BabyCome: บีบีซี พาเปิดบ้านอุ้มบุญในจอร์เจีย ที่หญิงไทยเผยเป็นสถานที่ลวงรีดไข่

ที่มาของภาพ, Nino Shonia/BBC

คำบรรยายภาพ, บ้านพักหนึ่งในสี่หลังของบริษัท BabyCome ซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยของหญิงไทยที่ไปอุ้มบุญในจอร์เจีย
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม และ นีโน โชเนีย
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เปิดเผยเรื่องราวของหญิงไทยที่สมัครใจไปเป็นแม่อุ้มบุญในประเทศจอร์เจีย แต่สุดท้ายกลับถูกลวงไปขายไข่เพื่อทำเด็กหลอดแก้วโดยกลุ่มนักธุรกิจจีน

มูลนิธิฯ ได้รับการร้องขอจากหญิงไทยคนหนึ่งที่จ่ายเงินไถ่ตัวเองกลับมา ให้ช่วยเพื่อนของเธอที่ยังอยู่ในจอร์เจียอีก 3 คน จนกระทั่งทางมูลนิธิฯ ประสานไปยังอินเตอร์โพลไทย ให้ขอความร่วมมือไปยังตำรวจจอร์เจียช่วยเหลือทั้ง 3 คนออกมาได้ จนกระทั่งได้กลับไทยเมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา

ทว่ายังมีผู้หญิงอีกร่วมร้อยคน ซึ่งส่วนมากเป็นคนไทย ที่ยังอยู่กับบริษัทดังกล่าวในจอร์เจีย

บีบีซีพบว่ากลุ่มหญิงไทยดังกล่าว เข้าไปทำงานภายใต้การดูแลของบริษัทที่มีเจ้าของเป็นชาวจีน โดยจดทะเบียนเป็นโรงแรมและบริษัทดูแลเด็กในชื่อ "BabyCome" ในกรุงทบิลิซี (Tbilisi) เมืองหลวงของจอร์เจีย

บีบีซีพูดคุยกับหญิงไทยคนหนึ่งที่ยังอยู่ในบ้านพักของบริษัทดังกล่าว ว่าสถานการณ์ความเป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นเช่นไร รวมถึง 4 หญิงไทยที่กลับมาประเทศไทยแล้ว ว่าพบเจออะไรบ้างที่นั่น บีบีซีรวบรวมคำตอบของทุกฝ่ายไว้ในรายงานชิ้นนี้

เปิดบ้าน BabyCome บริษัทอุ้มบุญของชาวจีนในจอร์เจีย

ที่มาของภาพ, Nino Shonia/BBC

คำบรรยายภาพ, โรงแรมที่เป็นสถานที่รับรองหญิงไทยขณะที่เพิ่งเดินทางมาถึง ในกรุงทบิลิซี เมืองหลวงของจอร์เจีย

ที่มาของภาพ, Nino Shonia/BBC

คำบรรยายภาพ, ห้องพักภายในโรงแรมที่เป็นสถานที่รับรองแรกเมื่อหญิงไทยไปถึงกรุงทบิลิซี ก่อนที่บริษัทจะพาไปตรวจร่างกายและย้ายเข้าบ้านพักหลังต่าง ๆ

บีบีซีตั้งต้นสำรวจจากพิกัดโรงแรมที่หญิงไทยระบุว่า เป็นสถานที่รับรองจุดแรกเมื่อพวกเธอไปถึงกรุงทบิลิซี ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากอาสนวิหารตรีเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์แห่งทบิลีซี (Holy Trinity Catherdral of Tbilisi)

จนกระทั่งเราได้พบกับนายโจ ชายชาวจีนที่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของบริษัท BabyCome ซึ่งทำธุรกิจอุ้มบุญในจอร์เจีย เขายอมรับว่าเหตุการณ์ที่ตำรวจจอร์เจียเข้ามาพาหญิงไทย 3 รายออกไป เกิดขึ้นในบริษัทของเขาจริง

บีบีซีตรวจสอบพบว่า บริษัทที่จดทะเบียนในชื่อ BabyCome ซึ่งประกอบกิจการในกรุงทบิลิซีของจอร์เจีย มี 2 บริษัท โดยบริษัทหนึ่งจดทะเบียนเป็นโรงแรม และอีกบริษัทจดทะเบียนเป็นศูนย์ดูแลเด็ก โดยมีนางหลี่ จวน ชาวจีน จดทะเบียนเป็นเจ้าของบริษัท

