You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"ถ้าไม่มีดีเซล ข้าวสารอีสานจะส่งให้คนกรุงเทพฯ กินยังไง" ไทยจะมีโอกาสเจอวิกฤตพลังงาน จนมีน้ำมันไม่พอใช้หรือไม่
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 16 นาที
ไทยยังมีปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือและการสำรองน้ำมันตามกฎหมายรวม 106 วัน ตามประกาศในการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 9/2569 เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569
นับตั้งแต่ที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น ตัวเลขปริมาณน้ำมันสำรองมักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเสมอในแถลงการณ์ของภาครัฐทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อสะท้อนความมั่นคงทางพลังงานของชาติในภาวะวิกฤต
อย่างไรก็ดี ในสภาวะที่เปราะบางเช่นนี้ สถิติเพียงตัวเลขเดียวอาจไม่สามารถทำให้ประชาชนอุ่นใจได้ และอาจไม่สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงเช่นเดียวกัน
ในบทความนี้ บีบีซีไทยได้พูดคุยกับผู้ที่คร่ำหวอดในวงการน้ำมันไทยและต่างประเทศที่ออกมาเตือนถึงสถานการณ์ในอีก 2-3 เดือนต่อจากนี้ ขณะที่ที่ปรึกษาจากสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่ชี้ถึง "ความผิดปกติของกลไกเศรษฐศาสตร์"
ด้านนักวิเคราะห์ต่างชาติผู้เคยร่วมออกแบบแผนซ้อมรับมือวิกฤตพลังงานให้กับประเทศไทยมองวิกฤตครั้งนี้กับการรับมือของไทยอย่างไร
มีน้ำมันสำรองร้อยวัน หมายถึงอะไร-ปลอดภัยจริงไหม ?
ดร.เรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล ที่ปรึกษาประจำ สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตัวเลข 106 วัน ที่รัฐบาลอ้างถึงนั้น แท้จริงแล้วสามารถแบ่งออกได้เป็น:
- ตัวเลขน้ำมันสำรองตามกฎหมายที่กำหนดไว้ว่าต้องมีที่ 25 วัน ซึ่งหากไปดูใน พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มาตราที่ 20 จะระบุไว้ว่า "น้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องสำรองต้องไม่เกิน 30% ของปริมาณการค้าประจำปี"
- ตัวเลขน้ำมันสำรองเพื่อการค้า (commercial stock) อีกประมาณ 18-20 วัน
- ตัวเลขน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีกราว 30 วัน ซึ่งนี่เป็นวิธีที่ไทยยืมมาจากกรอบขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ International Energy Agency (IEA)
- ตัวเลขน้ำมันที่ซื้อสัญญาไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับมอบอีกประมาณ 30 วัน
ดร.เรืองศักดิ์ เสริมว่า ก่อนหน้านี้ไทยมักไม่นับน้ำมันที่มันอยู่ระหว่างการขนส่ง แต่ "งวดนี้เขาก็เลยนับดีกว่าเพราะว่ามันจะได้เปรียบในการประกาศ… ตัวเลขที่ทำให้คนไทยสบายใจว่า คุณมีอยู่ร้อยวันนะ ถ้าสงครามสู้กันไม่เกินร้อยวัน คุณไม่มีปัญหาหรอก แล้วระหว่างทางถ้ามีปัญหาคุณก็ไปซื้อมาจัดหามาเพิ่มอีกบวกเข้าไปเรื่อย ๆ"
ด้ายนายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอดีตนักขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และมีประสบการณ์การทำงานในบริษัทด้านพลังงานทั้งไทยและต่างประเทศมากว่า 30 ปี ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การประกาศตัวเลขออกมาโดยใช้หน่วยวันนั้นอาจสร้างให้เกิดความไม่โปร่งใสและยากต่อการทำความเข้าใจ
เขาพาบีบีซีไทยย้อนกลับไปพูดถึงตัวเลขตารางเรือขนส่งน้ำมันเข้าสู่น่านน้ำไทย ซึ่ง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ซึ่งเพิ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงไว้เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า มีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึง เดือน พ.ค. 2569 รวม 36 ล้านบาร์เรล
