เรากำลังเดินหน้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ หรือเป็นเพียงความหวาดกลัวที่เกินจริง ?

A treated image of an Iranian woman in black hijab and black clothes, putting her hands up in despair, with a red background alongside imposed images of explosions in a building and missiles in the air

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, อาห์เมน คาวาจา จากทีมข่าวโกลบอลของบีบีซี
    • Author, พอดแคสต์เดอะโกลบอลสตอรี (The Global Story)
    • Role, บีบีซีเวิล์ดเซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

เป็นเวลามากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว นับตั้งแต่ที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านเปิดฉากขึ้น ตอนนี้มีความกังวลว่าความขัดแย้งปัจจุบันในตะวันออกกลางอาจขยายตัวกลายเป็นสถานการณ์ที่ใหญ่กว่าเดิม

สงครามครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่ออิหร่าน แต่ยังรวมถึงอีกหลายสิบประเทศ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก บาห์เรน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย โอมาน อาเซอร์ไบจาน พื้นที่เขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ไซปรัส ซีเรีย กาตาร์ และเลบานอน

ขณะนี้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ความขัดแย้งในปัจจุบันอาจลุกลามจากระดับภูมิภาค ไปสู่สงครามโลกเต็มรูปแบบได้หรือไม่

เมื่อใดที่สงครามจะกลายเป็นสงครามโลก

"ผู้คนมักคิดไปว่าสงครามเป็นสิ่งที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี และคนที่ไปรบก็ตระหนักรู้ดีว่าพวกเขาทำอะไรอยู่" มาร์กาเร็ต แมคมิลแลน ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวในพอดแคสต์รายการ เดอะ โกลบอล สตอรี (The Global Story)

"อันที่จริง ถ้าคุณย้อนกลับไปมองสงครามในอดีต... สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง... หลาย ๆ อย่างที่จุดชนวนให้มันเริ่มต้นขึ้นกลับเป็นอุบัติเหตุ และผู้คนก็ประเมินฝ่ายตรงข้ามผิดพลาด" ศ.แมคมิลแลน กล่าว

"ลองคิดว่าบางครั้งมันก็เหมือนกับการทะเลาะกันหลังโรงเรียนนั่นแหละ"

ศ.แมคมิลแลน กล่าวว่า เหตุลอบปลงพระชนม์พระนัดดาของจักรพรรดิฟรันซ์ โยเซฟ แห่งออสเตรีย-ฮังการี หรืออาร์ชดยุกฟรันซ์ เฟอร์ดินานด์ เป็นชนวนที่จุดให้เกิดห่วงโซ่ของเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งในปี 1914

ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ กลุ่มชาติพันธมิตรได้ดึงยุโรปเข้าสู่ความขัดแย้ง ออสเตรีย-ฮังการีเคลื่อนไหวโจมตีเซอร์เบีย เยอรมนีหนุนหลังออสเตรีย รัสเซียระดมกำลังสนับสนุนเซอร์เบีย ฝรั่งเศสสนับสนุนรัสเซีย และสหราชอาณาจักรเข้าร่วมสงครามทั้งด้วยเหตุผลด้านเกียรติยศและยุทธศาสตร์

เธอกล่าวว่าสิ่งที่ตามมาจึงกลายเป็นหายนะระดับโลก

Fire and smoke rise into the sky after an Israeli attack on the Shahran oil depot on June 15, 2025 in Tehran

ที่มาของภาพ, Stringer/Getty Images

คำบรรยายภาพ, สหรัฐฯ และอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงแหล่งน้ำมันและก๊าซของอิหร่านด้วย

โจ ไมโอโล ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน ให้คำนิยาม "สงครามโลก" ว่าคือสงครามเต็มรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับมหาอำนาจทั้งหมด

"ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นั่นหมายถึงจักรวรรดิยุโรป ส่วนในสงครามโลกครั้งที่สองนั้นรวมถึงสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน" เขากล่าวกับบีบีซี

หลายคนอาจมองว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ณ ปัจจุบันยังคงอยู่แค่ในระดับภูมิภาคเป็นหลัก ทว่าเงื่อนไขสู่การบานปลายของสถานการณ์ได้ก่อตัวขึ้นแล้วหรือไม่

ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซี เมื่อเดือน ก.พ. โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขาเชื่อว่าวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้เริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สามไปแล้ว และทางออกเดียวคือการใช้แรงกดดันทั้งทางทหารและเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นเพื่อบีบให้รัฐบาลรัสเซียถอย

"ผมเชื่อว่าปูตินได้เริ่มมันไปแล้ว คำถามคือเขาจะสามารถยึดครองดินแดนได้มากแค่ไหน และจะหยุดเขาได้อย่างไร… รัสเซียต้องการกำหนดวิถีชีวิตแบบใหม่ให้กับโลก และเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ผู้คนเลือกไว้ด้วยตัวเอง" เขากล่าว

A displaced baby sleeps inside a tent at a parking lot in Beirut's waterfront area, on March 22, 2026.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน ในเลบานอนต้องพลัดพรากจากบ้านตัวเอง อันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อทั่วทั้งภูมิภาค

ดังนั้น อะไรคือความเสี่ยงที่จะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สาม

"ฉันคิดว่าประเทศที่น่าจะยกระดับมันอาจจะเป็นอิหร่าน หรือพันธมิตรของอิหร่าน เช่น กลุ่มฮูตีในเยเมน" ศ.แมคมิลแลน กล่าว

นักวิชาการจากออกซ์ฟอร์ดกล่าวว่าการกระทำที่อิหร่านอาจทำ เช่น การโจมตีเส้นทางการเดินเรือ หรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลกระทบในระดับโลก เนื่องจากทำให้อุปทานพลังงานหยุดชะงักและดึงมหาอำนาจต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

เธอเสริมว่าการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพราะประเทศอื่น ๆ แม้จะไม่ได้เข้าร่วมโดยตรงแต่ก็ได้รับผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและในเชิงยุทธศาสตร์

เธอกล่าวด้วยว่ายังมีความเสี่ยงอีกประการหนึ่ง คือ ความขัดแย้งในภูมิภาคหนึ่งอาจเปิดโอกาสให้เกิดความเคลื่อนไหวในพื้นที่อื่น

ศ.แมคมิลแลน ยกตัวอย่างจีน เธอมองว่าจีนอาจประเมินว่าโลกตะวันตกที่กำลังสูญเสียความสนใจต่อสถานการณ์อื่นอยู่นั้นเป็นจังหวะสำหรับจีนเองในการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับไต้หวัน หรือรัสเซียอาจเร่งปฏิบัติการในยูเครนให้เข้มข้นขึ้น ในขณะที่ความสนใจของโลกถูกเบี่ยงเบนไปที่อื่น

"มีความเป็นไปได้เสมอที่ความขัดแย้งจะลุกลามออกนอกภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศอื่น ๆ ที่อยู่นอกพื้นที่อาจมองเห็นโอกาสจากสถานการณ์นั้น เนื่องจากมหาอำนาจกำลังถูกดึงความสนใจไป และอาจไม่สามารถขัดขวางสิ่งที่พวกเขาต้องการทำได้" ศ.แมคมิลแลนกล่าว

ด้าน ศ.ไมโอโล จากคิงส์คอลเลจลอนดอน เชื่อว่าความขัดแย้งนี้จะยังคงอยู่ในระดับภูมิภาค และอาจดึงให้ประเทศในคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือจีซีซี (Gulf Cooperation Council countries - GCC) ซึ่งรวมถึงซาอุดีอาระเบียด้วย แต่เขาไม่เห็นว่าจีนและรัสเซียจะถูกดึงเข้าสู่สงครามนี้

"แนวคิดที่ว่าเมื่อมีบางอย่างเกิดขึ้นในโลก แล้วจีนจะฉวยโอกาสเคลื่อนไหวต่อไต้หวันนั้น… เป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง"

"แต่หากพูดถึงสงครามโลก หรือสงครามโลกครั้งที่สาม ผมไม่คิดว่าจีนหรือรัสเซียมีแนวโน้มจะเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงเลย และสำหรับยุโรป โอกาสนั้นยิ่งน้อยลงไปอีก"

นักวิชาการจากคิงส์คอลเลจเชื่อว่าจีนมีแผนทางการทูตอื่น ๆ ในการรับมือกับประธานาธิบดีทรัมป์ โดยกล่าวว่า "เมื่อคู่แข่งของคุณกำลังก่อความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ก็ปล่อยให้เขาทำต่อไป"

เช่นนั้น การไม่เข้าไปมีส่วนร่วมทางการทูตของจีนทั้งที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวนจะเป็นประโยชน์กับจีนหรือไม่

ศ.ไมโอโลมองว่านั่นเป็นราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่าย เขาบอกว่า "ในลำดับขั้นของผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า การที่สหรัฐฯ ติดพันอยู่กับตะวันออกกลางนั้นถือว่าสำคัญต่อจีนมากกว่าเรื่องแหล่งน้ำมันของตัวเอง"

บทบาทของเหล่าผู้นำ

Russian President Vladimir Putin and Iranian President Masoud Pezeshkian sign a strategic partnership treaty during a ceremony following their talks at the Kremlin in Moscow on January 17, 2025.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แม้ว่ารัสเซียจะตอกย้ำความร่วมมือกับอิหร่าน แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้รัสเซียต้องเข้าแทรกแซงหรือให้ความช่วยเหลือทางทหารเมื่ออิหร่านถูกโจมตี

ศ.แมคมิลแลน กล่าวว่าประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าสงครามมักถูกจุดชนวนจากความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี ความรู้สึกเรื่องเกียรติยศ หรือความหวาดกลัวต่อฝ่ายตรงข้าม

เธอยังชี้ว่าประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นเช่นกันว่า ผู้นำแต่ละคนสามารถกำหนดทิศทางของเหตุการณ์ได้

"นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ฌอร์ฌ กลีม็องโซ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เคยกล่าวไว้ว่าการสร้างสันติภาพนั้นยากกว่าการทำสงคราม"

ตามความเห็นของ ศ.แมคมิลแลน มักมีเหตุผลโต้แย้งว่าเมื่อมีการสูญเสียหรือการเสียสละครั้งใหญ่เกิดขึ้น ผู้นำก็มักตัดสินใจว่าจำเป็นต้อง "เดินหน้าต่อเพื่อให้ชนะสงคราม"

เธอกล่าวว่า ความหยิ่งในศักดิ์ศรีอาจเป็นปัจจัยหนึ่งสำหรับผู้นำ โดยยกตัวอย่างวลาดิเมียร์ ปูติน ว่า "เขาได้ตัดสินใจผิดพลาดอย่างชัดเจนในการพยายามบุกยูเครน"

ศ.แมคมิลแลน กล่าวว่าไม่นานหลังจากการเปิดฉากการรุกรานครั้งใหญ่เต็มรูปแบบเมื่อสี่ปีก่อน วลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวว่า เป้าหมายของเขาคือการ "ปลดอาวุธทางทหาร" และ "ขจัดนาซี" ในยูเครน แต่รัสเซียระบุว่าวัตถุประสงค์ทางทหารในยูเครนยังไม่บรรลุผล

กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรประเมินว่ารัสเซียมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตรวมประมาณ 1.25 ล้านคน ซึ่งเชื่อว่าอาจต่ำกว่าความเป็นจริง และยังสูงกว่าตัวเลขความสูญเสียทั้งหมดของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตามการเปิดเผยของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกองทัพของสหราชอาณาจักร

ศ.แมคมิลแลนเสริมว่า ผู้นำที่ปฏิเสธจะยอมรับความล้มเหลวหรือถอยหลังกลับอาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานและรุนแรงขึ้น

เธอยังกล่าวว่าในอดีต บุคคลอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังคงเดินหน้าทำสงครามต่อ แม้ความพ่ายแพ้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเขาถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ ความหยิ่งทะนง หรือความหลงผิด

การตัดสินใจเช่นนี้อาจทำให้ความขัดแย้งที่จำกัดวง ขยายตัวกลายเป็นสงครามที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง

หนทางสู่การลดระดับความตึงเครียด

Smoke rises from the site of an Israeli airstrike that targeted the Al Lailaki neighbourhood in Beirut's southern suburbs, with the city's international airport visible in the background, on March 4, 2026.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านดำเนินมาแล้วกว่าหนึ่งเดือน

ศ.แมคมิลแลนย้ำว่าการทูตเป็นเงื่อนไขที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการลดระดับของสงครามลง เธอกล่าวว่า "คุณต้องรู้เกี่ยวกับอีกฝ่าย... และคุณต้องพูดคุยใกล้ชิดกับพวกเขา"

เธออธิบายว่าการสนทนาของทุกฝ่ายดีขึ้นในช่วงสุดท้ายของสงครามเย็นและยังมีการเข้ามามีส่วนร่วมของนาโต

"มันมีตัวอย่างมากมายของผู้คนที่พูดว่า เดี๋ยวก่อน นี่มันจะเริ่มบ้าไปแล้ว พวกเขาเข้าใจว่ามันเริ่มจะเปราะบางเกินไป และพวกเขาต้องลดอุณหภูมิลงมา"

การมีอยู่ของอาวุธนิวเคลียร์เป็นปัจจัยที่ถูกนำมาพิจารณาอยู่เสมอในการกำหนดนโยบายลดความตึงเครียด เมื่อมหาอำนาจเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

ศ.ไมโอโล มีความเห็นสอดคล้อง โดยกล่าวว่า "มันจำเป็นต้องมีการยอมรับ… ในเทลอาวีฟ วอชิงตัน และเตหะราน… ว่าพวกเขามาถึงขีดจำกัดของสิ่งที่สามารถบรรลุได้แล้ว"

เขาอธิบายว่าการทำสงครามต่อไปจะไม่สามารถ "นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ [แต่ละฝ่าย] ต้องการ"

"จะต้องมีข้อตกลงบางรูปแบบเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร มีการจัดวางด้านความมั่นคงบางอย่าง รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของอิหร่านในเวทีการเมืองโลก"

ศ.ไมโอโลกล่าวว่ามีเพียงการไกล่เกลี่ยเท่านั้นที่จะช่วยให้มหาอำนาจที่เกี่ยวข้องสามารถนำสงครามไปสู่การหยุดยิง และเปลี่ยนให้เป็นข้อตกลงที่ยั่งยืนมากขึ้น

เนื้อหาบางส่วนของบทความนี้อ้างอิงจากตอนหนึ่งของรายการพอดแคสต์ เดอะ โกลบอล สตอรี (The Global Story)

เรียบเรียงโดย อเล็กซานดรา ฟูเช่