โจ เล่าว่า นางหลี่ หรืออีกชื่อคือ "ซินดี" คือภรรยาเขาเอง ซึ่งเขาใช้ชื่อของเธอในการจดทะเบียนเปิดบริษัทที่ตัวเองทำร่วมกับครอบครัว เขายืนยันว่า บริษัทของเขาทำธุรกิจแม่อุ้มบุญอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ได้ล่อลวงหญิงไทยมารีดไข่ไปขาย

ทั้งนี้ บีบีซีตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่ามีบริษัทอีกแห่งหนึ่งที่ใช้ชื่อ BabyCome เช่นกัน โดยจดทะเบียนเป็นบริษัทให้คำปรึกษาทางการแพทย์ และมีชื่อชาวจีนอีกคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ

ที่มาของภาพ, Nino Shonia/BBC

คำบรรยายภาพ, นายโจ ชายชาวจีนที่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของบริษัท BabyCome ระบุว่าบริษัทนี้จดทะเบียนโดยใช้ชื่อภรรยาของเขา

ที่มาของภาพ, Ministry of Justice of Georgia

คำบรรยายภาพ, เอกสารการจดทะเบียน บริษัท BabyCome Baby Care Center มีนางหลี่ จวน ชาวจีน จดทะเบียนเป็นประธานกรรมการของบริษัท

โจ เปิดเผยอีกว่า ก่อนจะเกิดเรื่อง บริษัทของเขาให้เงินหญิงไทย 500 ดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ก่อนบินมาจอร์เจีย และเมื่อเดินทางมาถึงก็ให้เงินอีก 20,000 บาทไทย แต่เมื่อ 3 หญิงไทยรับเงินไปแล้ว ก็อยากจะกลับไทย ไม่ยอมเป็นแม่อุ้มบุญต่อ โดยที่ไม่เคยเข้ามาบอกกับเขาตรง ๆ แต่โทรเรียกตำรวจจอร์เจียให้เข้ามาช่วยพาออกไป

"หญิง 3 คนนั้น พอพวกเธอได้เงินไป เธอก็ไปคุยกับนายหน้าคนไทย บอกว่าไม่อยากทำงานแล้ว ฉันอยากกลับบ้าน โดยที่ไม่มีเหตุผลอะไร" โจ เปิดเผย เขาบอกว่า ขณะนั้นเขาจัดหาทั้งอาหาร ที่พัก และซิมการ์ด ให้กับ 3 หญิงไทยไปแล้ว

"ตอนพวกเธอจะกลับ พวกเธอไม่เคยมาบอกผมตรง ๆ... พวกเธอวิดีโอคอลหาตำรวจจอร์เจีย บอกว่าให้ช่วยพาออกไปที" เขาระบุ

อย่างไรก็ตาม หญิงไทยสามคนแย้งว่า แม้พวกเธอได้รับเงิน 500 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนบินมาจอร์เจียจริง แต่เมื่อถึงจอร์เจียกลับถูกขอเรียกเงินคืน 200 ดอลลาร์สหรัฐ

เกิดอะไรขึ้นกันแน่ในจอร์เจีย ก่อนตำรวจบุกช่วย 3 หญิงไทย

น.ส.นา (นามสมมุติ) เป็นผู้หญิงคนแรกที่เข้ามาแจ้งเรื่องกับมูลนิธิปวีณาฯ จนกระทั่งตำรวจไทยประสานไปยังตำรวจจอร์เจีย และช่วยเหลือหญิงไทยอีก 3 คนออกมาได้

เธอเล่าย้อนไปว่าตนสมัครใจจะไปเป็นแม่อุ้มบุญในจอร์เจีย หลังติดต่อผ่านนายหน้าคนไทย ซึ่งระบุว่านี่เป็นงานถูกกฎหมายในจอร์เจีย นายหน้าบอกเธอว่าเมื่อตั้งครรภ์จนคลอดลูกให้กับคู่รักชาวต่างชาติสำเร็จ จะได้เงินรวม 500,000 บาท แต่ปรากฏว่าเมื่อไปถึงกรุงทบิลิซี เธอกลับถูกกดดันให้ขายไข่ของตัวเอง

