หุ้นไอทีวี: เทียบคำต่อคำ คลิป-บันทึก ประชุมผู้ถือหุ้น ก้าวไกลเชื่อ “ขบวนการปลุกผีไอทีวี” อยู่เบื้องหลัง

ที่มาของภาพ, ITV.co.th AND Gett Images

คำบรรยายภาพ, ก้าวไกลเชื่อ มี "ขบวนการปลุกผีไอทีวี"

คลิปบันทึกการประชุมออนไลน์ของ การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) กลายเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางในตอนนี้ เพราะอาจเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่า มีความพยายามเปลี่ยนสถานะของไอทีวี เพื่อเอาผิดนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในปม “ถือหุ้นสื่อ”

รายงานข่าวที่กำลังเป็นที่พูดถึง เป็นของ แยม-ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ที่จัดทำเป็นสกู๊ปเอ็กซ์คลูซีฟ เผยแพร่ในการราย ข่าว 3 มิติ เมื่อคืนวันที่ 11 มิ.ย. 2566 เป็นการเปิดคลิปบันทึกการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ณ วันที่ 26 เม.ย. 2566 ซึ่งเป็นการประชุมแบบ “ออนไลน์” แต่เนื้อหาสำคัญของคลิปบันทึกการประชุมดังกล่าว กับบันทึกการประชุม (minute) แบบลายลักษณ์อักษร กลับมีเนื้อหาแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ

จุดที่ ฐปนีย์ พบพิรุธคือ ช่วงการเปิดให้ผู้ถือหุ้นถามคำถามในวาระที่ 9 ว่าด้วย “การพิจารณาเรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)” โดยในคลิปนั้น นายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานคณะกรรมการบริษัท ไอทีวี อ่านคำถามจาก นายภาณุวัฒน์ ขวัญยืน ผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมด้วยตนเองว่า “มีการดำเนินกิจการเกี่ยวกับสื่อหรือทีวีหรือไม่ครับ”

“ตอนนี้ บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ นะครับ ก็รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อนนะครับ” คิมห์ ตอบ

แต่คำตอบของเขา ในบันทึกการประชุมแบบลายลักษณ์อักษร กลับระบุว่า “ปัจจุบัน บริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท และมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ”

วันนี้ (12 มิ.ย.) นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แถลงข่าวถึงข้อสังเกตถึงการ “ดัดแปลงแก้ไขเอกสารบันทึกการประชุม” ว่า “ไม่น่าใช่ความผิดพลาดโดยบังเอิญ” แต่เป็นขบวนการเพื่อพยายามหาเงื่อนไขมาขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล ด้วยการ “ปลุกผีไอทีวี”

บีบีซีไทย ชวนเทียบเคียงแบบคำต่อคำ คลิปบันทึกการประชุมฯ แบบออนไลน์ และบันทึกการประชุมแบบลายลักษณ์อักษร ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา ซึ่งกลายเป็นเอกสารที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นร้องเรียน กกต. ต่อปม “พิธาถือหุ้นไอทีวี”

ปรากฏคำถามเรื่อง “ดำเนินกิจการสื่อหรือไม่” 1 ครั้งถ้วน

ภายหลังรายงานข่าวของ ฐปนีย์ กลายเป็นประเด็นถกเถียงกว้างขวางในโลกสังคมออนไลน์ และมีการรายงานวิเคราะห์ต่อในสื่ออีกหลายสำนัก นิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาวิจารณ์กรณี พิธาถือหุ้นไอทีวี หลายครั้ง โพสต์ว่า

“ควรไปรอฟังของจริง หากเรื่องถึงศาล สามารถขอข้อมูลจากบริษัท ไอทีวี น่าจะดีที่สุดนะครับ เพราะในทุก ๆ วาระมีคำถาม” เขาระบุในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ในฐานะผู้ที่ได้อยู่และรับฟังระหว่างการประชุมออนไลน์ดังกล่าวด้วยตนเอง และในฐานะอดีต “เจ้านาย” และเป็นผู้โอนหุ้นไอทีวีให้ ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน

ที่มาของภาพ, The Reporters

คำบรรยายภาพ, ขอบคุณภาพจากสำนักข่าว The Reporters

บีบีซีไทย ตรวจสอบบันทึกการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ณ วันที่ 26 เม.ย. 2566 ที่บริษัท อินทัช โฮลดิงส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นใหญ่ของไอทีวี เผยแพร่ พบว่ามีการถามคำถามถึงสถานะ “การทำงานเกี่ยวกับสื่อหรือทีวี” 1 คำถามถ้วน จากการประชุมทั้งหมด 9 วาระ มีรายละเอียด ดังนี้

วาระที่ 1: พิจารณารับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2565 (27 เม.ย. 2565)

