ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางมองการขยายเวลาหยุดยิงโดยไม่มีกำหนดของทรัมป์ล่าสุดอย่างไร

ที่มาของภาพ, DANIEL HEUER/POOL/EPA/Shutterstock

    • Author, แดเนียล บุช
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำกรุงวอชิงตัน
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

วันอังคาร (21 เม.ย.) เริ่มต้นขึ้นด้วยบรรยากาศทางการทูตอันตึงเครียดในกรุงวอชิงตันของสหรัฐอเมริกา เมื่อเครื่องบินแอร์ฟอร์ซทูเตรียมพร้อมจะพารองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ เดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด เพื่อร่วมการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม หลายชั่วโมงต่อมา เครื่องบินแอร์ฟอร์ซทูก็ยังไม่ได้ออกเดินทาง ขณะที่การเจรจาก็ถูกเลื่อนออกไป ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเขาจะขยายเวลาการหยุดยิงกับอิหร่านจากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในเย็นวันพุธ เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลอิหร่านมีเวลาในการจัดทำ "ข้อเสนอที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน" มากขึ้นเพื่อนำไปสู่การยุติสงคราม

ท่ามกลางสายตาของทั้งโลกที่จับตาดูว่าทั้งสองประเทศเข้าใกล้จุดยุติความขัดแย้งมากขึ้นหรือไม่ ในระหว่างนั้น ทรัมป์ได้ชั่งน้ำหนักทางเลือกต่าง ๆ แต่เดิมทรัมป์นั้นขู่ยกระดับสงคราม การตัดสินใจครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่เขาถอยจากการขู่ว่าจะขยายสงคราม ทำให้เขามีเวลามากขึ้นในการคลี่คลายความขัดแย้งที่กำลังเข้าสู่เดือนที่สอง

แวนซ์ไม่เคยประกาศแผนการเดินทางไปกรุงอิสลามาบัดอย่างเป็นทางการทำให้บรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกรุงวอชิงตันต้องคาดเดากันเอง ขณะที่อิหร่านก็ไม่เคยยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะเข้าร่วมการเจรจาหรือไม่ นี่ส่งผลให้ทำเนียบขาวตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในการพิจารณาว่าจะส่งแวนซ์ไปหรือไม่ ตราบเท่าที่ไม่มีหลักประกันว่ารัฐบาลอิหร่านจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจา

เมื่อเวลาล่วงเลยไป ก็เริ่มมีสัญญาณปรากฏชัดขึ้นว่าเห็นทีคงจะมีการเลื่อนการเจรจา สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโสของทีมเจรจาของสหรัฐฯ ที่นำโดยแวนซ์ เดินทางจากเมืองไมอามีกลับไปยังกรุงวอชิงตันแทนที่จะมุ่งหน้าไปกรุงอิสลามาบัดโดยตรง

ไม่นานหลังจากนั้น แวนซ์ก็ได้เดินทางไปยังทำเนียบขาวเพื่อเข้าร่วม "การประชุมนโยบาย" ขณะที่ประธานาธิบดีและคณะที่ปรึกษาอาวุโสกำลังหารือกันถึงแนวทางถัดไป

ท้ายที่สุด ทรัมป์ได้ประกาศขยายเวลาการหยุดยิงผ่านทรูธ โซเชียล ซึ่งเป็นช่องทางที่เขาใช้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสงครามนับตั้งแต่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.พ. โดยประธานาธิบดีระบุว่า เขาตัดสินใจเช่นนี้ตามคำร้องขอของรัฐบาลปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

"เราได้รับการร้องขอให้ชะลอการโจมตีประเทศอิหร่านไว้ จนกว่าผู้นำและผู้แทนของพวกเขาจะสามารถจัดทำข้อเสนอที่อันหนึ่งอันเดียวกันได้" ทรัมป์กล่าว