"จังหวะที่เราเข้าไป เราไปเจอคนที่เขากลับจากโรงพยาบาลมา ตอนแรกก็เหมือนร้องไห้เข้ามา เราก็ได้แต่แอบมองเขา มีการแอบฟังที่เขาคุยกันในกลุ่มเพื่อนเขา เราก็เริ่มใจไม่ดี เลยตัดสินใจเข้าไปถามเขาตรง ๆ เขาก็เลยเล่าให้เราฟัง" น.ส.นา เปิดเผยกับบีบีซีไทย

"เหมือนเขาเล่าให้เราฟังไม่หมด แต่ว่าอาศัยสัมผัสแล้วก็ถามคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย ๆ เริ่มรู้ว่าบางคนที่มาคือก็ไม่ได้อุ้มท้อง แต่ว่าจะถูกให้ขายไข่ของตัวเอง" เธอระบุ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นา (นามสมมุติ) หญิงไทยที่เป็นคนเริ่มร้องเรียนเรื่องนี้กับมูลนิธิปวีณาฯ

น.ส.นา บอกว่าเธออยู่ที่นั้นเพียง 4 วัน โดยก่อนออกเดินทางจากประเทศไทย นายหน้าชาวไทยได้บอกเธอว่าจะมีการทำสัญญาที่นั่น และจะได้เจอกับพ่อแม่ของเด็ก แต่เมื่อไปถึงตั้งแต่วันแรก เธอเล่าว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ จึงมีปากเสียงกับบอสชาวจีน เพราะเธอจะขอกลับ แต่เขาขอให้เธอจ่ายเงินชดเชย 50,000 บาท

"วันแรกก็บอกเขาเลยว่าเราจะกลับ นับตั้งแต่วันแรกที่เรารับรู้ข้อมูลคนที่นั่น ก็แจ้งความประสงค์เขาเลยว่าจะกลับ แต่เหมือนเขาก็โวยวายว่าจะไม่ให้กลับ" น.ส.นา ย้อนเล่า

"จริง ๆ ก็ฟังไม่ค่อยออก แต่เขาให้คุยกับคนจีนที่พูดไทยได้ ประมาณว่าเขามีค่าเสียหาย จะไม่ให้กลับ เราก็เลยสอบถามไปว่า ถ้าเราประสงค์ที่จะกลับ เขาจะเรียกยังไง เขาก็บอกว่าประมาณ 50,000 บาท ถ้าเราจะกลับ เราก็บอกไปว่า ถ้าเรามีเงิน 50,000 บาท เราคงไม่มา"

"เราก็เงียบไป เขาก็ไม่ยอม เข้ามาจะขอมือถือ ไม่ให้เราใช้มือถือ เราก็พูดกับเขาว่า ถ้ายึด เราไม่ยอม ถ้าจะยึดจริง ๆ เราจะกระโดดจากชั้นสองลงไป" น.ส.นา เล่าว่าคำขู่ดังกล่าวทำให้เธอยังมีโทรศัพท์ติดตัว และสามารถเก็บตัวอยู่แต่ในห้องพักของตนเองตลอด 4 วันที่อยู่ในจอร์เจียได้ จนกระทั่งครอบครัวสามารถหาเงินมาจ่ายบอสชาวจีนเพื่อไถ่ตัวได้ในที่สุด

ที่มาของภาพ, Nino Shonia/BBC

คำบรรยายภาพ, ห้องนั่งเล่นภายในบ้านพักหญิงอุ้มบุญในกรุงทบิลิซี ที่นางหลี่ จวน ประธานกรรมการบริษัท BabyCome พาบีบีซีเข้าไปดูภายใน

น.ส.นา บอกว่าในวันที่เธอพร้อมจ่าย เธอถูกเรียกเงินเพิ่มเป็น 70,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่เธออยู่เกินเวลา ก่อนที่เธอจะกลับไทยโดยซื้อตั๋วกลับเอง และมาร้องเรียนกับมูลนิธิปวีณาฯ ขอให้ช่วยเหลือหญิงไทยอีก 3 คน ที่ไม่มีเงินไถ่ตัวเองกลับ

เธอมาร้องเรียนกับมูลนิธิปวีณาฯ ในวันที่ 17 ก.ย. 67 ก่อนที่มูลนิธิฯ จะประสานข้อมูล ติดต่อสามีของหญิงไทยทั้ง 3 คน ให้เดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อพามาร้องเรียนกับตำรวจกองการต่างประเทศ หรือ อินเตอร์โพลไทย ซึ่งประสานขอความช่วยเหลือไปยังตำรวจจอร์เจีย และเข้าไปช่วยหญิงไทย 3 คน ออกมาจากบ้านพักดังกล่าวได้เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 67

ทั้ง 3 คนถูกพาตัวไปไว้ที่เซฟเฮาส์ของตำรวจจอร์เจียเพื่อสอบปากคำและรอประสานพาสปอร์ตคืนจากนายจ้างชาวจีน ซึ่งใช้เวลากว่า 2 เดือน โดยพวกเธอเพิ่งเดินทางกลับถึงไทยเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 68

อุ้มบุญหรือรีดไข่ ?

น.ส.เบล (นามสมมุติ) หนึ่งในสามหญิงไทยซึ่งอยู่ที่บ้านพักดังกล่าวของบริษัทฯ เป็นเวลาราว 1 เดือน ก่อนที่ตำรวจจอร์เจียจะเข้าช่วยเหลือ เล่าว่าเธอออกเดินทางจากไทยไปจอร์เจียพร้อม น.ส.นา โดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อน

แตกต่างจาก นา ที่รู้ตั้งแต่วันแรกว่ามีหญิงไทยถูกรีดไข่ เธอเล่าว่าเธอถูกพาไปโรงพยาบาล ตรวจร่างกาย โดยที่ไม่ทราบผลตรวจร่างกายของตนเอง ไม่ทราบว่ายาที่หมอสั่งให้คืออะไร แต่เธอต้องกินและถ่ายวิดีโอให้บอสชาวจีนดูตามคำสั่ง เธอเข้าใจว่าทั้งหมดคือกระบวนการเตรียมความพร้อมในการเป็นแม่อุ้มบุญ จนกระทั่งได้คุยกับหญิงไทยที่อยู่มานานกว่า ที่บอกกับเธอว่านี่คือกระบวนการเตรียมความพร้อมสำหรับการขายไข่

"เราถามคนดูแล เขาก็ไม่บอกอะไร ทุกคนคือไม่มีใครรู้อะไรเลยค่ะ แม้แต่กระทั่งเขาจะพาไป ส่วนมากไม่รู้เลย เขาจะแจ้งแค่รายชื่อให้เราไป" เธอกล่าว

"คนจีนไม่เคยบอกจริง ๆ ค่ะ เขาจะแค่แชทในวีแชท (WeChat) แค่ว่า เราชื่อนี้ รูปหน้าพาสปอร์ตนี้ ส่งรถไปรับ บอกแค่นั้น แล้วก็ไปตามที่เขาสั่ง แล้วพอกลับเขาก็แค่ขับรถกลับมาส่ง... แม้กระทั่งชื่อยา ถามเขาเขาก็ไม่บอก ผลตรวจเป็นยังไงเราก็ไม่เคยรู้"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, เบล (นามสมมุติ) หนึ่งในสามหญิงไทยที่ตำรวจจอร์เจียเข้าไปช่วยออกมาจากบ้านพัก

เบล เล่าว่า ภายหลังจากเธอทราบว่านี่คือกระบวนการเตรียมขายไข่ เธอได้ไปพูดคุยกับคนดูแลชาวไทยและบอสชาวจีน เพื่อจะขอกลับไทย

"ไหนบอกว่าเป็นงานอุ้มบุญ ไหนบอกว่ามาแล้วมีการเซ็นสัญญา" เบล เล่าเหตุการณ์ที่เธอถกเถียงกับบอสและคนดูแล "เขาบอกว่า ถ้าอยากกลับก็หาเงินมาไถ่ 60,000 – 70,000 บาท ถึงจะได้กลับบ้าน ไม่ก็ขายไข่ใช้หนี้ 3 ครั้ง"

เธอบอกว่าเธอปฏิเสธข้อเสนอไปแล้ว แต่ก็ยังถูกพาไปโรงพยาบาลและสั่งให้กินยาอยู่ ซึ่งก่อนวันที่ตำรวจจะเข้าไปช่วยเพียง 1 วัน เธอเพิ่งถูกพาไปโรงพยาบาลเป็นครั้งที่ 3 และถูกฉีดยา 3 เข็มเข้าหน้าท้อง