ผลการตรวจสอบ: ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดซักถาม

วาระที่ 2: พิจารณาอนุมัติงบการเงินประจำปี 2565

ผลการตรวจสอบ: ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดซักถาม

วาระที่ 3: พิจารณาอนุมัติการงดจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2565

ผลการตรวจสอบ: ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดซักถาม

วาระที่ 4: พิจารณาอนุมัติแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าสอบบัญชีประจำปี 2566

ผลการตรวจสอบ: ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดซักถาม

วาระที่ 5: พิจารณาอนุมัติเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระประจำปี 2566

ผลการตรวจสอบ: ไม่มีคำถามเกี่ยวกับการทำงานเกี่ยวกับสื่อและทีวี แต่มีคำถามถึงสถานะทางการเมืองของกรรมการ ดังนี้

-----------

ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน ผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมด้วยตนเอง: “มีกรรมการท่านใดเป็นนักการเมืองหรือไม่”

คำตอบ: “ไม่มีกรรมการท่านใดเป็นนักการเมือง”

-----------

วาระที่ 6: พิจารณาอนุมัติกำหนดค่าตอบแทนกรรมการประจำปี 2566

ผลการตรวจสอบ: ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดซักถาม

วาระที่ 7: พิจารณาอนุมัติแก้ไขข้อบังคับบริษัท

ผลการตรวจสอบ: ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดซักถาม

วาระที่ 8.1: รับทราบผลการดำเนินของบริษัท ประจำปี 2565

ผลการตรวจสอบ: ไม่มีคำถามเกี่ยวกับการทำงานเกี่ยวกับสื่อและทีวี แต่มีคำถามติดตามเรื่องคดีระหว่าง ไอทีวีและ สปน. 2 คำถาม ดังนี้

-----------

[1] วิรัตน์ คล่องประกิจ ผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมด้วยตนเอง: คดีความทั้งหมดจะจบสิ้นเมื่อใดและจะมีแนวทางจัดการกับบริษัทต่อจากนี้อย่างไร

[1] คำตอบ: “คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด และจากการคาดการณ์ของบริษัทตามกรอบเวลาของศาลปกครองสูงสุด พบว่า ศาลปกครองมักจะใช้เวลาพิจารณาคดีประมาณ 2 ปีครึ่ง...”

[2] ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน ผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมด้วยตนเอง: “ผู้ถือหุ้นจะเข้าไปมีส่วนร่วม เข้าไปช่วยเหลือได้อย่างไร”

[2] คำตอบ: “ในทางคดีความ บริษัทได้ยื่นเอกสารทั้งหมดต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว ผู้ถือหุ้นเพียงแต่รอรับฟังผลคำพิพากษาของศาลปกครองสงสุด ซึ่งบริษัทจะแจ้งให้ทราบต่อไปเท่านั้น”

-----------

วาระที่ 8.2: ผลการดำเนินงานของบริษัทประจำปี 2565 ตามรายละเอียดที่ปรากฏในรายงานประจำปีของบริษัท

ผลการตรวจสอบ: ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดซักถาม

วาระที่ 9: พิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี)

ผลการตรวจสอบ: มี 2 คำถาม และเป็นส่วนที่ ข่าว 3 มิติ นำมาเผยแพร่ แต่มีลำดับก่อนหลังแตกต่างกัน

-----------

[1] นายวิรัตน์ คล่องประกิจ: “คดีความทั้งหมดจบสิ้นลง บริษัทจะมีปันผลหรือไม่ มีแผนดำเนินงานธุรกิจต่อไปอย่างไร จะเข้าตลอดหลักทรัพย์อีกหรือไม่ หรือมีแผนจะชำระบัญชีคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นหรือไม่”

คำตอบจากบันทึกการประชุม: “ผลคดีเป็นจุดสำคัญที่สุด หากผลคดียังไม่ออก เป็นไปได้ยากมากที่บริษัทจะดำเนินการใด ๆ ในขณะนี้ อย่างในอดีต บริษัทเคยว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน หาแนวทางต่าง ๆ ให้แก่บริษัท แต่ก็ยังไม่มีทางเลือกใดที่เหมาะสม จึงต้องรอผลคดีให้สิ้นสุดก่อน หลังจากนั้น บริษัทจะพิจารณาทางเลือกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินปันผล การดำเนินธุรกิจหลักอะไรต่อไป หรือการชำระบัญชี โดยจะพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม และคำนึงประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป”

