านน้ำนี้ในทุก ๆ วัน

Ever Given cargo ship blocking the Suez Canal

ที่มาของภาพ, Suez Canal Authority via European Pressphoto Agency

คำบรรยายภาพ, ภาพเหตุการณ์เรือเอเวอร์ กิฟเวน (Ever Given) ขวางคลองสุเอซเมื่อปี 2021

การปิดช่องแคบดังกล่าว จะส่งผลกระทบคล้ายคลึงกับเหตุการ์เมื่อปี 2021 ตอนที่เรือสินค้าสัญชาติปานามา ที่มีชื่อว่าเอเวอร์ กิฟเวน เกยตื้นและขวางคลองสุเอซ เหตุการณ์นั้นส่งให้เกิดคอขวดในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างรุนแรง ดันต้นทุนเพิ่มขึ้น และทำให้การขนส่งทั้งน้ำมันและสินค้าอีกหลากหลายชนิดล่าช้า

บทบาทของกลุ่มฮูตี

มีแนวโน้มสูงว่าการโจมตีช่องแคบบาบ เอล มันเดบใด ๆ ก็ตามจะเป็นฝีมือของกลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองและกองกำลังติดอาวุธในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ผู้นำระดับสูงของกลุ่มฮูตีรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์โดยไม่เปิดเผยชื่อว่า กลุ่มมีความ "พร้อมทางทหาร" ที่จะโจมตีช่องแคบดังกล่าวเพื่อสนับสนุนรัฐบาลอิหร่าน

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. กลุ่มฮูตีได้เปิดฉากโจมตีอิสราเอล ซึ่งนับเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมครั้งแรกในสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิสราเอลกับอิหร่าน โดยอิสราเอลระบุว่าสามารถยิงสกัดขีปนาวุธสองลูกที่ยิงมาจากเยเมนได้

กลุ่มฮูตีควบคุมแนวชายฝั่งทะเลแดงของเยเมน และเคยโจมตีพื้นที่ช่องแคบบาบ เอล มันเดบมาแล้วในช่วงสงครามกาซา หากนับแค่ศักยภาพของกลุ่มฮูตีอย่างเดียว พวกเขาได้โจมตีเรือพาณิชย์ไปแล้วมากกว่า 100 ลำด้วยขีปนาวุธและโดรน ทำให้เรือจม 2 ลำ และมีลูกเรือเสียชีวิต 4 ราย

The underside of a Houthi helicopter can be seen as it approaches the massive cargo ship Galaxy Leader from behind. The ship leaves a massive wake behind as it travels in open sea, with no land visible.

ที่มาของภาพ, Houthi Military Media via Reuters

คำบรรยายภาพ, กลุ่มฮูตีจี้เรือสินค้ากาแล็กซี ลีดเดอร์ ในปี 2023

ในเดือน พ.ย. 2023 กลุ่มฮูตีใช้เฮลิคอปเตอร์บุกยึดเรือสินค้าซึ่งดำเนินการโดยบริษัทญี่ปุ่นและมีเจ้าของเป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษกลางทะเลแดง

แม้ว่ากลุ่มฮูตีจะอ้างว่าโจมตีเฉพาะเรือที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล แต่การโจมตีดังกล่าวถูกหลายฝ่ายมองว่าเป็นการโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย ส่งผลให้บริษัทเดินเรือและบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลกหลายแห่งระงับการเดินเรือผ่านเส้นทางนี้

แม้เหตุโจมตีต่าง ๆ จะซาลงในเวลาต่อมา ท่ามกลางคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ว่ากลุ่มฮูตีเป็นฝ่ายยอมถอย ประกอบกับคำโต้แย้งจากฝ่ายฮูตีว่าสหรัฐฯ ต่างหากที่เป็นฝ่ายยอมถอย แต่บรรดานักวิเคราะห์ยังคงกังวลว่าเหตุการณ์เช่นนี้อาจกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง

"เป็นที่คาดหมายมาโดยตลอดว่ากลุ่มฮูตีในเยเมนจะเข้าร่วมสงครามนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ" ลีส ดูเซต์ หัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศของบีบีซีกล่าว

เธอเสริมว่า "กลุ่มฮูตี ซึ่งมีอิทธิพลในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยเมน ยังไม่ได้ใช้อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของพวกเขา นั่นคือความสามารถในการทำให้การสัญจรผ่านช่องแคบบาบ เอล มันเดบหยุดชะงัก ซึ่งเป็นจุดคอขวดทางทะเลที่เชื่อมทะเลแดงกับเส้นทางการค้าโลก"

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. สำนักงานบริหารการเดินเรือของกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ระบุในประกาศว่า "แม้ว่ากลุ่มก่อการร้ายฮูตีจะยังไม่ได้โจมตีเรือพาณิชย์นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกาซาในเดือน ต.ค. 2025 แต่กลุ่มฮูตียังคงเป็นภัยคุกคามต่อทรัพย์สินของสหรัฐฯ รวมถึงเรือพาณิชย์ในภูมิภาคนี้"

เส้นทางสินค้าโลกอ่อนไหวอย่างหนัก

Image of a ship passing through the Strait

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เรือขนส่งหลายสิบลำซึ่งบรรทุกสินค้านับหมื่น ๆ ตัน ต้องผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน

คำว่า "บาบ เอล มันเดบ" ในภาษาอาหรับหมายถึง "ประตูแห่งน้ำตา" หรือ "ประตูแห่งความโศกเศร้า" ซึ่งสะท้อนถึงอันตรายในพื้นที่ ทั้งกระแสน้ำเชี่ยว ลมที่คาดเดาไม่ได้ ไปจนถึงโจรสลัดและความขัดแย้ง

ระหว่างปี 2008 ถึง 2012 ช่องแคบแห่งนี้และน่านน้ำโดยรอบเผชิญการโจมตีจากโจรสลัดจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มจากโซมาเลียที่ลักพาตัวลูกเรือเพื่อเรียกค่าไถ่ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาคมระหว่างประเทศและบริษัทเดินเรือต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

หากมีการปิดเส้นทางในปัจจุบัน จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตตลาดพลังงานที่ตึงตัวอยู่แล้ว จากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ

การหยุดชะงักของการขนส่งในอ่าวได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งจากราว 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลก่อนเกิดวิกฤต ไปสู่ระดับมากกว่า 115 ดอลลาร์สหรัฐ

ขณะเดียวกัน การค้าโลกในสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภคไปจนถึงสินค้าการเกษตร ก็กำลังได้รับผลกระทบ และหากเกิดความปั่นป่วนในเส้นทางเดินเรือเพิ่มเติมอีกแห่ง อาจผลักดันราคาให้สูงขึ้นไปอีก และทำให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งกับอิหร่านรุนแรงยิ่งขึ้น