ที่น่าสังเกตคือ ครั้งนี้ทรัมป์ไม่ได้ระบุกรอบเวลาว่าการหยุดยิงจะยืดเยื้อไปนานเพียงใด ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ เขาเคยกำหนดเส้นตายสองสัปดาห์สำหรับการหยุดยิงครั้งแรก หลังจากให้สัมภาษณ์ต่อสื่อด้วยเนื้อหาที่ชี้ไปในทางตรงข้ามโดยกล่าวว่าการเจรจากำลังดำเนินไปด้วยดี แต่ขณะเดียวกันก็เตือนว่า เขาอาจพิจารณากลับมาเปิดฉากสงครามอีกครั้ง หากอิหร่านปฏิเสธการเจรจา

"การยุติสงครามนั้นไม่มีสูตรตายตัวที่ชัดเจน" เจมส์ เจฟฟรีย์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิรัก

เขาเสริมว่า ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ "ขู่จะยกระดับการใช้กำลังทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันก็เสนอข้อตกลงจำนวนมากบนโต๊ะเจรจา"

ที่มาของภาพ, REUTERS/Akhtar Soomro

คำบรรยายภาพ, จอดิจิทัลแสดงข้อความ "ยินดีต้อนรับสู่กรุงอิสลามาบัด" ขณะที่ปากีสถานเตรียมเป็นเจ้าภาพการเจรจาสันติภาพระยะที่สองระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในกรุงอิสลามาบัด ซึ่งถูกเลื่อนออกไปเมื่อวันอังคาร

ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันอังคารไม่ได้มีการกำหนดกรอบเวลาอย่างชัดเจน และมีน้ำเสียงที่สุขุมรอบคอบมากกว่าในอดีตที่เคยใช้โซเชียลมีเดียโจมตีอิหร่าน ท่าทีดังกล่าวอาจสะท้อนความต้องการของทรัมป์ที่จะยุติสงคราม ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลก และไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้สนับสนุนการต่อต้านการแทรกแซงในกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ (Maga)

"นี่เป็นการตัดสินใจเชิงปฏิบัติ ที่ตั้งอยู่บนรอยร้าวซึ่งเห็นได้ชัดเจนภายในผู้นำรัฐบาลอิหร่านชุดปัจจุบัน" ไบรอัน คาทูลิส นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันตะวันออกกลาง กล่าว

อย่างไรก็ตาม คาทูลิสระบุว่า การตัดสินใจของทรัมป์ยังสร้างความไม่แน่นอนมากขึ้นว่าสงครามจะยืดเยื้อเป็นระยะเวลาเท่าใด

"ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ทรัมป์ต้องเผชิญกับคำถามว่า เขาจะรับมือกับความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญอยู่ และแรงกดดันทางการเมืองจากฐานเสียงของเขาได้อย่างไร" คาทูลิสกล่าว พร้อมเสริมว่า "เขายังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญที่ยังคงเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนวิกฤตครั้งนี้"

การขยายเวลาหยุดยิงทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านมีเวลาจัดทำข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนเพิ่มขึ้น แต่คำถามสำคัญหลายประเด็นยังไม่มีคำตอบ

อิหร่านระบุว่า การที่สหรัฐฯ ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นการกระทำที่เทียบเท่ากับการทำสงคราม แม้ทรัมป์จะเลือกไม่รื้อฟื้นสงครามขึ้นมาในทันที แต่เขาก็ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะยุติการปิดล้อมดังกล่าว ซึ่งสหรัฐฯ หวังว่าจะใช้เป็นเครื่องมือกดดันให้อิหร่านยอมถอย อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ แรงกดดันนั้นยังไม่เกิดผล ทำให้ทรัมป์เหลือทางเลือกจำกัด นอกจากการยกระดับปฏิบัติการทางทหาร

ขณะเดียวกัน อิหร่านก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าสนใจจะยุติโครงการนิวเคลียร์ หรือยุติการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสอง "เส้นแดง" ที่ทรัมป์ยืนยันว่าต้องถูกรวมอยู่ในข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย

ทรัมป์อาจซื้อเวลาให้ตัวเองได้มากขึ้น แต่ในเวลานี้การยุติสงครามอย่างรวดเร็วก็ยังดูห่างไกลไม่ต่างจากเดิม