อิหร่านมีคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ แต่สามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้หรือไม่
ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC
- Author, หลุยส์ บารูโช
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- เวลาอ่าน: 6 นาที
คลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านได้ตกลงที่จะส่งมอบคลังแร่ดังกล่าวในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงยุติสงคราม
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 เม.ย.) นายซาอีด คาติบซาเดห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างนี้ โดยระบุกับสำนักข่าวเอพีว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ "เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น"
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาเพื่อหาหนทางไปสู่การหารือสันติภาพในขั้นต่อไป เป็นที่แน่ชัดว่าอนาคตของวัสดุดังกล่าวจะต้องกลายเป็นประเด็นสำคัญในการพูดคุยอย่างแน่นอน
แต่แท้จริงแล้วยูเรเนียมเสริมสมรรถนะคืออะไรกันแน่ และเหตุใดจึงมีความสำคัญนัก
ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะคืออะไร
ยูเรเนียมเป็นธาตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งพบได้ในเปลือกโลก โดยส่วนใหญ่ประกอบด้วยไอโซโทป 2 ชนิด ได้แก่ ยูเรเนียม-238 (U-238) และยูเรเนียม-235 (U-235)
ยูเรเนียมในธรรมชาติมากกว่า 99% คือ U-238 ซึ่งไม่อาจหล่อเลี้ยงปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ได้อย่างง่ายดายนัก มีเพียงราว 0.7 % เท่านั้นที่เป็น U-235 ซึ่งเป็นไอโซโทปที่แตกตัวได้ง่าย และปลดปล่อยพลังงานออกมาในกระบวนการที่เรียกว่า นิวเคลียร์ฟิชชัน
เพื่อให้ยูเรเนียมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ จึงต้องมีการเพิ่มสัดส่วนของ U-235 ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การเสริมสมรรถนะ (enrichment)
ในขั้นแรก ยูเรเนียมจะถูกแปลงสภาพให้เป็นก๊าซ จากนั้นก๊าซดังกล่าวจะถูกป้อนเข้าสู่เครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuge) ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่หมุนด้วยความเร็วสูงยิ่งยวด
ในขณะที่เครื่องกำลังทำงาน U-238 ซึ่งมีมวลมากกว่าจะเคลื่อนตัวออกสู่ด้านนอกเล็กน้อย ขณะที่ U-235 ซึ่งเบากว่า จะยังคงอยู่ใกล้กับบริเวณศูนย์กลางมากกว่า
กระบวนการนี้ทำให้ U-235 ซึ่งเป็นรูปแบบของยูเรเนียมที่หายากและมีประโยชน์ ค่อย ๆ ถูกแยกออกจาก U-238 ที่พบได้ทั่วไปมากกว่า
ท้ายที่สุดยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นสูงขึ้นจะถูกดูดออกทางปลายด้านหนึ่งของเครื่องหมุนเหวี่ยง
ยูเรเนียมที่ใช้ในเครื่องปฏิกรณ์และในอาวุธนิวเคลียร์ แตกต่างกันอย่างไร
ยูเรเนียมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบตามระดับการเสริมสมรรถนะที่แตกต่างกัน
ยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะระดับต่ำ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีความเข้มข้นของ U-235 อยู่ที่ 3-5% จะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ ระดับความเข้มข้นดังกล่าวเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงปฏิกิริยาลูกโซ่แบบควบคุมได้ แต่ยังต่ำกว่าระดับที่จำเป็นสำหรับการสร้างอาวุธอยู่มาก
ยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะระดับสูง ซึ่งมีความเข้มข้นตั้งแต่ 20% ขึ้นไป สามารถนำไปใช้ในเครื่องปฏิกรณ์วิจัยได้ ขณะที่ยูเรเนียมระดับที่ใช้ผลิตอาวุธ (weapons-grade) มักจะผ่านการเสริมสมรรถนะจนมีความเข้มข้นสูงถึงราว 90%
