จากการ์ดเฝ้าผับสู่ประมุขแห่งวาติกัน: 5 เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับโป๊ปฟรานซิส

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเป็นแฟนฟุตบอลทึมซาน ลอเรนโซ เด อัลมากโร แห่งบัวโนสไอเรสอย่างเหนียวแน่นตลอดพระชนมชีพ
เวลาอ่าน: 3 นาที

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส หรือโป๊ปฟรานซิส ทรงเป็นผู้นำแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกชาวละตินอเมริกันคนแรก สิ้นพระชนม์แล้วด้วยพระชนม์ ขณะพระชนมายุ 88 พรรษา

นี่คือเรื่องราวบางส่วนที่หลายคนอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ ฮอร์เฮ มาริโอ เบร์โกกลิโอ ชาวอาร์เจนตินาที่ต่อมากลายเป็นผู้นำของคริสตจักรที่มีศาสนิกชนมากกว่าหนึ่งพันล้านคนเป็นเวลา 12 ปี

ทรงเคยเป็นการ์ดเฝ้าประตูผับ

แบร์โกกลิโอ เกิดและเติบโตขึ้นมาในกรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของประเทศอาร์เจนตินา เขาจบการศึกษาระดับมัธยมปลายพร้อมประกาศนียบัตรด้านเคมีประยุกต์ ก่อนจะศึกษาต่อด้านเทววิทยาและกลายมาเป็นอาจารย์สอนวรรณกรรมและจิตวิทยา

จากบทสัมภาษณ์เมื่อปี 2010 เขาเล่าว่าพ่อของเขาสนับสนุนให้เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 13 ปี โดยหางานให้เขาเป็นภารโรงในโรงงานถุงน่อง

ไม่กี่ปีต่อมา ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในโบสถ์ที่กรุงโรม เขาทำให้ผู้ฟังประหลาดใจเมื่อเปิดเผยว่า นอกจากจะเคยกวาดพื้นแล้ว เขายังเคยทำงานเป็นการ์ดหน้าผับในเวลากลางคืนด้วย

เขายังเคยทำงานในโรงงานแปรรูปอาหารมาก่อนเช่นกัน

ทรงเป็นแฟนกีฬาฟุตบอลตัวยง

โป๊ปฟรานซิสทรงเป็นแฟนฟุตบอลทึมซาน ลอเรนโซ เด อัลมากโร แห่งกรุงบัวโนสไอเรสมาตั้งแต่พระองค์ทรงพระเยาว์

และแล้วช่วงเวลาสำคัญก็เกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อทีมซาน ลอเรนโซ คว้าแชมป์โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส (Copa Libertadores) ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลสโมสรที่ทรงเกียรติที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 106 ปีของสโมสรในขณะนั้น

เมื่อถูกถามว่าการที่พระองค์ทรงเป็นแฟนทีมนี้มีส่วนช่วยให้คว้าชัยชนะหรือไม่ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสตรัสว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมาก แต่ไม่หรอก มันไม่ใช่ปาฏิหาริย์"

ในปีเดียวกันนั้น ทีมซาน ลอเรนโซยังคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอาร์เจนตินาอีกด้วย และสมาชิกทีมได้นำเสื้อแข่งสกรีนคำว่า "Francisco Campeón" หรือ "ฟรานซิส แชมเปียน" อยู่ด้านหลัง มาถวายแด่พระองค์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โป๊ปฟรานซิส ทรงปรากฏพระองค์ในภาพร่วมกับ จานลุยจิ บุฟฟ่อน (ซ้าย) และลิโอเนล เมสซี (ขวา) พระองค์ยังทรงเคยพบปะนักฟุตบอลระดับตำนานมาแล้วมากมาย

โป๊ปฟรานซิสยังทรงเคยพบปะกับนักฟุตบอลชื่อดังมากมาย รวมถึงลิโอเนล เมสซี หรือ ดิเอโก มาราโดนา ผู้ล่วงลับ และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดาวเตะชาวสวีเดน รวมไปถึงจานลุยจิ บุฟฟ่อน นายทวารทีมชาติอิตาลี

หลังจากมีการประกาศการสิ้นพระชนม์ การแข่งขันฟุตบอลกัลโช เซเรีย อา ทั้ง 4 นัดที่มีกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์อีสเตอร์ ก็ถูกเลื่อนออกไปทั้งหมด

ทรงโปรดการนั่งรถเมล์

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนานในด้านจริยวัตรแห่งความเรียบง่ายและการอุทิศตนเพื่อผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเลือกใช้ยานพาหนะ

หลังจากได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปา พระองค์ทรงเลือกโดยสารรถเมล์ร่วมกับคาร์ดินัลกลุ่มหนึ่งกลับที่พัก แทนการใช้รถลีมูซีนประจำตำแหน่ง

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โป๊ปฟรานซิสทรงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าทรงโปรดที่จะใช้รถยนต์ทั่วไปมากกว่ายานพาหนะที่หรูหรา

ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขแห่งคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักในวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและสมถะในกรุงบัวโนสไอเรส ขณะดำรงตำแหน่งพระคาร์ดินัลและอาร์คบิชอป โดยมักทรงเสด็จพระราชดำเนินนรถโดยสารประจำทางและรถไฟใต้ดินของเมือง และเมื่อเดินทางไปยังนครรัฐวาติกัน ก็มักจะทรงเลือกการโดยสารชั้นประหยัด

