สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ – จีน ส่งผลอะไรต่อเศรษฐกิจโลก ?

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขณะพบปะกันในการประชุมปี 2019
    • Author, เบน ชู
    • Role, บีบีซี เวริฟาย
  • เวลาอ่าน: 2 นาที

สงครามการค้าอย่างเต็มรูปแบบระหว่างจีนและสหรัฐฯ คือสิ่งที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะกำหนดอัตราภาษีศุลกากรมากกว่า 100% สำหรับสินค้าจีนที่นำเข้าไปยังสหรัฐฯ ตั้งแต่วันพุธที่ 9 เม.ย. เป็นต้นไป

ทางการจีนระบุว่า พวกเขาจะ "สู้จนถึงที่สุด" มากกว่าจะยอมจำนนกับสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นการบีบบังคับจากสหรัฐฯ และได้เพิ่มกำแพงทางการค้าของจีนต่อสหรัฐฯ เพื่อเป็นการตอบโต้แล้ว

ความขัดแย้งทางการค้าที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นนี้ มีความหมายต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร ?

จีนและสหรัฐฯ ค้าขายระหว่างกันมากแค่ไหน ?

การค้าขายระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนี้ มีมูลค่าถึง 5.85 แสนล้านดอลลาร์ (กว่า 20.3 ล้านล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากจีน (4.4 แสนล้านดอลลาร์) มากกว่าที่จีนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ (1.45 แสนล้านดอลลาร์) อยู่มาก

ขออภัย เราไม่สามารถแสดงส่วนนี้ของเรื่องได้บนหน้าโทรศัพท์ที่ใช้แอปอย่างง่าย

มูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากจีน (เส้นสีแดง) มีมากกว่ามูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังจีน (เส้นสีฟ้า)

นั่นทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีน โดยมีความต่างระหว่างมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าและส่งออก อยู่ที่ 2.95 แสนล้านดอลลาร์ (กว่า 10.2 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 ซึ่งถือว่าเป็นการขาดดุลการค้าที่เทียบเท่ากับประมาณ 1% ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าตัวเลข 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ที่ทรัมป์กล่าวอ้างซ้ำ ๆ มาตลอดทั้งสัปดาห์นี้

ทรัมป์เคยกำหนดอัตราภาษีศุลกากรกับจีนมาครั้งหนึ่งแล้วตั้งแต่ตอนที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก อัตราภาษีดังกล่าวถูกบังคับใช้เรื่อยมา และยังถูกเพิ่มในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาด้วย

กำแพงทางการค้าเหล่านี้ช่วยทำให้ตัวเลขการนำเข้าสินค้าจากจีนลดลง จากสัดส่วน 21% ของสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าทั้งหมดในปี 2016 เหลือเพียง 13% ในปีที่แล้ว

นั่นหมายความว่าการพึ่งพาการค้ากับจีนของสหรัฐฯ ได้ลดลงแล้วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

แต่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า สินค้าจีนบางอย่างที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ถูกเปลี่ยนฐานไปส่งผ่านประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน

ตัวอย่างเช่น รัฐบาลทรัมป์เคยกำหนดอัตราภาษีศุลกากร 30% กับแผงโซลาร์เซลล์ที่นำเข้าจากจีนในปี 2018

แต่กระทรวงการพาณิชย์ของสหรัฐฯ เปิดเผยหลักฐานในปี 2023 ว่า บรรดาผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์จีนได้ย้ายฐานการประกอบกิจการไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น มาเลเซีย ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนจะส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตสำเร็จแล้วไปยังสหรัฐฯ ผ่านทางประเทศเหล่านี้ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอย่างแยบยล

ภาษีศุลกากร "ตอบโต้" แบบใหม่ ที่กำหนดกับกลุ่มประเทศดังกล่าว จึงจะทำให้ราคาสินค้าหลากหลายชนิดที่มีต้นกำเนิดจากจีน พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐฯ ด้วย

สหรัฐฯ และจีน นำเข้าสินค้าอะไรจากกันและกันบ้าง?

ในปี 2024 ประเภทของสินค้าที่ถูกส่งออกจากสหรัฐฯ ไปยังจีนมากที่สุดคือถั่วเหลือง ส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นอาหารเลี้ยงหมู ซึ่งคาดการณ์ว่ามีอยู่ประมาณ 440 ล้านตัวในจีน

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังส่งออกยาและปิโตรเลียมไปยังจีนด้วย

ในทางกลับกัน สินค้าที่ส่งออกจากจีนไปยังสหรัฐฯ มีทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และของเล่น จำนวนมหาศาล รวมถึงแบตเตอรีจำนวนมาก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า

ทั้งนี้ ประเภทสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากจีนมากที่สุดคือ โทรศัพท์มือถือ คิดเป็น 9% ของสินค้าทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนมากที่เป็นโทรศัพท์มือถือที่จีนผลิตให้กับ Apple บริษัทข้ามชาติสัญชาติสหรัฐฯ

การเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มูลค่าตลาดของ Apple ลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาหุ้นร่วงลง 20% จากเดือนที่แล้ว

ขออภัย เราไม่สามารถแสดงส่วนนี้ของเรื่องได้บนหน้าโทรศัพท์ที่ใช้แอปอย่างง่าย

สัดส่วนของสินค้าแต่ละประเภทที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังจีน (ฝั่งซ้าย) และที่จีนส่งออกไปยังสหรัฐฯ (ฝั่งขวา)

สินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากจีนทั้งหมดนี้ ถูกประเมินว่ามีราคาแพงขึ้นสำหรับชาวอเมริกันอยู่แล้วจากอัตราภาษี 20% ที่รัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บจากรัฐบาลจีนก่อนหน้านี้

หากอัตราภาษีนำเข้าถูกเพิ่มขึ้นอีกเป็น 100% สำหรับสินค้าทั้งหมด จะทำให้ส่งผลกระทบหนักกว่าเดิม 5 เท่าตัว

และสินค้าที่จีนนำเข้าจากสหรัฐฯ ก็จะแพงขึ้นเช่นกัน จากมาตรการตอบโต้ทางภาษีของจีน ซึ่งท้ายที่สุดก็จะทำร้ายผู้บริโภคชาวจีนในแบบเดียวกัน

แต่นอกจากมาตรการทางภาษีศุลกากรแล้ว ยังมีวิธีอื่น ๆ อีกที่สองประเทศนี้อาจนำมาใช้พยายามสร้างความเสียหายให้ฝ่ายตรงข้ามผ่านทางการค้า

คำบรรยายวิดีโอ, ทางการจีนระบุว่า พวกเขาจะ "สู้จนถึงที่สุด" ในสงครามการค้า

จีนมีบทบาทหลักในการสกัดโลหะที่สำคัญหลายชนิดสำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ทองแดง ลิเธียม ไปจนถึงแร่หายาก

รัฐบาลจีนอาจสร้างอุปสรรคขวางไม่ให้โลหะเหล่านี้ส่งไปถึงสหรัฐฯ

นี่คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับกรณีของแร่ธาตุสองชนิดที่เรียกว่า เจอร์เมเนียม และแกลเลียม ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ ใช้ในการถ่ายภาพความร้อนและจับเรดาร์

ขณะที่สหรัฐฯ อาจพยายามจำกัดการส่งเทคโนโลยีไปยังจีนให้เข้มข้นขึ้นอีก ซึ่งนี่เริ่มมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ทำให้จีนนำเข้าไมโครชิปขั้นสูงได้ยากขึ้น ซึ่งไมโครชิปที่เป็นส่วนสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ จีนยังผลิตเองไม่ได้

ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งระบุในสัปดาห์นี้ว่า สหรัฐฯ ยังสามารถกดดันประเทศอื่น ๆ อาทิ กัมพูชา เม็กซิโก และเวียดนาม ไม่ให้ค้าขายกับจีนได้อีก หากประเทศเหล่านี้ยังอยากจะส่งออกสินค้ามายังสหรัฐฯ

ทั้งหมดนี้อาจส่งผลกระทบกับประเทศอื่น ๆ อย่างไร ?

สหรัฐฯ และจีน เมื่อรวมกันแล้วมีส่วนแบ่งที่ใหญ่มากในเศรษฐกิจโลก คือราว ๆ 43% ในปีนี้ จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

ถ้าหากพวกเขาทำสงครามการค้าอย่างเต็มรูปแบบแล้วทำให้การเติบโตช้าลง หรือทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ก็มีแนวโน้มที่มันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ ด้วย จากการที่เศรษฐกิจโลกเติบโตช้าลง

การลงทุนทั่วโลกก็น่าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน และยังอาจมีผลกระทบอื่น ๆ ที่ตามมาได้

จีนเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก และผลิตสินค้าได้มากกว่าที่ประชากรในประเทศบริโภคเป็นปริมาณมาก

จีนมีสินค้าส่วนเกินอยู่แล้วเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 35 ล้านล้านบาท) หมายความว่าพวกเขาส่งออกสินค้าไปยังส่วนอื่น ๆ ของโลก มากกว่าที่จะนำเข้า

และจีนยังมักผลิตสินค้าเหล่านั้นได้ในราคาที่ถูกกว่าต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ด้วยเงินอุดหนุนภายในประเทศและการสนับสนุนทางการเงินของรัฐ เช่น เงินกู้ราคาถูก สำหรับบริษัทที่ได้รับการสนับสนุน

เหล็ก คือตัวอย่างสินค้าหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนในลักษณะนี้

แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่ว่า หากสินค้าดังกล่าวไม่สามารถเข้าไปสู่สหรัฐฯ ได้ บริษัทจีนอาจหาทางขายสินค้าเหล่านี้ในประเทศอื่น ๆ

แม้ว่ามันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคบางส่วน แต่ก็อาจไปกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศต่าง ๆ รวมถึงการจ้างงานและอัตราค่าจ้างในประเทศนั้น ๆ ด้วย

กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านเหล็กในสหราชอาณาจักร ได้ออกมาเตือนถึงอันตรายของเหล็กส่วนเกินที่มีความเป็นไปได้ว่าจะถูกเปลี่ยนตลาดมาขายยังสหราชอาณาจักร

ทั่วโลกจะรู้สึกได้ถึงผลกระทบทางอ้อมจากสงครามการค้าเต็มรูปแบบระหว่างจีนและสหรัฐฯ และนักเศรษฐศาสตร์ส่วนมากก็ประเมินว่ามันจะส่งผลในเชิงลบเป็นอย่างมาก