ที่ระดับความเข้มข้นดังกล่าว เงื่อนไขต่าง ๆ จะเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบลุกลามจนควบคุมไม่ได้ในแทบจะทันที เมื่อมีการนำวัสดุชนิดนี้มารวมกันในปริมาณที่มากพอ อะตอมจะเริ่มแตกตัวอย่างรวดเร็วแบบฉับพลัน และปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในชั่วเสี้ยววินาที
สิ่งนี้คือเส้นแบ่งระหว่างการนำยูเรเนียมไปใช้ในทางพลเรือนและทางทหาร โดยในเครื่องปฏิกรณ์ เชื้อเพลิงจะผ่านการเสริมสมรรถนะเพียงเล็กน้อย และปฏิกิริยาจะถูกชะลอและจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มีการปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดช่วงระยะเวลาหลายเดือนหรือหลายปี แต่สำหรับระเบิด เป้าหมายนั้นกลับกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการปล่อยให้ปฏิกิริยาทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบบรวดเดียวจบ
ภายใต้ข้อตกลงปี 2015 ที่ทำร่วมกับ 6 ชาติมหาอำนาจของโลก ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี รัสเซีย สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร อิหร่านถูกจำกัดให้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้ไม่เกิน 3.67%
ข้อตกลงดังกล่าวยังจำกัดปริมาณคลังยูเรเนียมของอิหร่านไว้ที่ไม่เกิน 300 กิโลกรัม จำกัดจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยงที่สามารถใช้งานได้ รวมถึงสั่งห้ามการเสริมสมรรถนะแร่ที่โรงงานใต้ดินฟอร์โดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในเดือน พ.ค. 2018 ซึ่งอยู่ในช่วงวาระแรกของการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐฯ ได้ประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงฉบับนี้
เหตุใดระดับการเสริมสมรรถนะจึงมีความสำคัญ
ยิ่งระดับการเสริมสมรรถนะสูงขึ้นเท่าใด ยูเรเนียมก็ยิ่งเข้าใกล้ขีดความสามารถในการนำไปผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้มากขึ้นเท่านั้น
การบรรลุระดับการเสริมสมรรถนะที่ 20% ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เนื่องจากงานทางเทคนิค (technical effort) ส่วนใหญ่ที่จำเป็นต่อการผลิตวัสดุระดับอาวุธนิวเคลียร์ ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ณ จุดนี้
การแปรสภาพยูเรเนียมธรรมชาติให้เป็นวัสดุที่มีการเสริมสมรรถนะระดับ 20% จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการแยกส่วนซ้ำแล้วซ้ำเล่านับพันครั้ง รวมถึงต้องทุ่มเททั้งเวลาและพลังงานมหาศาล
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจาก 20% ไปสู่ระดับราว 90% กลับใช้ขั้นตอนเพิ่มเติมอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
นั่นหมายความว่า ยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะมาในระดับสูงแล้ว จะสามารถนำไปเพิ่มการแปรสภาพให้ถึงระดับที่ใช้ผลิตอาวุธได้อย่างรวดเร็ว
อิหร่านครอบครองยูเรเนียมอยู่มากน้อยเพียงใด
ประเด็นสำคัญซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเจรจาในปัจจุบัน คือแนวทางในการจัดการกับคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่อิหร่านมีอยู่ในขณะนี้
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่าในช่วงเริ่มต้นของสงคราม อิหร่านครอบครองยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะระดับ 60% อยู่ประมาณ 440 กิโลกรัม ซึ่งวัสดุดังกล่าวสามารถนำไปเสริมสมรรถนะจนถึงเกณฑ์ 90% ที่จำเป็นต่อการสร้างยูเรเนียมระดับผลิตอาวุธได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ อิหร่านยังครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับ 20% อีกราว 1,000 กิโลกรัม และระดับราว 3.6% อีก 8,500 กิโลกรัม ซึ่งโดยปกติแล้วมักถูกนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ทางพลเรือน เช่น การผลิตพลังงานหรือเพื่อการวิจัยทางการแพทย์