เมื่อได้ทรงขึ้นเป็นพระสันตะปาปาแล้ว พระองค์ยังทรงปฏิเสธรถหรู โดยทรงเลือกใช้รถธรรมดา เช่น ฟอร์ด โฟกัส (Ford Focus) ในอิตาลี หรือ เฟียต 500L (Fiat 500L) ซึ่งทรงใช้ระหว่างการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ในปี 2015

ถึงแม้จะใช้ "รถพระสันตะปาปา" (popemobile) เพื่อต้อนรับประชาชนในระหว่างการเสด็จเยือนที่ต่าง ๆ แต่พระองค์ไม่โปรดรถที่มีกระจกกันกระสุนขวางระหว่างพระองค์กับศาสนิกชน โดยครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเคยเปรียบเปรยว่า "เหมือนอยู่ในกระป๋องปลาซาร์ดีน"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จผ่านจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์เป็นครั้งสุดท้ายหนึ่งวันก่อนสิ้นพระชนม์ โดยทรงโบกพระหัตถ์ให้แก่ประชาชนจาก "รถพระสันตะปาปา" แบบเปิดด้านท้ายของรถ

ทรงสวดภาวนาทุกวันเพื่อให้มีอารมณ์ขัน

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเป็นที่รู้จักดีในความมีอารมณ์ขันและพระอัธยาศัยยิ้มแย้มในการพบปะผู้คน

ในปี 2024 พระองค์ทรงต้อนรับคณะนักแสดงตลกกว่า 100 คนจาก 15 ประเทศที่นครวาติกัน รวมถึง จิมมี ฟอลลอน, คริส ร็อก และวูพี โกลด์เบิร์ก

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระสันตะปาปาผู้ล่วงลับเคยตรัสกับเหล่านักแสดงตลกว่า "การหัวเราะต่อพระเจ้าไม่ใช่การลบหลู่" และสามารถทำได้ "โดยไม่เป็นการล่วงเกิน

พระองค์ตรัสกับบรรดานักแสดงตลกด้วยว่า ตลอดเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงสวดภาวนาเป็นประจำทุกวันโดยใช้ถ้อยคำว่า "ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานอารมณ์ขันที่ดีแก่ข้าพเจ้า"

ถ้อยคำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของบทสวดโดยโธมัส มอร์ นักปราชญ์ชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 16 ซึ่งถูกประหารชีวิตฐานกบฏในรัชสมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 8 และต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักบุญโดยคริสตจักรคาทอลิก

พระสันตะปาปาทรงอ่านบทสวดนี้ต่อหน้านักแสดงว่า "โปรดประทานพระหรรษทานให้ข้าพเจ้ารู้จักรับมุกตลก เข้าใจความสุขเล็ก ๆ ในชีวิต และสามารถแบ่งปันรอยยิ้มเหล่านั้นกับผู้อื่นได้"

พระองค์ยังตรัสด้วยการแย้มสรวลว่า "ท่านสามารถหัวเราะต่อพระเจ้าได้นะ แน่นอนว่าไม่ใช่การลบหลู่" พร้อมตรัสเสริมว่า "เราสามารถทำได้โดยไม่ทำร้ายความรู้สึกทางศรัทธาของผู้อื่น"

ทรงมีผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มออนไลน์มหาศาล

ในปี 2018 โป๊ปฟรานซิสทรงเปรียบอินเทอร์เน็ตว่าเป็น "ของขวัญจากพระเจ้า" แต่ก็ทรงเน้นย้ำว่า "ต้องใช้อย่างมีความรับผิดชอบอย่างยิ่ง"

พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ซึ่งเป็นโป๊ปองค์ก่อน ทรงเปิดบัญชีทวิตเตอร์ของพระสันตะปาปาในปี 2012 (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น X) แต่บัญชีดังกล่าวเติบโตอย่างมากในช่วงที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงดำรงตำแหน่ง

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บัญชีของสมเด็จพระสันตะปาปาบนทวิตเตอร์ (ปัจจุบันคือ X) ซึ่งปรากฏในภาพนี้ถ่ายไว้เมื่อปี 2023 มีผู้ติดตามนับล้านคนทั่วโลก

บัญชีของสมเด็จพระสันตะปาปาบนแพลตฟอร์ม X (เดิมคือทวิตเตอร์) เผยแพร่ข้อความใน 9 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ สเปน อิตาลี โปรตุเกส โปแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน อาหรับ และละติน รวมกันมีผู้ติดตามมากกว่า 50 ล้านคน

บางโพสต์ก็สร้างรอยยิ้มให้ผู้ติดตาม เช่น กรณีที่พระองค์ทรงใช้แฮชแท็ก #saints ซึ่งทำให้แพลตฟอร์มแสดงโลโก้ของทีมอเมริกันฟุตบอล New Orleans Saints โดยอัตโนมัติ สร้างความขบขันให้แฟนกีฬาทั่วโลก

บนอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามราว 9.9 ล้านคน พระองค์ทรงโพสต์คำภาวนาไม่นานมานี้ว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ "ไม่ควรแทนที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ควรเคารพศักดิ์ศรีของแต่ละบุคคล และช่วยให้เรารับมือกับวิกฤตในยุคปัจจุบันได้"

โพสต์สุดท้ายของพระองค์บน X ในวันอีสเตอร์ หนึ่งวันก่อนสิ้นพระชนม์ มีข้อความว่า

"พระคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์! ถ้อยคำนี้สะท้อนความหมายทั้งมวลของการมีชีวิตอยู่ เพราะเรามิได้เกิดมาเพื่อความตาย แต่เพื่อการดำรงอยู่"