ทั้งนี้ นายโจอ้างว่า เหตุที่หญิงไทย 3 รายเรียกตำรวจจอร์เจียให้เข้ามาช่วย เพราะพวกเธอได้เงินงวดแรกไปแล้ว และอยากกลับไทยทันทีโดยไม่ต้องทำการอุ้มบุญจริง

บีบีซีไทย สอบถามไปยังนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เธอยืนยันว่าจากคำบอกเล่าของหญิงไทยทั้ง 4 คนที่มูลนิธิฯ ดูแลอยู่ในตอนนี้ พวกเธอได้รับเงินทั้งหมดเพียง 300 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงิน 500 ดอลลาร์สหรัฐที่นายหน้าในไทยให้ตั้งแต่ก่อนเดินทาง แต่เรียกคืนไป 200 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อพวกเธอไปถึงจอร์เจีย

น.ส.นา เล่าให้บีบีซีไทยฟังเพิ่มเติมว่า เมื่อเดินทางไปถึงจอร์เจียแล้ว พวกเธอได้รับเงินโอนอีกคนละ 20,000 บาทจากนายหน้าชาวไทย แต่เมื่อพวกเธอได้ยินว่าที่นี่มีการกดดันให้ขายไข่ จึงต้องการกลับไทยและได้เสนอจะคืนเงินทั้งหมดให้กับนายหน้าและบอสชาวจีน แต่บอสชาวจีนไม่ยอม และบอกว่าจะให้กลับก็ต่อเมื่อพวกเธอจ่ายค่าชดเชยตามจำนวนที่เรียกมาเท่านั้น

ตัวแทนบริษัท BabyCome ปฏิเสธคำกล่าวอ้างหญิงไทย

คำบอกเล่าของทั้งสองฝ่ายที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี มีหลายประเด็นที่ขัดแย้งกัน ทั้งเรื่องเงิน เอกสารสัญญา และพาสปอร์ต

บีบีซีไทยได้พูดคุยกับนายอาเชอร์ ผู้ซึ่งหญิงไทยที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้วระบุว่าเขาเป็นเจ้าของบริษัทอีกคนหนึ่ง แต่เขาแนะนำตัวกับบีบีซีไทยว่าตนรับผิดชอบดูแลเฉพาะเรื่องเอกสารตามกฎหมายเท่านั้น เขาปฏิเสธที่จะให้ชื่อนามสกุลจริงกับเรา พร้อมระบุว่าหญิงไทยทุกคนรู้จักเขาในชื่อนี้

ที่มาของภาพ, Handout

คำบรรยายภาพ, อาเชอร์ ชาวจีนที่รับผิดชอบด้านกฎหมายของ "BabyCome" ถ่ายภาพร่วมกับกลุ่มผู้หญิงที่ไปอุ้มบุญ

เขาอธิบายการทำงานของบริษัท BabyCome ว่า บริษัทฯ ไม่ได้เป็นผู้จัดหาหญิงไทยมาเอง แต่จะมีนายหน้าชาวไทย 2-3 เจ้า ที่เป็นคนจัดหาและพาหญิงเหล่านี้มาจอร์เจีย

เขาเล่าว่า เมื่อหญิงไทยมาถึง บริษัทก็จะส่งไปให้แพทย์ตรวจร่างกายก่อนว่าพร้อมอุ้มบุญได้หรือไม่ โดยอาจให้ยามากินเพื่อปรับสภาพร่างกาย สุดท้ายหากยังไม่พร้อม ก็จะรอรอบเดือนถัดไปเพื่อไปตรวจเช็คอีกครั้ง โดยบริษัทจะรอทั้งหมด 3 รอบเดือน หากร่างกายไม่พร้อมจริง ๆ ก็จะให้กลับไทยได้โดยบริษัทจะเป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้

อาเชอร์ ยืนยันว่า ข้อตกลงข้างต้นนี้มีระบุอยู่ในสัญญาที่บริษัททำกับหญิงไทย โดยสัญญาฉบับแรกจะมีการเซ็นกันในช่วงแรกที่เดินทางมาถึงจอร์เจีย และหากใครตรวจร่างกายผ่าน ก็จะมีสัญญาอีกฉบับที่ระบุรายละเอียดการแบ่งจ่ายเงินทั้งหมดให้เซ็น รวมจึงมีสัญญา 2 ฉบับ โดยสัญญาฉบับแรกรับรู้กับเฉพาะระหว่างหญิงไทยกับทางบริษัท แต่ฉบับหลังบริษัทต้องส่งให้หน่วยงานทางการของจอร์เจียตามกฎหมายด้วย