คำตอบจากคลิปวิดีโอบันทึกการประชุม: “ขอเรียนอย่างนี้ ผมว่าผลของคดีเป็นจุดสำคัญที่สุดของบริษัทนะครับ ถ้าผลคดียังไม่ออกมา มันเป็นไปได้ยากมากที่เราจะดำเนินการใด ๆ กับไอทีวี ณ ขณะนี้ อย่างในอดีตที่ผ่านมา เราได้ว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน มาดู Option ต่าง ๆ ก็ยังไม่ได้มีทางเลือกใด ๆ ที่เหมาะสม ณ ขณะนี้ ทั้งหมดทั้งมวล ก็ต้องรอผลทางคดี ถ้าผลทางคดีสิ้นสุดลงแล้ว ทางบริษัทจะพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม ให้กับทางผู้ถือหุ้นต่อไปนะครับ”

*ข้อสังเกต: เนื้อหาตรงตามคลิปวิดีโอ โดยมีการเปลี่ยนแปลงการใช้คำเล็กน้อยเท่านั้น

[2] ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน: “บริษัทไอทีวี มีการดำเนินงานเกี่ยวกับสื่อหรือไม่”

คำตอบจากบันทึกการประชุม: “ปัจจุบัน บริษัทยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท และมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ”

คำตอบจากคลิปวิดีโอบันทึกการประชุม: “ตอนนี้ บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ นะครับ ก็รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อนนะครับ”

*ข้อสังเกต: เนื้อหาตรงตามคลิปวิดีโอ โดยในคลิป คิมห์ กล่าวว่า “ไม่ทราบว่าผู้ถือหุ้นมีข้อซักถามอื่น ๆ อีกรึเปล่าครับ มีคำถามจากคุณภาณุวัฒน์ ขวัญยืน มาด้วยตัวเองนะครับ มีการดำเนินกิจการเกี่ยวกับสื่อ หรือทีวีไหมครับ”

ที่มาของภาพ, ข่าว 3 มิติ

คำบรรยายภาพ, ขอขอบคุณภาพจาก "ข่าว 3 มิติ"

เอกสารบันทึกการประชุมฯ แบบลายลักษณ์อักษร มีนายคิมห์ สิริทวีชัย ในฐานะประธานที่ประชุม และนายจิตชาย มุสิกบุตร กรรมการผู้สอบทานและแก้ไข เป็นผู้ลงนามรับรอง

อย่างไรก็ดี บีบีซีไทยไม่สามารถตรวจสอบหรือฟังย้อนคลิปบันทึกการประชุมฯ ฉบับเต็มได้

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. จตุรงค์ สุขเอียด บรรณาธิการข่าว 3 มิติ ซึ่งเป็นอดีต บก.ไอทีวี ได้โพสต์ถึงการที่ ฐปณีย์ เตรียมจะเผยแพร่หลักฐานการประชุมผู้ถือหุ้น “แม้จะมีการลบไฟล์ออกภายหลัง แต่หนึ่งในผู้ถือหุ้นไอทีวีที่มีสิทธิ์เข้าฟังได้บันทึกเอาไว้” เพราะมองว่า ไอทีวี “กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่”

แต่ละฝ่ายโต้แย้งอย่างไร

นายชัยธวัช เลขาธิการพรรคก้าวไกล ชี้แจงถึงพิรุธต่าง ๆ ที่เริ่มชัดเจนขึ้น จากการเผยแพร่คลิปเสียงบันทึกการประชุมฯ ผู้ถือหุ้นไอทีวี ว่า ชัดเจนแล้วว่า มี “ขบวนการปลุกผีไอทีวี” เพื่อขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลนำโดยพรรคก้าวไกล

สิ่งที่นายชัยธวัช ตั้งข้อสังเกต คือ ในเมื่อ นายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานคณะกรรมการบริษัทไอทีวี ชี้แจงต่อผู้ถือหุ้นแล้วว่า “ไม่มีการดำเนินการใด ๆ” เกี่ยวกับ “สื่อและทีวี” แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่ในวันที่ 28 เม.ย. 2566 หรือเพียง 2 วันหลังการประชุม คณะกรรมการบริษัท ไอทีวี จะระบุว่ามติรับทราบแผนธุรกิจใหม่ ให้เป็น “ผู้บริการลงสื่อโฆษณา”

“ผิดวิสัยอย่างยิ่ง” เขากล่าว “นี่เป็นการจงใจแก้ไขให้สอดรับกับบรรดาเอกสารต่าง ๆ ที่ได้ตกแต่งจัดทำขึ้นในภายหลัง ใช่หรือไม่” ก่อนตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า กรณีนี้อาจนำไปสู่กระบวนการฟ้องรองผู้ร่วม “ขบวนการปลุกผีไอทีวี” ก็เป็นได้

วันนี้ (12 มิ.ย.) นายคิมห์ สิริทวีชัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อินทัช โฮลดิงส์ จำกัด (มหาชน) ออกเอกสารแจ้งถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุถึงกรณีกระแสข่าวที่เกิดขึ้นกับ ไอทีวี ซึ่ง เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 52.92

“ทางบริษัทได้รับทราบข้อมูล และได้ให้ทางคณะกรรมการและฝ่ายจัดการของไอทีวี ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้นและหากมีประเด็นใด ๆ ที่จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทางไอทีวีจะดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อให้มีความโปร่งใสเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง” เอกสารชี้แจง ระบุ แต่ไม่ชี้ว่าจะเผยแพร่คลิปบันทึกการประชุมฉบับเต็มตามที่หลายฝ่ายเรียกร้องหรือไม่

ที่มาของภาพ, InTouch Holding

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และอดีตสมาชิกพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Reporters ว่า เจ้าของคลิปที่ได้ส่งมอบให้กับ ฐปนีย์ ควรนำคลิปฉบับเต็ม ส่ง กกต. และเซ็นรับรอง

“เพื่อให้คดีพลิกจริง ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และความเป็นธรรมต่อคุณพิธาด้วย” สมชัย ระบุ

ด้าน นิกม์ แสงศิรินาวิน ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ยืนกรานอีกครั้งว่า เขาอยู่กับนายภาณุวัฒน์ ซึ่งเป็นผู้ถามคำถามที่กำลังเป็นประเด็น

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ภาณุวัฒน์ เป็นนอมินีของเขาจริงหรือไม่ นิกม์ ตอบว่า “นอมินีผมครับ อย่ายุ่งกับคุณภาณุวัฒน์เลย เพราะเขาเป็นอดีตลูกจ้างผม” พร้อมระบุว่า “ไม่มี” บุคคลใด “สั่ง” ให้เขาดำเนินการใด ๆ ในเรื่องนี้ แต่ก็ยอมรับว่า “เกิดผมใส่เสื้อพรรคภูมิใจไทย ผมไม่ควรทำพฤติกรรมแบบนี้ด้วยซ้ำครับ”

ที่มาของภาพ, นิกม์ แสงศิรินาวิน

คำบรรยายภาพ, “นอมินีผมครับ อย่ายุ่งกับคุณภาณุวัฒน์เลย" นิกม์ กล่าว

ปลอมแปลงเอกสารอาจนำไปสู่ความผิดใดบ้าง

ภายหลังการรายงานของข่าว 3 มิติ มีนักการเมืองและผู้สังเกตการณ์หลายคน ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงคดีความที่อาจตามมา หากพิสูจน์พบว่ามีการปลอมแปลงเอกสารบันทึกการประชุมดังกล่าว

บีบีซีไทย รวบรวมมาตราต่าง ๆ จาก พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายอาญา ที่เกี่ยวข้องกับการประเด็นนี้ ได้ดังนี้

พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด

มาตรา 216: บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทใดกระทำหรือยินยอมให้กระทำ การดังต่อไปนี้

(1) ทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชี เอกสาร หรือหลักประกันของ บริษัท หรือที่เกี่ยวกับบริษัท

(2) ลงข้อความเท็จ หรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท หรือที่เกี่ยวกับบริษัท ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำเพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 94: กรรมการต้องรับผิดร่วมกันเพื่อความเสียหายใด ๆ อันเกิดขึ้นแก่ผู้ถือหุ้นและบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดนั้นด้วย

(1) การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความอันควรต้องแจ้งเกี่ยวกับฐานะการเงินและผล การดำเนินงานของบริษัทในการเสนอขายหุ้น หุ้นกู้หรือตราสารการเงินของบริษัท

(2) การแสดงข้อความหรือลงรายการในเอกสารที่ยื่นต่อนายทะเบียน โดยข้อความหรือรายการ นั้นเป็นเท็จ หรือไม่ตรงกับบัญชี ทะเบียน หรือเอกสารของบริษัท

(3) การจัดทำงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุน รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นหรือรายงานการประชุม คณะกรรมการอันเป็นเท็จ

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

มาตรา 143: ผู้ใดกระทําการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทําการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 5 ปี

ถ้าการกระทําตามวรรคหนึ่งเป็นการเพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครนั้นถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือ สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพื่อไม่ให้มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี

ถ้าการกระทําตามวรรคหนึ่งเป็นการแจ้งหรือให้ถ้อยคําต่อคณะกรรมการ ต้องระวางโทษจําคุก ตั้งแต่เจ็ดปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี

ถ้าการกระทําตามวรรคสองหรือวรรคสามเป็นการกระทําหรือก่อให้ผู้อื่นกระทําสนับสนุนหรือ รู้เห็นเป็นใจของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้น กระทําการอันเป็นการบ่อนทําลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง"

พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 157: ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่1 ปี ถึง 10 ปีหรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 172: ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 173: ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงาน สอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท

มาตรา 175: ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท