5 คำสำคัญจากคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ กับการตีความต่างมุมคดีก้าวไกล “ล้มล้างการปกครอง”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, หัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดแถลงข่าวหลังทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลใจต่อความคลุมเครือในการตีความข้อเท็จจริงและเจตนาของการล้มล้างการปกครอง
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญใน “คดีล้มล้างการปกครอง” ที่ระบุถึง “เจตนาโดยซ่อนเร้น” ของ พิธา-พรรคก้าวไกล จากการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง คือตัวอย่างคำที่นักวิชาการด้านนิติศาสตร์คิดว่า “เป็นปัญหามาก” สวนทางกับมุมมองของ “นักร้อง(เรียน)” ที่บอกว่า นี่คือคำสำคัญที่ทำให้คำวินิจฉัยคดีนี้ “สวยงามมาก”

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า การกระทำของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ตลอดเวลา 45 นาทีที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคดีนี้ หลาย “วรรคทอง” ที่เคยปรากฏในคดีก่อนหน้า เวียนกลับมาฉายซ้ำในคดีนี้อีกครั้ง

หลายถ้อยคำที่จัดเรียงไว้อย่างสละสลวย ทว่าไม่มีในกฎหมายฉบับใด เป็นคำไทยที่ผู้ได้ยินได้ฟังต้องใช้พจนานุกรมช่วยแปล

บีบีซีไทยสนทนากับ 2 นักกฎหมาย เพื่อทำความเข้าใจ-ให้ช่วยตีความ “คำสำคัญ” ที่ปรากฏในคำวินิจฉัย เมื่อ 31 ม.ค.

คนแรกคือ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

อีกคนคือ ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ ในฐานะผู้ร้อง “คดีล้มล้างการปกครอง” และยังนำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไปยื่นร้องต่อ 2 องค์กรอิสระ เพื่อขอให้ “ยุบพรรค-ประหารชีวิตทางการเมือง” พลพรรคสีส้ม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ธีรยุทธ เผยความรู้สึกกับบีบีซีไทยว่า การได้เข้าไปนั่งฟังการไต่สวนและการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นโอกาสแรกของเขา ทำให้ “นั่งมองด้วยความภูมิใจ” และ “ดีใจกับชีวิตตัวเองแล้ว”

ต่อไปนี้คือ 5 ประโยคสำคัญ ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวก้าวไกล แต่ยังมีผลผูกพันไปถึงทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และสร้างแรงสะเทือนต่อสังคมการเมืองไทย

1. “สั่นคลอนคติรากฐานของระบอบประชาธิปไตยฯ”

ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ไว้ว่า เป็นมาตรการปกป้องคุ้มครองระบอบการปกครองของประเทศ ให้เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วย 2 องค์ประกอบสำคัญ คือ ระบอบประชาธิปไตย และ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หลักการของมาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี 2475 และบัญญัติทำนองเดียวกันในรัฐธรรมนูญต่อมาทุกฉบับ เพื่อ “คุ้มครองมิให้ใช้สิทธิหรือเสรีภาพที่จะส่งผลเป็นการบั่นทอนทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ และ ‘สั่นคลอนคติรากฐาน’ ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยที่ดำรงอยู่ให้เสื่อมทรามหรือสิ้นสลายไป”

แล้ว “คติรากฐานของระบอบประชาธิปไตยฯ” คืออะไร?

ธีรยุทธ อ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญตอนหนึ่งซึ่งกล่าวถึง เหตุผลทางประวัติศาสตร์-โบราณราชประเพณี-นิติประเพณี ก่อนขยายความเพิ่มเติมเองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งหล่อหลอมประเพณีของไทยและการบริหารราชการแผ่นดินของไทย ทั้งนี้ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.7 ทรงเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ กระจายอำนาจให้ประชาชน ข้าราชการบริพาร และขุนนางทั้งหลายอยู่แล้ว แต่เกิดการยึดอำนาจไปจากพระองค์เสียก่อน หลังจากนั้นคณะราษฎรก็เป็นผู้กำหนดระบอบการปกครองที่ใช้อยู่สืบเนื่องกันมา แต่ยังถวายความจงรักภักดี เทิดทูน และยกสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นสถาบันหลักของชาติ จึงเกิดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ศาลรัฐธรรมนูญใช้ตุลาการ 4 คนอ่านคำวินิจฉัย “คดีล้มล้างการปกครอง” เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 67 โดยใช้เวลาราว 45 นาที

ทนายความวัย 50 ปี ยังย้อนไปหยิบยกคำวินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่ให้คำจำกัดความการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขว่า “เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย” ดังนั้นทฤษฎีจากชาติอื่นที่หลายคนกล่าวอ้างว่าเป็นสากล หลายอย่างจึงไม่สามารถนำมาใช้ได้ในระบอบการเมืองการปกครองของไทย เพราะนิติประเพณีที่หล่อหลอมขึ้นมา

ขณะที่ รศ.ดร.มุนินทร์ ชี้ว่า การจะวินิจฉัยว่ากระทำผิดตามมาตรา 49 หรือไม่ ต้องอธิบายให้เข้าองค์ประกอบว่า การกระทำไหนของผู้ถูกร้องเป็นการล้มล้างการปกครอง ถ้าดูพยานหลักฐานที่ศาลรับฟัง ประกอบด้วย ข้อเท็จจริง และเหตุการณ์ โดยเหตุการณ์หลักคือการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 แต่ลำพังการเสนอร่างกฎหมายมันชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติ ศาลจึงต้องอ้างอิงพฤติการณ์คนอื่นหรือกลุ่มบุคคลอื่น เช่น การเป็นนายประกันให้ผู้ต้องหา/จำเลยคดี 112 หรือตกเป็นจำเลยคดี 112 เสียเอง ดังนั้นด้วยพฤติการณ์และข้อเท็จจริงยังไม่ค่อยมีน้ำหนักทางกฎหมายที่จะทำให้เป็นการกระทำล้มล้างการปกครอง จึงพยายามใช้คำหรือภาษาที่มีส่วนปลุกเร้าให้คนรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่เข้าองค์ประกอบ

“การสั่นคลอนคติรากฐาน พออ่านถ้อยคำแล้วมันมีความรุนแรงในความรู้สึกของคนที่จงรักภักดีต่อสถาบันฯ รู้สึกว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แต่การกระทำที่รุนแรงในความรู้สึก มันใช่การกระทำผิดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่เป็นอีกเรื่อง” รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าว

นอกจากใช้ภาษาสื่อให้เห็นความร้ายแรงของเรื่อง รศ.ดร.มุนินทร์ มองว่า ศาลต้องการบอกว่าการกระทำที่ดูไม่มีน้ำหนัก แต่ถ้าค่อย ๆ กร่อนเซาะไปเรื่อย ๆ สั่นคลอนไปเรื่อย ๆ จะนำไปสู่การล้มล้างได้ในอนาคต ทว่าในความเห็นของเขา การล้มล้างต้องมุ่งหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที หรือโดยใช้กำลัง

2. “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย”

คำว่า “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” ปรากฏครั้งแรกในคำวินิจฉัย “คดียุบไทยรักษาชาติ” เมื่อ 7 มี.ค. 2562 จากกรณีเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค เมื่อ 8 ก.พ. 2562

คำ ๆ นี้ปรากฏอีกครั้งในคำวินิจฉัย “คดีทะลุเพดาน” เมื่อ 10 พ.ย. 2564 จากการชุมนุมของกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ที่ มธ.ศูนย์รังสิต เมื่อ 10 ส.ค. 2563 โดยแกนนำได้ประกาศ 10 ข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ จนนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่นักวิชาการเรียกขานว่า “ทะลุเพดาน”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แกนนำพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้าร่วมกิจกรรม “ยืน หยุด ขัง” จัดโดยกลุ่มทะลุฟ้าและแนวร่วม เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่เมื่อ 23 ม.ค. 2566 โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นำกรณีนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการบรรยายพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องด้วย

ล่าสุด ถ้อยคำเดียวกันนี้กลับมาปรากฏในคำวินิจฉัย “คดีล้มล้างการปกครอง” เมื่อ 31 ม.ค. 2567 ว่า การเสนอแก้ไขมาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง “มีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเหตุให้ชำรุดทรุดโทรมเสื่อมทรามหรืออ่อนแอลง นำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด”

ธีรยุทธ คาดว่า โดยรากฐานน่าจะใช้ความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี 2554 เป็นหลัก นำความหมายพจนานุกรมเป็นตัวตั้ง แล้วค่อยดูพฤติกรรมต่อไปว่าผู้ถูกร้องมีลักษณะ “เซาะกร่อน” หรือไม่

  • เซาะ หมายถึง ทำให้กร่อน หรือร่อยหรอเข้าไปทีละน้อย
  • กร่อน หมายถึง หมดไปสิ้นไปทีละน้อย, ร่อยหรอ, สึกหรอ

“ถ้ามองภาพก็เหมือนกับน้ำหยดลงหิน ค่อย ๆ กร่อนหินไปทีละเล็กละน้อย ซึ่งต่างจากลักษณะการใช้กำลังทางกายภาพ ใช้อาวุธ อันนั้นจะใช้คำว่า ‘ประหัตประหาร’ หรือหักล้างลงในทันที” ธีรยุทธขยายความ

สำหรับพฤติการณ์ที่แสดงออกถึงการ “เซาะกร่อน” ธีรยุทธ ระบุว่า ไม่ได้จำเพาะเจาะจงไปที่ตัว พิธา-ก้าวไกล เท่านั้น แต่อาจเกิดจากการกระทำของหลายคนหลายกลุ่ม ศาลจึงใช้คำว่า “ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นขบวนการ” ใช้หลายพฤติการณ์ ทั้งการชุมนุม การจัดกิจกรรม การรณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร การใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ฯลฯ

ด้าน รศ.ดร.มุนินทร์ เห็นว่า “เซาะกร่อน” เป็นการพูดถึงเจตนา แต่เจตนานั้นต้องสัมพันธ์กับการกระทำ ต้องเริ่มต้นจากการกระทำที่ชัดเจนก่อนว่า 1. การกระทำที่บอกว่าล้มล้างมันกว้างแคบแค่ไหน 2. ถ้ามีการกระทำแล้วถึงไปดูเจตนาว่าเขามีเจตนาทำแบบนั้นหรือเปล่า ปัญหาคือยังไม่เห็นนิยามการกระทำที่ชัดเจน แต่ศาลพูดถึงการกระทำแล้ว

“ผมเข้าใจว่าศาลตีความขยายคำว่า ‘ล้มล้าง’ ไปถึงการค่อย ๆ เซาะกร่อนบ่อนทำลาย ค่อย ๆ ทำให้มันกร่อนไปเรื่อย ๆ ซึ่งใช้ระยะเวลายาวนานจนกระทั่งล่มสลายไป แต่ไม่ได้บอกว่าคือการกระทำอะไรบ้าง”

ในทัศนะของอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. การกระทำที่ศาลหยิบยกมา “เป็นการกระทำที่เบาบางมาก” และ “เป็นความเข้าใจของศาลเอง” เพราะยังไม่รู้ว่าการแก้มาตรา 112 จริง ๆ แล้วอาจเป็นความปรารถนาดีที่ต้องการให้สถาบันฯ มีความมั่นคงมากขึ้นก็ได้ แต่เป็นการคาดการณ์ของศาลว่าการกระทำที่ศาลบอกว่าเซาะกร่อน มันจะนำไปสู่การล้มล้าง

เช่นเดียวกับการหยิบยกพฤติการณ์ที่มี สส. ถูกพิพากษาโดยศาลชั้นต้นว่าทำผิดกฎหมาย แต่เขายังมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา ซึ่งตามหลักต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

“การไปเอาการกระทำที่ยังไม่เห็นผลชัดเจนว่าสุดท้ายจะนำไปสู่อะไร มาบอกว่ามันคือการล้มล้างแล้ว ผมว่ามันไม่ถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์ สุดท้ายก็ไปสัมพันธ์กับที่ศาลอ่านว่า ถ้าศาลไม่หยุด จะนำไปสู่การล้มล้าง แสดงว่ายังไม่มีใครเห็นชัดเจน ณ เวลาที่กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาว่าผลเป็นอย่างไรกันแน่” นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ตั้งข้อสังเกต

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 6 ปี ไอซ์-รักชนก สส.กทม. จากข้อหามาตรา 112 แต่ให้ประกันตัว เมื่อ 13 ธ.ค. 2566 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เอ่ยถึงชื่อเธอในระหว่างอ่านคำวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครองด้วย

3. ระดับการ “ล้มล้าง” กับ “เจตนาโดยซ่อนเร้น”

หากพิจารณาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญใน 3 คดี จะพบว่า มีการให้น้ำหนักและจัดระดับของพฤติการณ์ที่เข้าข่าย “ล้มล้างการปกครอง” แตกต่างกันไป

  • คดียุบไทยรักษาชาติ: "เป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ‘ยังไม่ถึงขนาดมีเจตนา’ จะล้มล้างการปกครอง"
  • คดีก้าวไกลล้มล้างการปกครอง: “หากยังปล่อยให้ผู้ถูกร้องทั้งสองกระทำการดังกล่าวต่อไป ‘ย่อมไม่ไกลเกินเหตุ’ ที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ”
  • คดีทะลุเพดาน: “เป็นการกระทำที่มีเจตนาทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ‘โดยชัดแจ้ง’ เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ”

อาจารย์มุนินทร์ คิดว่า “อาจมีความสับสน” และ “อาจเป็นประโยชน์น้อยมาก” ในการพยายามทำความเข้าใจคำอธิบายของศาลรัฐธรรมนูญใน 3 คดีนี้อย่างเป็นระบบ เพราะแต่ละคดีไม่ชัดเจนในตัวมันเอง ซึ่งหลักในการวินิจฉัยการกระทำความผิดแต่ละมาตราต้องนิยามให้ชัดเจนว่าคือการกระทำอะไร และเจตนาที่จะนิยามต่อไปต้องสัมพันธ์กับการกระทำที่นิยามไว้ แต่บางคดีศาลให้น้ำหนักกับเจตนา บางคดีให้น้ำหนักกับการกระทำ

อย่างคดี พิธา-ก้าวไกล ศาลใช้คำว่า “ย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง” จริง ๆ แล้วเป็นปัญหาเรื่องการกระทำ ไม่ใช่เจตนา เหมือนกับศาลมองว่าถึงแม้ยังไม่ใช่การล้มล้าง ณ เวลา นี้ แต่ศาลเชื่อว่ามันน่าจะ อาจจะ นำไปสู่การล้มล้าง “แสดงว่าการกระทำที่ศาลคาดคะเนได้ว่าอาจจะนำไปสู่การล้มล้าง ก็ถือเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองแล้ว”

นักนิติศาสตร์จาก มธ. ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากมากที่จะพยายามทำความเข้าใจว่าศาลแบ่งกลุ่มเจตนาอย่างไร เพราะคำวินิจฉัยของศาลไทยไม่เหมือนคำพิพากษาของศาลอังกฤษที่มีการกำหนดถ้อยคำไว้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำแบบนี้ มีเงื่อนไขแบบนี้ และชี้ให้เห็นความแตกต่างได้

  • ไทยใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) มักใช้ถ้อยคำที่กฎหมายเขียนไว้เป็นความชอบธรรมในตัวเอง โดยไม่พยายามให้นิยามถ้อยคำลายลักษณ์อักษรที่มีความคลุมเครือ หรืออธิบายว่าการกระทำที่เขียนไว้มีองค์ประกอบอย่างไร เพื่อให้เกิดความหมายชัดเจน
  • อังกฤษใช้ระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือระบบจารีตประเพณี (Common Law) ให้ความสำคัญกับการให้นิยามหรือให้องค์ประกอบอย่างชัดเจน ด้วยความที่ศาลเป็นคนสร้างกฎ จึงมีความระมัดระวังมาก เพราะเกรงว่าถ้าวางหลักโดยไม่มีขอบเขตหรือองค์ประกอบที่ชัดเจน จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนในระบบกฎหมาย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ “ตะวัน” ผู้ต้องหาคดี 112 ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่สำนักงาน กกต. ในวันที่ “นักร้องเรียน” นำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไปยื่นคำร้องต่อ กกต. ขอให้พิจารณายุบพรรคก้าวไกล เมื่อ 1 ก.พ. 67

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุถึง “เจตนาโดยซ่อนเร้น” ของชาวก้าวไกล คือตัวอย่างคำที่ รศ.ดร.มุนินทร์ คิดว่า “เป็นปัญหามาก” สวนทางกับมุมมองของ ธีรยุทธ ที่บอกว่า นี่คือคำสำคัญที่ทำให้คำวินิจฉัยคดีนี้ “สวยงามมาก”

ในฐานะครูสอนกฎหมาย-สอนเรื่องเจตนาให้แก่นักศึกษาในชั้นปีแรก ๆ รศ.ดร.มุนินทร์ อธิบายว่า บุคคลจะผูกพันเฉพาะเจตนาที่แสดงออก นั่นคือเวลาเราพูด-เขียน แล้วคนอื่นทำความเข้าใจสิ่งที่เราพูด-เขียน ก็จะถือเอาเจตนาของเราผ่านสิ่งที่คนอื่นรับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัส ส่วนความรู้สึกในใจว่าเราคิดอย่างไร ไม่มีทางรู้ได้ ดังนั้นหลักกฎหมายทั่วไปชัดเจนมากว่า ถือเจตนาของคนจากการกระทำ จากสิ่งที่แสดงออกอย่างชัดเจนจากการสื่อ โดยการพูด-เขียน-พฤติการณ์ที่แสดงออก

ส่วนเจตนาซ่อนเร้นเป็นเรื่องคลุมเครือ เป็นการคาดเดา มันไม่ควรมีใครสามารถบอกได้ว่าคนนั้นรู้ว่าเจตนาซ่อนเร้นจริง ๆ คืออะไร เว้นแต่เจ้าตัวจะเปิดเผยเอง

“แล้วเราจะมาเอาผิดคนจากการคาดเดาได้หรือ มันไม่ได้ มันมีแต่คนที่มีญาณวิเศษ supernatural power ซึ่งมันพิสูจน์ในศาลได้หรือครับ พิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ได้หรือครับ เราเลยถือเอาเฉพาะเจตนาพฤติการณ์ที่แสดงออกไป ดังนั้น ‘เจตนาซ่อนเร้น’ เป็นถ้อยคำที่มีปัญหา ทำให้เกิดคำถามว่าศาลไปล่วงรู้เจตนาซ่อนเร้นของเขาได้ยังไง มีพยานหลักฐานไหม” รองศาสตราจารย์แห่งคณะนิติศาสตร์ มธ. ตั้งคำถาม

ด้านชายเจ้าของสมญา “นักร้อง(เรียน)” ชี้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นการตีความการกระทำจากเจตนา โดยใช้กฎหมายอาญามาเทียบเคียง ซึ่งเจตนาแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ 1. มุ่งผลโดยตรงให้มันเกิด หรือ 2. เล็งเห็นผลว่าจะเกิด ในกรณีของ พิธา-ก้าวไกล ศาลอธิบายว่าสิ่งที่ทำมี “เจตนาซ่อนเร้น” ในการเสนอร่างกฎหมาย และอาศัยกระบวนการนิติบัญญัติเพื่อสร้างความชอบธรรม และยังรณรงค์หาเสียงด้วยนโยบายแก้ไขมาตรา 112

“ศาลท่านใช้คำว่า ‘หากประชาชนทั่วไปซึ่งไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของผู้ถูกร้องทั้งสองอาจหลงตามกับความคิดเห็นที่แสดงออกผ่านการเสนอร่างกฎหมายและนโยบายของพรรค’ จึงมีมติเอกฉันท์ เพราะต้องการเปิดเจตนาอันซ่อนเร้นนี้ให้สังคมทราบ และทำความเข้าใจกับประชาชน 14 ล้านเสียงที่ไปสนับสนุนเขา นี่คือคำสำคัญในคำร้องของผมและคำวินิจฉัยศาล ถ้าอ่านบริบททั้งหมดจะพบว่าคำวินิจฉัยสวยงามมาก เรียงคำให้คนจินตนาการตามได้ ให้เห็นภาพตามได้” ธีรยุทธ กล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม

4. พระมหากษัตริย์ทรง “อยู่เหนือการเมือง”

ในขณะที่พรรค ก.ก. เห็นว่า มีกลุ่มก้อนต่าง ๆ นำสถาบันฯ มาโจมตีอีกฝ่าย จึงต้องการป้องกันด้วยการเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 112 แต่ศาลรัฐธรรมนูญมองว่า ก้าวไกลเป็นคน “นำสถาบันฯ ลงมาเพื่อหวังผลคะแนนเสียงทางการเมือง” และขัดต่อหลักการที่ว่า “พระมหากษัตริย์ต้องดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมือง

ทว่าถ้าย้อนดูการทำกิจกรรมการเมืองในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่าง ๆ อาทิ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หรือพรรคไทยภักดี (ทภด.) ซึ่งได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ หรือร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีในระหว่างเปิดตัวผู้สมัคร สส. จะถือเป็นการดึงสถาบันฯ มาใช้หาเสียงด้วยหรือไม่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรครวมไทยสร้างชาติจัดขึ้นภายใต้ชื่อ “อย่าให้ลุงตู่สู้คนเดียว” เมื่อ 12 พ.ค. 2566

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ธีรยุทธ อธิบายแทนว่า การนำสถาบันฯ มาใช้ประโยชน์เพื่อชัยชนะทางการเมือง “ต้องถึงขั้นเอาท่านมาแล้วอ้างว่ารับใช้ใกล้ชิด พวกคุณไม่ได้ใกล้ชิดแบบผม ผมไปทำโน่นนี่มา ส่วนการพูดว่าปกป้องสถาบันฯ ทุกพรรคทำกันหมด แม้แต่ก้าวไกลจะจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองในกฎหมายไทยได้ก็ต้องเขียนเรื่องการพิทักษ์สถาบันฯ ไว้”

ในสายตาของทนายความอดีตพระพุทธะอิสระผู้นี้ เขาไม่เห็นว่ามีพรรคการเมืองไหน “อวย” หรือ “โหน” เพราะเป็นประเพณีปฏิบัติ ตั้งแต่สมัยที่เขายังเด็ก ก็จะมีมหรสพที่เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนแสดง

“ถ้าจะพูดถึงพระองค์ท่านก็พูดถึงในสิ่งดี ๆ อย่างนี้ถือเป็นประเพณีของเรา”

“ผมไม่เห็นว่าเขาโหนเลย เขาแค่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายล้มล้างการปกครอง จึงชูนโยบายปกป้อง เชิดชู พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของปวงชนชาวไทยเลย การรณรงค์ว่าจะทำหน้าที่นี้ถือเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ”

ขณะที่ รศ.ดร.มุนินทร์ ชวนกลับมาพิจารณาที่หลัก โดยเห็นว่า การตีความว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ คือการดึงสถาบันฯ ลงมาอยู่ในการเมือง เป็น “วิธีคิดที่ผิดตั้งแต่แรก” ถึงแม้ไม่แก้รัฐธรรมนูญในหมวดที่เกี่ยวกับสถานะพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ก็ปรากฏอยู่ในกฎหมายในลำดับชั้น พ.ร.บ. อีกมากมายหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายเหล่านั้นและกฎหมายอื่น ๆ ทุกฉบับต้องสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ตามกาลสมัย โดยเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านสภา

ถ้าตีความว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ แตะต้องไม่ได้เลย ก็แปลว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, ข้าราชการในพระองค์, หน่วยถวายความปลอดภัย ก็ไปแตะต้องไม่ได้เลยเหมือนกัน

หรือถ้าตีความว่าแตะต้องได้ แต่ต้องไปในทางเพิ่มโทษอย่างเดียว เพิ่มประโยชน์อย่างเดียว จึงจะทำให้สถาบันฯ เข้มแข็ง ก็เป็น “สมมติฐานที่ผิด” และไม่จริงเสมอไป เพราะในทางอาญา การควบคุมการกระทำ การเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายอาญา ไม่จำเป็นต้องเพิ่มโทษรุนแรงเสมอไป จึงมีความพยายามเปลี่ยนโทษจำคุก ทำให้กลายเป็นโทษปรับพินัย หรือพยายามไม่ให้คนติดคุกพร่ำเพรื่อ เหล่านี้เป็นมาตรการที่ผ่านการศึกษามาอย่างดีแล้ว บางเรื่องมีมาตรการอื่นที่ทำให้บรรลุเป้าหมายอาญา/อาชญวิทยา เรื่องเหล่านี้สภาต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้กฎหมายบรรลุเป้าหมายได้ดีที่สุดในสถานการณ์ที่สังคมเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

“ผมไม่คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญควรมีอำนาจในการตัดตอนกระบวนการที่คนในสังคมจำนวนมากจะได้ถกเถียงกัน ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความเห็น สส. ได้พิจารณา ผมว่ามันเป็นการคิดแทนประชาชนที่เขาควรได้คิด ได้ถกเถียงกันในเรื่องนี้” นักกฎหมายสำนักธรรมศาสตร์กล่าว

ที่มาของภาพ, Munin Pongsapan

คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.มุนินทร์ พูดถึงตำรากฎหมายว่า “หลักการมันถูกต้องอยู่เสมอ ผมว่ามันเป็นปัญหาของคนที่ปรับใช้หลักการมากกว่า”

5. “กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบ”

ในช่วงท้าย ศาลสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง เลิกกระทำการ เลิกแสดงความคิดเห็น-พูด-เขียน-โฆษณา-สื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิกมาตรา 112 และไม่ให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ด้วย “วิธีการซึ่งไม่ใช่กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย”

เฉพาะท่อนนี้ ก่อให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย ครูสอนกฎหมาย-หมอความ คิดเห็นอย่างไร

1. คำสั่งนี้มีผลบังคับเฉพาะกับ พิธา-ก้าวไกล หรือมีผลต่อทุกคน?

มุนินทร์: ในทางกฎหมายเป็นการสั่งห้ามเฉพาะคู่ความที่ถูกร้อง แต่คำวินิจฉัยมีผลโดยอ้อมที่ทำให้องค์กรรัฐอื่น ๆ ต้องมาศึกษาทำความเข้าใจวิธีคิดและทัศนคติของศาลที่มีต่อองค์ประกอบอื่น ๆ เขาจะได้กำหนดท่าทีได้ถูกเพื่อไม่ให้เดินไปในเส้นทางเดียวกับพรรค ก.ก. นั่นคือผลโดยปริยาย ถ้าดูการวินิจฉัยแต่ละคดี ศาลได้อ้างอิงคำวินิจฉัยก่อน แสดงว่าต่อให้คดีนั้นตั้งใจห้ามหรือส่งผลต่อผู้ถูกร้อง แต่ศาลก็ได้หยิบหลักการคำอธิบายมาใช้ในคดีที่เกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ธีรยุทธ: แม้ผู้ถูกร้องมี 2 คน แต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันไปถึงนักการเมืองทุกคนทุกพรรค ถือว่าศาลได้วางบรรทัดฐานแล้ว ดังนั้นถ้าจะมีนโยบายแก้ไขหรือเสนอร่างกฎหมายใด ก็ต้องดูแนวบรรทัดฐานนี้ด้วย

2. คำว่า “กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบ” มีความหมายว่าอะไร?

มุนินทร์: ถ้าจบที่กระบวนการนิติบัญญัติ ก็เข้าใจได้ว่าถ้าเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 ผ่านกระบวนการรัฐสภา โอเค แต่พอใส่คำว่า “โดยชอบ” แปลว่าอะไร แล้วใครเป็นคนตัดสิน สุดท้ายก็เป็นศาลรัฐธรรมนูญนั่นแหละว่าศาลจะชอบหรือไม่ชอบ หรือศาลจะเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบโดยกฎหมาย อะไรคือเกณฑ์บอกว่าชอบหรือไม่ สิ่งที่ สส. เสนอต่อให้ผ่านสภาแล้ว ก็อาจมีคนไปยื่นเรื่องและศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าชอบหรือไม่ชอบได้อีก การวางหลักแบบนี้ ถามว่าทำให้คนเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตัวเองไหม ไม่ เราเรียนรู้อะไรจากหลักที่วางไว้ ไม่

ธีรยุทธ: คำว่าโดยชอบ ก็คือกระบวนการทางนิติบัญญัติที่มีในรัฐธรรมนูญ ถ้าจะแก้ไขมาตรา 112 แบบที่ก้าวไกลทำมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ย้ายออกจากหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, กำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถูกฟ้องพิสูจน์ความจริง, ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเท่านั้น “ศาลบอกแล้วว่าไม่ชอบ แต่ไม่ได้ปิดตายว่าไม่ให้แก้ไข ถ้าอยากจะทำ ก็ให้ทำในทางตรงกันข้ามกับที่ก้าวไกลทำ” ง่าย ๆ แบบนี้ จบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, “2 นักร้อง” - ธีรยุทธ กับ สนธิญาณ สวัสดี เจอกันขณะเดินทางไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อ 2 ก.พ. เพื่อขอให้ตรวจสอบ 44 สส.ก้าวไกล ที่ร่วมเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ว่าเข้าข่ายกระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมฯ หรือไม่