ขณะที่ น.ส.นา และ น.ส.เบล ยืนยันว่าพวกเธอไม่เคยได้เซ็นเอกสารสัญญาใด ๆ ขณะอยู่ที่นั่น

เมื่อถามอาเชอร์ เขายอมรับว่าจำไม่ได้ว่าหญิงไทยกลุ่มนี้ได้เซ็นสัญญาฉบับแรกไปแล้วหรือไม่ เพราะทั้งหมดเพิ่งมาอยู่จอร์เจียได้ไม่นาน เขาระบุว่าโดยปกติต้องใช้เวลาสักพักในการทำเอกสาร

ที่มาของภาพ, Handout

คำบรรยายภาพ, อาเชอร์ แพนกล้องให้ดูแฟ้มเอกสารในห้องทำงานของเขา ระหว่างวิดีโอคอลกับบีบีซีไทย ระบุว่าเป็นเอกสารสัญญาระหว่างบริษัทกับหญิงอุ้มบุญ

อาเชอร์ ยังบอกอีกว่า สาเหตุที่เขาต้องเก็บพาสปอร์ตของทุกคนไว้ ก็เพื่อทำเอกสารและสัญญาต่าง ๆ ซึ่งเมื่อเอกสารเสร็จสิ้นก็จะคืนพาสปอร์ตให้

"เราไม่ได้ยึดพาสปอร์ตพวกเธอ แต่เมื่อกลุ่มหญิงไทยมาถึง เราขอพาสปอร์ตไปแปลเพื่อทำเอกสาร เพราะการจะยึดพาสปอร์ตหรือบัตรประชาชนของใครก็ตามโดยที่เขาไม่ยินยอมในจอร์เจียมันผิดกฎหมายด้วย" เขาระบุ

แต่หญิงไทยที่ยังอยู่ในบ้านพักและโอเคกับการทำงานให้กับ BabyCome จนถึงปัจจุบัน บอกกับบีบีซีอีกแบบ เธอยอมรับว่ามีการยึดพาสปอร์ตไปจริง แต่เธอเข้าใจว่าเป็นเพราะบอสกลัวหญิงไทยได้เงินไปแล้วหนี ไม่อุ้มบุญต่อจนสำเร็จ

"ที่บริษัทเก็บพาสปอร์ตไปก็จริง เพราะเวลาเรามาถึงเราได้เงินคนละ 30,000 บาท" น.ส.ฝัน (นามสมมุติ) บอกกับบีบีซี เธอเล่าว่าอยู่ที่นี่มา 5 เดือนแล้ว และตรวจร่างกายไม่ผ่านซักที เธอเล่าว่าตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ บริษัทดูแลเธอเป็นอย่างดี และเมื่อขอกลับไทย บริษัทก็ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ รวมถึงอ้างว่าไม่มีการบังคับให้ขายไข่ตามที่ 4 หญิงไทยกล่าวอ้าง

"พวกเขาต้องเก็บพาสปอร์ตเราไป เพราะบางคนมาที่นี่ ได้เงินไปแล้วก็หนีไป ไม่ทำงาน ถ้าบริษัทคืนพาสปอร์ตให้ ทุกคนที่นี่มีหลายแบบ คนที่ดีก็จะทำงานต่อ แต่บางคนก็อาจจะเอาพาสปอร์ตไปแล้วหนีไปเลย" เธอกล่าว

ที่มาของภาพ, Nino Shonia/BBC

คำบรรยายภาพ, ฝัน (นามสมมุติ) ขณะพาผู้สื่อข่าวบีบีซีดูห้องพักในกรุงทบิลิซี ที่บริษัท BabyCome จัดหาให้กับเธอ

ที่มาของภาพ, Nino Shonia/BBC

คำบรรยายภาพ, นางหลี่ จวน หรือ "ซินดี" (ซ้ายสุด) ที่มีชื่อจดทะเบียนเป็นประธานกรรมการบริษัท BabyCome พร้อม น.ส.ฝัน และหญิงไทยอีก 2 คนที่ไปเป็นแม่อุ้มบุญให้กับบริษัท

ขณะที่ นา และ เบล ซึ่งขณะนี้อยู่ในการดูแลของมูลนิธิปวีณาฯ บอกว่า การถูกยึดพาสปอร์ตเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้หญิงไทยที่นั่นหนีไปไหนไม่ได้ ส่วนหนึ่งจึงยอมทำตามข้อเสนอให้ขายไข่ของตัวเอง

ด้านประธานมูลนิธิปวีณาฯ เปิดเผยว่า มูลนิธิเพิ่งซื้อตั๋วเครื่องบินไปให้หญิงไทยอีก 1 คน ซึ่งบินกลับถึงไทยเมื่อ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังหนีออกมาจากบ้านพักดังกล่าว

นางปวีณา เล่าว่า เท่าที่เธอทราบ มีหญิงไทยอีก 3 คนที่หนีออกมาจากบ้านพัก หลังจากที่เกิดเรื่องและบอสชาวจีนถูกตำรวจสั่งให้คืนพาสปอร์ตให้กับทุกคน โดย 2 คนซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไทยมาเอง ส่วนอีกคนร้องขอให้มูลนิธิฯ ช่วยเหลือ ตอนนี้มูลนิธิดูแลหญิงไทยทั้งหมด 5 คน และทราบว่ายังมีหญิงไทยที่อยากหนีออกมาอีกแต่ยังไม่กล้า เพราะกลัวว่ากลับมาแล้วจะถูกตำรวจไทยดำเนินคดี

มูลนิธิปวีณาฯ ยืนยันว่า หญิงไทยทั้งหมดที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิฯ พูดตรงกันว่า พวกเธอเจอข้อเสนอให้ขายไข่ของตัวเองเมื่อตรวจร่างกายแล้วไม่พร้อมจะเป็นแม่อุ้มบุญ โดยบางคนเข้าสู่กระบวนการของการกินยาและฉีดยากระตุ้นไข่แล้ว

ขณะที่ อาเชอร์ ยอมรับว่าหญิงไทยที่มาเป็นแม่อุ้มบุญให้กับบริษัท มีบางคนที่ตกลงจะขายไข่ เพราะต้องการหารายได้เมื่อตรวจร่างกายเป็นแม่อุ้มบุญไม่ผ่าน แต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น

"เท่าที่ผมจำได้ เรามีหญิงไทยบางคนที่บริจาคไข่ แต่มีแค่ 5-6 คนเท่านั้น ซึ่งเต็มใจทำ และบริษัทก็จ่ายค่าตอบแทนให้" เขาเปิดเผย พร้อมบอกว่าในการรับบริจาคไข่ เขาไม่นิยมใช้หญิงไทยด้วยซ้ำ เพราะรูปร่างหน้าตาไม่ใช่พิมพ์นิยม ส่วนใหญ่คนที่เข้าสู่กระบวนการนี้จึงจะเป็นหญิงชาวจอร์เจียมากกว่า

"ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่าฟาร์มไข่ (Egg Farm) หมายถึงอะไร ผมไม่รู้ว่าใครจะเอาไข่เยอะขนาดนั้นไปทำอะไร แค่ 2-3 ใบก็น่าจะพอแล้ว ผมนึกไม่ออกจริง ๆ" อาเชอร์ ระบุ

"ในรายงานข่าว ผู้หญิง 3 คนบอกว่าเธอโทรหาตำรวจตั้งแต่เดือน ก.ย. ตอนนี้ผ่านมาจนถึง ก.พ. แล้ว ถ้าผมทำฟาร์มไข่มนุษย์หรือค้ามนุษย์จริง ๆ คุณคิดว่าตำรวจจอร์เจียจะอยู่เฉยเหรอ พวกเขาต้องหยุดผมหรือมาจับผมไปแล้ว" เขากล่าวเสริม

การสอบสวนของทางการจอร์เจีย

กระทรวงกิจการภายในของจอร์เจีย ออกแถลงการณ์ถึงกรณีนี้ภายหลังจากที่เป็นข่าวในไทย ระบุว่า ได้เริ่มสืบสวนตามคำร้องขอของตำรวจอินเตอร์โพลจากกรุงเทพฯ โดยเจ้าหน้าที่กองตำรวจอาชญากรรมกลาง (Central Criminal Police Department) ของกระทรวง ได้เริ่มการสืบสวนภายใต้วรรค 3 ของมาตรา 143 ของประมวลกฎหมายอาญาของจอร์เจีย ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ในกระบวนการสืบสวน เจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็น รวมถึงตรวจสอบและเข้าค้นสถานที่ต่าง ๆ โดยมีการสอบปากคำชาวต่างชาติราว 70 คน แต่ไม่มีใครที่ร้องเรียนในเรื่องนี้ นอกจากหญิงไทย 3 คน