แบ่งเป็นตัวเลขในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ มากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือน พ.ค. อีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล โดยรัฐบาลย้ำว่าตัวเลขนี้ "เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ และในระยะยาวก็จะมีการนำเข้าเป็นระยะ ๆ สอดรับระดับความต้องการ"
นายภาณุรัช เริ่มอธิบายว่า ตามปกตินั้นไทยจะใช้น้ำมันดิบราววันละ 1 ล้านบาร์เรล เพื่อนำมันกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปที่ใช้ในประเทศ ซึ่งตามข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน พบว่าค่าเฉลี่ยการใช้น้ำมันต่อวันตลอดปี 2568 ที่อยู่ 154.85 ล้านลิตร โดยในจำนวนนี้แย่งเป็นกลุ่มดีเซลหมุนเร็วสูงถึง 65.03 ล้านลิตร
ขณะที่การแถลงของ นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ชี้ว่าปัจจุบันไทยมีกำลังการกลั่นรวมอยู่ที่ 175 ล้านลิตร/วัน โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกมา ประกอบไปด้วย
- น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตร
- น้ำมันดีเซล 75-80 ล้านลิตร
- นํ้ามันเครื่องบินเจ็ต 25 ล้านลิตร
- นํ้ามันเตา 13 ล้านลิตร
- ก๊าซหุงต้มและแอลพีจี รวม 6-7 ล้านกิโลกรัม
ผู้คร่ำหวอดในแวดวงพลังงานอธิบายต่อไปว่า จากตัวเลขตั้งต้นน้ำมันดิบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันนั้น กว่าครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็นตัวเลข 500,000 บาร์เรล มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้นการปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงส่งผลกระทบต่อไทยอย่างยิ่งยวด ผลกระทบนี้เองยังสะท้อนออกมาในตารางเรือขนส่งที่กำลังจะเข้าไทย ซึ่งเขาชี้ว่า ตัวเลขน้ำมันดิบที่ได้รับการยืนยันแล้วว่ากำลังเข้ามาในเดือน เม.ย. คือ 24 ล้านบาร์เรล แปลว่า ขาดไป 6 ล้านบาร์เรล ถ้านับตามความต้องการทั้งเดือนที่วันละ 1 ล้านบาร์เรล
นายภาณุรัชเสริมว่า สถานการณ์ดูเลวร้ายลงไปอีกสำหรับเดือน พ.ค. ซึ่งมีตัวเลขยืนยันแล้วจากรัฐบาลแค่เพียง 9 ล้านบาร์เรล หรือแปลว่าต้องไปดึงปริมาณน้ำมันสำรองมาใช้อีก 21 ล้านบาร์เรล หากไม่สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นมาเติมได้
โดยสรุป ตัวเลขสองเดือน นายภาณุรัชชี้ว่า นั่นแปลว่าไทยต้องดึงน้ำมันสำรองของตัวเองออกมาใช้ 6 ล้านบาร์เรลในเดือน เม.ย. และอีก 21 ล้านบาร์เรล ในเดือน พ.ค. "คิดกลม ๆ 27 ล้านบาร์เรล หรือเทียบเท่า 27 วัน"
"สงครามเกิดปลายเดือน ก.พ. วันนี้หนึ่งเดือนเต็ม ๆ ของที่ออกมาแล้วมันเดินทางถึงประเทศไทย ส่วนของที่ควรจะไปรับ แต่ไม่ได้รับ… มันกําลังจะส่งผลในหนึ่งเดือนต่อมา… บอกว่าไปหา [น้ำมันดิบ] ที่อื่น มันไม่ได้เหมือนสั่งพิซซ่านะ บอกรัสเซียว่าผมจะเอาพรุ่งนี้ เอาเรือไปรับเดี๋ยวนี้ เรือมันยังไม่ได้ไปรับ ของก็ไม่รู้จะมีหรือเปล่า" นายภาณุรัชกล่าว
เขายังเสริมอีกว่า นอกจากประเด็นด้านความเพียงพอของปริมาณน้ำมันดิบที่เข้าไทยแล้ว การแถลงตัวเลขปริมาณน้ำมันสำรองหน่วยวัดก็อาจทำให้เกิดความสับสนได้ เนื่องจากสาธารณะไม่ทราบว่าภาครัฐคำนวณหน่วยวันจากบาร์เรลหรือลิตรกันแน่
"ผมสงสัยว่าหน่วยวันนับอย่างไร นับเป็นลิตร นับเป็นบาร์เรล หรือนับเป็นวัน… อย่างเช่นว่า เดือน เม.ย. มีตัวเลขเข้ามา 24 ล้านบาร์เรล อย่างนี้นับ 30 วัน หรือนับ 24 วัน แล้วตัวเลข 9 ล้านบาร์เรล เดือน พ.ค. ซึ่งดันไปถึงสิ้นเดือน ท่านนับ 31 วัน หรือนับ 9 ล้านบาร์เรลเท่ากับ 9 วัน" นายภาณุรัช กล่าว
ไทยจะผลิตน้ำมันไม่พอใช้ต่อวันไหม ?
หากประเมินจากตัวเลขการนำเข้าน้ำมันที่ยืนยันแล้วของรัฐบาล ประกอบกับการวิเคราะห์ของนายภาณุรัชเรื่องการต้องดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้เรื่อย ๆ และความยากลำบากในการเสาะหาน้ำมันจากแหล่งอื่น รวมไปถึงสถานการณ์ของสงครามที่ยังไม่มีท่าทีจะคลี่คลาย นั่นทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า สถานการณ์อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตที่ไทยนำเข้าน้ำมันดิบไม่เพียงพอมากลั่นเพื่อรองรับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันต่อวันหรือไม่
สำหรับตัวนายภาณุรัชเอง เขามองว่าสถานการณ์อีก "2 เดือนข้างหน้า [น้ำมัน]ยังพอ" แต่เสริมว่าต้องมีการบริหารจัดการที่จริงจัง "เนื่องจากน้ำมันในสต็อกสุดท้ายแล้วยังคลุมเครือ แล้วถึงจะมี 30 วัน 40 วันกว่า ๆ [ที่มีแล้วอยู่ในมือแน่ ๆ] ที่ทางรัฐบาลชี้แจง มันเป็นสต็อกที่ไม่ควรใช้เต็มๆ" เนื่องจากที่ผ่านมา ไทยยังไม่มีระบบการจัดเก็บน้ำมันสำรองในระดับชาติ หรือ Strategic Petroleum Reserve (SPR) แต่จะเป็นระบบการสำรองน้ำมันในประเทศไทยที่อยู่ในรูปแบบการสำรองเชิงพาณิชย์และในรูปแบบ "น้ำมันสำรองภาคบังคับ"
ต่อประเด็นนี้นั้น รายงานที่ออกมาเมื่อเดือน เม.ย. 2568 จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ เคยวิเคราะห์เอาไว้ว่า การที่ไทยไม่มี SPR และใช้ระบบสำรองน้ำมันจากภาคเอกชนนั้น จำกัดอำนาจของรัฐในการบริหารจัดการน้ำมันสำรอง โดยจะเข้าไปดำเนินการได้ในเฉพาะในกรณีที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรืออยู่ภายใต้กฎอัยการศึกเท่านั้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มีความรุนแรงแต่มีโอกาสการเกิดที่น้อยกว่า "วิกฤตพลังงาน"
รายงานฉบับนี้ยังเสนอแนะว่าไทยควรปรับมาพัฒนาระบบ SPR เพื่อให้สามารถมีน้ำมันสำรองในประเทศไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งเป็นการอ้างอิงตามมาตรฐานของ IEA ที่ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ใช้เป็นแนวทาง
ขณะที่นายภาณุรัช เขาเสริมว่า ด้วยสถานการณ์ความไม่มั่นคงนี้ ประกอบกับการพึ่งพาน้ำมันดีเซลเป็นหลักของไทย ทำให้รัฐบาลต้องลงมาบริหารจัดการให้ดีเนื่องจาก "ถ้าไม่มีน้ำมันดีเซลในอีก 2-3 เดือน แล้วข้าวสารจากอีสานจะส่งให้คนกรุงเทพฯ กินยังไง เรื่องใหญ่นะครับ… รถพยาบาลล่ะ รถดับเพลิงล่ะ รถตำรวจล่ะ เรื่องความมั่นคงล่ะ"
ด้าน ดร.เรืองศักดิ์ จากสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เสริมว่า ภาพที่ไทยจะผลิตน้ำมันไม่พอใช้ โอกาสจะเกินขึ้นจริงนั้น "ยาก" เพราะไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันกว่า 90% ของปริมาณที่ใช้ในการกลั่นต่อวันทั้งหมด จึงยังหาช่องทางในการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น ๆ เข้ามาทดแทนได้ จากฝั่งตะวันออกไกล (Far East) อาทิ มาเลเซีย หรือออสเตรเลีย หรือแม้แต่ฝั่งแอฟริกาและอเมริกา
อย่างไรก็ดี ผลกระทบโดยตรงที่ผู้บริโภคน้ำมันชาวไทยต้องแบกจริง ๆ คือราคาเชื้อเพลิงที่จะเพิ่มสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก ซึ่งไทยเองก็ต้องไปจัดซื้อน้ำมันดิบเหล่านี้แย่งกับประเทศอื่น ๆ จึงเป็นเหตุผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น "จากที่ ก่อนสงครามประมาณ 70 เหรียญ มันก็เลยขึ้นมาเป็น 140 กว่าเหรียญ"