เป็นที่เชื่อกันว่ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูงส่วนใหญ่ที่อาจถูกนำไปแปรสภาพเป็นวัสดุสำหรับอาวุธนิวเคลียร์ได้นั้นถูกจัดเก็บไว้ที่เมืองอิสฟาฮานในศูนย์ปฏิบัติการหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสถานที่ทางนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่านอันตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปีที่ผ่านมา
ที่มาของภาพ, Google maps/BBC
อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามียูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูงถูกจัดเก็บไว้ในสถานที่อื่น ๆ อีกมากน้อยเพียงใด
แหล่งข่าวระบุว่ารัฐบาลอิหร่านได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องที่ให้ระงับการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์เป็นเวลา 20 ปี แต่กลับเสนอให้มีการระงับการดำเนินการชั่วคราวเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นข้อเสนอเดิมที่เคยยื่นไว้ก่อนที่การสู้รบจะปะทุขึ้น
นอกจากนี้อิหร่านยังได้ตอบโต้ข้อเรียกร้องที่ให้ส่งมอบคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงปริมาณ 440 กิโลกรัม โดยยืนกรานตามข้อเสนอผ่อนปรนเดิมของตนที่จะใช้วิธีเจือจางความเข้มข้นของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับ 60% ดังกล่าวแทน
นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เคยกล่าวกับสำนักข่าวเอพีเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้วว่า หากนำปริมาณแร่ดังกล่าวไปเสริมสมรรถนะต่อยอด จะมีปริมาณเพียงพอสำหรับการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ถึง 10 ลูก
อิหร่านกำลังสร้างอาวุธนิวเคลียร์อยู่หรือไม่
อิหร่านยืนกรานมาโดยตลอดว่าโรงงานนิวเคลียร์ของตนดำเนินการเพื่อจุดประสงค์ทางสันติอย่างสิ้นเชิง ขณะที่องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่ายังไม่พบหลักฐานบ่งชี้ถึงโครงการอาวุธนิวเคลียร์ที่ยังคงดำเนินการอยู่แต่อย่างใด
การผลิตยูเรเนียมระดับอาวุธนิวเคลียร์เป็นเพียงก้าวแรกของการสร้างอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น ระเบิดที่จะสามารถใช้งานได้จริงยังจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการเพิ่มเติมที่ซับซ้อน ซึ่งรวมถึงการออกแบบและประกอบหัวรบ ตลอดจนการพัฒนาระบบนำส่ง
แพทริเซีย ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านการควบคุมอาวุธ ระบุว่า "อิหร่านได้พัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบหัวรบในระดับหนึ่งมาจนถึงปี 2003 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดูเหมือนว่าพวกเขาได้ระงับโครงการดังกล่าวไป"
อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวเสริมว่า "ภายหลังการข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ล่มสลายลงและการเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจตัดสินใจหันกลับมาพัฒนาขีดความสามารถด้านหัวรบอีกครั้ง"
รายงานการประเมินประจำเดือน พ.ค. 2025 โดยสำนักข่าวกรองกลาโหมสหรัฐฯ (US Defense Intelligence Agency) ระบุว่าอิหร่านสามารถผลิตยูเรเนียมระดับอาวุธในปริมาณที่มากพอสำหรับสร้างระเบิดหนึ่งลูกได้ภายในระยะเวลาที่ "อาจน้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์"
อย่างไรก็ดี รายงานฉบับดังกล่าวระบุด้วยว่า "แทบจะแน่นอนว่าอิหร่านไม่ได้กำลังดำเนินการผลิตอาวุธนิวเคลียร์" แม้ว่าจะได้เตรียมความพร้อมในหลายขั้นตอน ซึ่งปูทางไปสู่ขีดความสามารถดังกล่าวหากพวกเขาตัดสินใจที่จะลงมือ
ทางด้านอิสราเอลได้ออกมาระบุว่ามีข้อมูลข่าวกรองที่ชี้ให้เห็นว่าอิหร่านมีความ "คืบหน้าในการพัฒนาส่วนประกอบต่าง ๆ สำหรับอาวุธนิวเคลียร์อย่างเป็นรูปธรรม"
รายงานเพิ่มเติมโดย นาเดีย ซูเลมาน และบรรณาธิการโดย มาร์ค เชีย
ข่าวเด่น
เรื่องน่าสนใจ
บทความยอดนิยม
ไม่มีเนื้อหานี้