โดยในการสอบปากคำหญิงไทยทั้ง 3 คน พวกเธอให้การว่าไม่ต้องการจะเป็นแม่อุ้มบุญ หรืออยู่ในบ้านพักต่อแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปพาตัวพวกเธอออกมายังศูนย์พักพิงสำหรับเหยื่อค้ามนุษย์ในวันเดียวกัน และหลังจากผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พวกเธอจึงเดินทางออกจากจอร์เจีย

แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ตำรวจได้สอบปากคำชาวต่างชาติ 4 คน ที่เป็นคนพาบรรดาหญิงไทยมาเป็นแม่อุ้มบุญในจอร์เจีย พร้อมกับยึดโทรศัพท์ของพวกเขาไปตรวจสอบข้อมูล พร้อมระบุว่า ตำรวจอินเตอร์โพลไทยยังได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่กระทรวงกิจการภายในของจอร์เจีย สำหรับการดำเนินการที่รวดเร็วหลังจากได้รับข้อมูล รวมถึงที่มีการสืบสวนเรื่องนี้ต่อ ซึ่งปัจจุบันกระบวนการสืบสวนยังไม่เสร็จสิ้น

บีบีซี สอบถามความคืบหน้าเพิ่มเติมไปยังตำรวจจอร์เจีย และได้รับจดหมายตอบกลับเมื่อวันที่ 10 ก.พ. โดยทางตำรวจจอร์เจียปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดการสอบสวนคดีนี้ ว่ามีการสอบประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการบังคับขายไข่หรือไม่ รวมถึงไม่ยืนยันว่ามีหญิงไทยคนอื่น ๆ ที่ออกไปจากบ้านพักดังกล่าวเมื่อไม่นานมานี้อีกหรือไม่

ที่มาของภาพ, Handout

คำบรรยายภาพ, ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ขณะเข้าไปแจ้งเรื่องกับอินเตอร์โพลไทย

ด้าน พล.ต.ต.สุระพันธุ์ ไทยประเสริฐ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรืออินเตอร์โพลไทย ไม่ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจอร์เจีย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เขาระบุว่าอินเตอร์โพลไทยได้รับการประสานจากมูลนิธิปวีณาฯ ให้ช่วยหญิงไทย 3 ราย จึงประสานตำรวจจอร์เจียซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ในการพาตัวทั้ง 3 คนออกมา

ผู้บังคับการอินเตอร์โพลไทย ระบุอีกว่า ตนเองได้สอบถามทางตำรวจจอร์เจียถึงความคืบหน้าในการขยายผลไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับข้อมูลกลับมา ซึ่งการดำเนินการในเรื่องนี้ ต้องขึ้นอยู่กับตำรวจจอร์เจีย ทางไทยได้แต่ขอความร่วมมือไปในฐานะที่เป็นสมาชิกตำรวจสากลเหมือนกัน

ขณะที่ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อ 7 ก.พ. หลังมูลนิธิปวีณาฯ พาหญิงไทยที่กลับมาเข้าไปให้ข้อมูล โดยระบุว่า ข้อมูลที่ได้รับยังไม่ชัดเจนว่ากระบวนการเก็บไข่ตามคำบอกเล่าของหญิงไทยนั้น เพื่อจะเอาไปทำอะไรต่อ ซึ่งตำรวจไทยอยู่ในระหว่างประสานกับตำรวจจอร์เจียเพื่อขอข้อมูลต่าง ๆ โดยได้มอบหมายให้กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ขยายผลทางคดี ซึ่งต้องตรวจสอบกลุ่มขบวนการทั้งหมด ทั้งคนไทยและจีน ว่าการดำเนินการต่าง ๆ จากประเทศไทยเข้าข่ายความผิดกฎหมายใดหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ข้อมูลยังไม่เพียงพอว่าจะเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่

จเรตำรวจแห่งชาติ ยังยืนยันกรณีหญิงไทยที่มีความประสงค์จะกลับไทย ตำรวจจะไม่ดำเนินคดี เพียงแต่อยากให้เข้ามาให้ปากคำเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินการเอาผิดบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ป.ล. มีการแก้ไขภาพเอกสารในบทความ และแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหา เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2025