ที่ปรึกษาจากสถาบันปิโตรเลียมฯ เสริมอีกว่า สถานการณ์สงครามโลกยิ่งกดดันราคาน้ำมันขึ้นไปอีก เนื่องจากในช่วงแรกเป็นปัญหาเรืองการขนส่งน้ำมัน เพราะช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด หากสามารถเจรจากันได้ อุปทานน้ำมันก็สามารถเดินหน้าต่อได้ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา กลับมีการโจมตีโรงงานหรือแหล่งผลิตน้ำมันแล้ว
"คราวนี้อุปทานมันขาดจริงแล้ว มันไม่ใช่เรื่องการขนส่งอีกต่อไป ปัญหาเปลี่ยนจากการขนส่ง กลายเป็นอุปทานขาดแคลน ไม่ใช่ว่าการส่งล่าช้าแล้วแต่เป็นของไม่มีจะส่งแล้ว" ดร.เรืองศักดิ์ กล่าว
ดีเซล: ความต้องการ ความกังวล และ "ความผิดปกติ"
ทั้ง ดร.เรืองศักดิ์ และนายภาณุรัช ต่างเห็นตรงกันว่าสถานการณ์น้ำมันที่จะเกิดปัญหามากที่สุดน่าจะอยู่ในฝั่งผู้ที่ใช้ดีเซล
ที่ปรึกษาฯ รายนี้เสริมว่า ที่ผ่านมานั้นน้ำมันดิบหลักที่ไทยใช้ในการกลั่นเพื่อให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปมักมีแหล่งผลิตจากตะวันออกกลาง ที่ให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นดีเซลออกมาเยอะ ซึ่งเหมาะกับประเทศไทยที่มีการบริโภคน้ำมันดีเซลในปริมาณมาก
เมื่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีปัญหาแล้วไทยต้องไปหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นมาแทน เช่น "น้ำมันดิบดูไบมาไม่ได้ ผมดันไปเอาน้ำมันดิบทาปิส (Tapis) [จากประเทศมาเลเซีย] เข้ามาใส่ เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะได้น้ำมันเบนซินมามากกว่า แล้วมันเป็นของที่เราไม่ต้องการ" เมื่อเทียบกับความต้องการดีเซล ซึ่งประเด็นต้องนี้เขาเสริมว่าต้องพึ่งการบริหารจัดการของภาครัฐโดยตรง
นอกจากความกังวลเรื่องผลิตภัณฑ์ดีเซลซึ่งอาจผันผวนแล้ว ดร.เรืองศักดิ์ ยังวิจารณ์โครงสร้างการอุดหนุนราคาน้ำมันของไทยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลนั้นอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลมาโดยตลอด ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันประเภทนี้มากกว่าปกติ ขณะที่การเข้ามาอุดหนุนราคานั้นก็ทำแบบไม่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน "เป็นแบบหว่านแห"
"ไม่ใช่ว่าพออุดหนุนราคาเสร็จแล้วเลยตามเลย เพราะว่ากลัวคะแนนเสียงจะเสีย คุณก็ประกาศไปเลยตั้งแต่ต้นว่า… สำหรับคนที่มีความจำเป็นต้องได้ราคาถูก ผมให้คุณทีละกี่เดือนก็ว่าไป แต่ว่าไม่ใช่ว่าให้แล้วปรับกลับไม่ได้ ปรับเป็นราคาปกติไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเห็นการใช้น้ำมันที่มันสิ้นเปลืองมากไงเพราะว่าพอเราไปอุดหนุนซะจนดีเซลมันราคาถูก มันก็เลยกลายเป็นว่าดีเซลมันขายได้เป็นสองเท่าของน้ำมันเบนซิน" ดร.เรืองศักดิ์
เขายังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดในช่วงสงคราม ยอดใช้ดีเซลพุ่งจากปกติ 65-70 ล้านลิตร/วัน ขึ้นไปถึง 80 ล้านลิตร/วัน ซึ่งสวนทางหลักเศรษฐศาสตร์โดยสิ้นเชิง เพราะปกติเมื่อของแพงขึ้น ความต้องการต้องลดลง ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันเบนซินที่ไม่มีอุดหนุนยอดการใช้กลับเป็นไปตามกลไกตลาดปกติ
ดร.เรืองศักดิ์ อธิบายว่าการกักตุนของประชาชนทั่วไปอธิบายยอดที่เพิ่มขึ้นได้แค่ช่วงสั้น ๆ ราว 10 วันแรกเท่านั้น หลังจากนั้นตัวเลขควรกลับสู่ระดับปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตัวเลขมันไม่กลับ จึงมีความเป็นไปได้ว่ามีการนำน้ำมันออกขายนอกประเทศหรือเก็งกำไรในระดับที่ใหญ่กว่าการกักตุนของประชาชนรายย่อย
"คนที่เขาเคยใช้กันอยู่ 65-70 ล้านลิตร แล้วอยู่ดี ๆ มันเพิ่มมาอีก 10 ล้านลิตรมาจากไหน ทั้ง ๆ ที่ราคามันต้องแพงขึ้นด้วยใช่ไหม ก็แสดงว่ามันมีอะไรผิดปกติ ยิ่งของแพง ความต้องการยิ่งเพิ่ม มันแปลว่าอะไร มันผิดกลไกของเศรษฐศาสตร์ไง" ดร.เรืองศักดิ์ กล่าว
ไทย "เตรียมพร้อมได้ดี" แต่ไม่พอ
คริสโตเฟอร์ โดลแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และก๊าซธรรมชาติ ประจำภูมิภาคเอเชีย จากสถาบันวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์และการเงินด้านพลังงาน (IEEFA) และเคยทำงานที่ศูนย์วิจัยพลังงานเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia Pacific Energy Research Centre (APERC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดการฝึกซ้อมด้านความมั่นคงน้ำมันและก๊าซของเอเปคในประเทศไทย บอกกับบีบีซีไทยว่า "ไทยถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เตรียมพร้อมได้ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ โดยเฉพาะในภูมิภาคนี้"
อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่า หากย้อนกลับไปดูรายงานการฝึกซ้อมด้านความมั่นคงน้ำมันและก๊าซของเอเปค ครั้งที่ 5 ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน ก.พ. 2567 แม้ไทยจะทำได้ดี แต่การฝึกซ้อมเหล่านี้ไม่ได้ซ้อมสถานการณ์ที่รุนแรงมากพอ
เขาชี้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนอยู่ 2 ประเด็น หนึ่ง คือแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และสอง คือแม้จะมีการเตรียมความพร้อมอย่างดีแล้ว ประเทศไทย ก็ยังมีความเปราะบางสูง เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ระบบการจัดส่งเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแบบ "just-in-time" หรือส่งตามความต้องการในทันที จะจัดการได้ยากมากในช่วงวิกฤต และอาจทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าสุทธิ
"คุณอาจสังเกตได้ว่า มาตรการบางส่วนจากการฝึก[ซ้อม]ของรัฐบาลถูกนำมาใช้จริงในวิกฤตนี้ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า มาตรการจำนวนมากที่วางไว้ในการฝึก ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจะได้ผล 100% ยกตัวอย่างเช่น การสื่อสารกับประชาชนจะสามารถป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเกิดพฤติกรรมแห่ซื้อจากความตื่นตระหนก (panic buying) ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องแบบนี้ พูดง่ายกว่าทำมาก" โดลแมน กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังเสริมว่าจากประสบการณ์ของเขาเคยมีความพยายามจะจำลองสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ปัญหาคือ ในฐานะองค์กรที่ต้องทำงานร่วมกันหลายฝ่าย คณะทำงานไม่อยากเขียนสถานการณ์แบบนั้นลงไปตรง ๆ ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาทำคือพยายามออกแบบสถานการณ์ที่ให้ผลใกล้เคียงกันแทน เช่น เกิดไฟไหม้ที่กาตาร์ ในโรงงาน LNG ซึ่งอาจสะท้อนเหตุการณ์ลักษณะการโจมตีได้ในอีกแบบหนึ่ง หรือก็มีกรณีพายุไต้ฝุ่นถล่มส่งผลกระทบต่อการผลิตก๊าซบางส่วนแทน
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลไทย
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจะเสร็จสิ้นภารกิจการนำรัฐมนตรี 35 คน เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนรับหน้าที่ นายกรัฐมนตรีของไทยได้ออกมาโพสต์บนบัญชีเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการระบุถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยได้มีการพูดถึงนโยบาย Work-From-Home ที่เข้มข้นขึ้นจากทั้งภาครัฐและเอกชน
เขายังขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือหันมาเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะหรือใช้การแชร์รถร่วมกัน รวมไปถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่าง "ตระหนักรู้"
เขาเสริมว่ารัฐบาลอาจออกมาตรการเพิ่มขึ้นในอนาคตเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่ย้ำว่า "รัฐบาลชุดใหม่ของท่านจะเร่งแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อนำคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านโดยเร็วที่สุดครับ"
นอกจากแถลงการณ์บนเฟซบุ๊กของตัวเองแล้ว ในการแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษเมื่อคืนวันที่ 6 เม.ย. ยังมีการประกาศ 3 แนวทางหลัก ได้แก่
- ปรับลดงบประมาณในส่วนของภาครัฐ เพื่อนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือลดผลกระทบให้แก่ประชาชนเป็นลำดับแรก
- ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และค่าไฟฟ้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด
- จัดมาตรการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ในคืนของวันที่ 6 เม.ย. นี้เอง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แถลงเพิ่มว่าจะมีการกำหนดมาตรการเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันตามเวลาที่กำหนด เพื่อให้มีการจำหน่ายน้ำมันเป็นช่วงเวลา โดยรายละเอียดน่าจะเริ่มได้ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ เขายังเสริมเรื่องการศึกษาการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันด้วย โดยนายอนุทินยืนยันว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังพิจารณาอยู่ และเมื่อทุกอย่างเป็นรูปธรรมหลังแถลงนโยบายแล้วจะดำเนินการโดยเร็ว
ขณะที่ในวันนี้ (7 เม.ย.) นายอนุทิน ได้ออกมายืนยันว่ากำลังดำเนินการมาตรการประหยัดน้ำมัน โดยชี้แจงว่าการปิดปั๊มไม่ใช่การหยุดให้บริการทั้งหมด แต่จะทำในรูปแบบขายน้ำมันบางประเภทบางช่วงเวลา "ซึ่งหากใช้มาตรการปิดเปิดปั๊มช่วง 22.00 – 05.00 น. ก็คงจะดำเนินการหลังวันที่ 20 เม.ย.เป็นต้น"
ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีการเรียกผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันเข้าหารือในวันนี้ ต่อประเด็นค่าการกลั่นซึ่งเคยมีค่าเฉลี่ยตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา อยู่ในช่วง 2 บาท ไม่เกิน 3 บาท แต่กลับพุ่งสูงขึ้นในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ไปถึงลิตรละ 16-17 บาท โดยจะมีการหาทางออกร่วมกันทั้งฝั่งรัฐบาลและโรงกลั่นเพื่อขอนำผลประโยชน์ส่วนเกินมาช่วยลดภาระประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 1 ปี เริ่ม 7 เม.ย. นี้ เพื่อกันสต็อกไว้ผสมไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันที่ขาด รวมไปถึง การจับกุมผู้ที่โกงก๊าซหุงต้ม จากสุ่มตรวจ 8 จังหวัด พบบรรจุไม่เต็มถัง 57 ถัง ปรับ 20,000 บาท พร้อมอายัด และจะตรวจต่อเนื่องทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ฝั่งกรมการค้าภายในยังเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ "ธงฟ้าราคาประหยัด" ที่ขยายจุดจำหน่ายจากเดิมราว 60 จุด เพิ่มเป็นกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ควบคู่กับการเชื่อมโยงวัตถุดิบสู่ร้านอาหารโดยตรง เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการช่วยให้สามารถจำหน่ายอาหารในราคาที่เหมาะสมและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวิกฤตนี้