ถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตร "เลือกตั้งจำลอง" สืบย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ 88%

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 15 นาที

ห้องรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชั้น 2 ของอาคารรัฐสภา แปรสภาพเป็น "หน่วยเลือกตั้งจำลอง" โดยมีอุปกรณ์ครบถ้วน ทั้งคูหาเลือกตั้ง หีบบัตรเลือกตั้ง ปากกา แบบขีดคะแนน และที่ขาดไม่ได้คือบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด (barcode)

เมื่อถึงเวลานัดหมาย 13.55 น. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ชี้แจงขั้นตอนสาธิต "การเลือกตั้งจำลอง" ซึ่งคล้ายคลึงกับการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) แทบทุกประการ เพียงแต่ในสถานการณ์จำลองนี้ ให้ผู้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อ 1 เมนู จากทั้งหมด 6 เมนู เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกติกาตรงกัน ก็ได้เวลาเปิดหีบเลือกตั้ง

อาสาสมัคร 10 คน ซึ่งมีทั้งผู้สื่อข่าว นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และประชาชนรับบทผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ โดยมีอาสาสมัครอีก 4 คนทำหน้าที่กรรมการประจำหน่วยลงคะแนน (กปน.) ให้โหวตเตอร์ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตร จากนั้น กปน. ฉีกบัตรลงคะแนนที่มีบาร์โค้ดส่งให้ผู้ใช้สิทธิเข้าไปกากบาทเลือกในคูหา แล้วนำมาหย่อนลงหีบบัตรด้วยตนเอง

ทว่ากติกาพิเศษที่ผิดแผกไปจากการเลือกตั้งจริงคือ ให้ผู้ใช้สิทธิสามารถถ่ายรูปบัตรลงคะแนนที่กากบาทแล้วเอาไว้เป็นหลักฐาน

เมื่อโหวตเตอร์ทุกคนใช้สิทธิครบถ้วนแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการนับคะแนน โดยมี "ทีมนักสืบ" 5 ทีมร่วมภารกิจพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดสามารถระบุผู้ลงคะแนนได้จริงหรือไม่

ในขณะที่ กปน. เปิดหีบ-กางบัตรออกมาขานคะแนน-บันทึกคะแนนลงแบบขีดคะแนนบนกระดาน ทีมวิเคราะห์ข้อมูลก็ตั้งกล้องถ่ายรูปบัตรลงคะแนนทุกใบ ทดลองถอดรหัสด้วยอุปกรณ์ที่จัดเตรียมมาเองใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที และเปรียบเทียบกับผลการนับคะแนน

ผลปรากฏว่า ระดับความแม่นยำของ "ทีมนักสืบ" ทั้ง 5 ทีมมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 88% หรือสามารถระบุคำตอบได้ถูกต้อง 44 รายการ จากทั้งหมด 50 รายการ โดยมีอยู่ 3 ทีมที่สามารถถอดรหัสได้ 100% คือตอบถูกหมดว่าโหวตเตอร์ทั้ง 10 คนลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวเมนูใด และ 1 ทีมถอดรหัสได้ 90% (ตอบถูก 9 จาก 10 คน) และอีก 1 ทีมถอดรหัสได้ 40% (ตอบถูก 4 จาก 10 คน)

นายสมชัยระบุว่า ตัวเลขนี้มาจากการทดลองเชิงประจักษ์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ก่อนสรุปว่า "การออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดเป็นฝันร้ายของ กกต. ที่อาจนำไปสู่การวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้"

กมธ.การเมืองฯ ปัดแทรกแซง กกต. แค่ "ศึกษาเชิงวิชาการ"

กิจกรรมนี้จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ในวันเดียวที่ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน จาก 21 พรรคการเมือง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนกว่า 37.8 ล้านคน โดยใช้บัตรเลือกตั้งสีชมพูที่มีบาร์โค้ด ท่ามกลางข้อถกเถียงของสังคมว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนน "ไม่เป็นความลับ" และ "ขัดต่อรัฐธรรมนูญ" หรือไม่

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า การทดลองนี้มีจุดประสงค์เพื่อ "ศึกษาเชิงวิชาการ" และจะนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำรายงานการศึกษากระบวนการการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม (Free & Fair Election) ซึ่งครอบคลุมทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง โดยจะเสนอรายงานและข้อเสนอแนะให้วุฒิสภาพิจารณาในสมัยประชุมหน้า พร้อมยืนยันว่า ข้อสรุปที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กระบวนการตีความข้อกฎหมายว่าการลงคะแนนเป็นความลับหรือไม่ลับ หรือขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ต้องการพิสูจน์ความเสี่ยงจากการมีบาร์โค้ดเท่านั้น เพื่อ กกต. จะได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการทดลองไปพิจารณาและปรับปรุงการเลือกตั้งครั้งต่อไป

เขาย้ำด้วยว่า กมธ. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าให้จัดการเลือกตั้งจำลองนี้ตามที่ได้รับการประสานงานมา แต่ยอมรับว่ามีเพื่อน กมธ. บางส่วนตั้งคำถาม แต่เมื่ออธิบายว่าเป็นการพิสูจน์ทางวิชาการ ก็เข้าใจ

ส่วนที่มีนักกฎหมายออกมาตั้งข้อสังเกตว่า กมธ. ไม่มีอำนาจตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งขององค์กรอิสระ เข้าข่ายแทรกแซงอำนาจหน้าที่ของ กกต. นั้น นายนรเศรษฐ์ย้ำว่าเจตนาของ กมธ. คือศึกษาเชิงวิชาการ ไม่ได้ทำเพื่อหาว่าใครถูกใครผิด กมธ. ไม่มีเจตนาก้าวล่วงหรือบอกว่า กกต. ต้องทำหรือไม่ทำอะไร แต่มองว่าการพัฒนาการเมืองที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากคูหาเลือกตั้ง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนก็เริ่มที่คูหาเช่นกัน หากมีความสงสัยในกระบวนการเลือกตั้งย่อมกระทบต่อกระบวนการประชาธิปไตย

เช่นเดียวกับเสียงวิจารณ์ที่ว่าการจัดจำลองการเลือกตั้งเพื่อ "ฟอกขาว" ให้กลุ่มบุคคลที่ถูก กกต. กล่าวโทษดำเนินคดีอาญา ซึ่งประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ขอปฏิเสธ โดยบอกว่าเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ขณะนี้มีเพียงข่าว ยังไม่มีใครเห็นเนื้อหาของหมายแจ้งข้อกล่าวหาประชาชนแต่อย่างใด

ทีมนักสืบแกะรอยบาร์โค้ดหาผู้เลือกได้อย่างไร

สำหรับ "ทีมนักสืบ" ที่เข้าร่วมภารกิจแกะรอยบาร์โค้ดมีทั้งหมด 5 ทีม ประกอบด้วย ทีมนักศึกษามหาวิทยาลัย 2 ทีม ทีมนักเรียนมัธยม 1 ทีม และทีมประชาชนทั่วไป 2 ทีม แต่ละทีมใช้เทคนิคถอดรหัสบาร์โค้ดแตกต่างกันไป

ในการวัดความแม่นยำ ผู้จัดงานให้โหวตเตอร์อาสาสมัครมายืนประจันหน้ากับทีมนักสืบ แล้วให้แต่ละทีมทายผลการลงคะแนนของโหวตเตอร์รายนั้น ๆ

หญิงที่ชื่อ "ศิ" คือโหวตเตอร์คนแรกที่ใช้สิทธิและถูกทายผลการออกเสียง ซึ่งปรากฏว่ามี 4 จาก 5 ทีม ตอบถูกว่าเธอกากบาทเลือกก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น หรือคิดเป็นความแม่นยำที่ 80%

จากนั้นโหวตเตอร์ที่เหลือ ก็ทยอยมาแสดงตัว-ให้ทีมนักสืบทายผลการออกเสียง พบว่า

  • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 5 คน ที่ทีมนักสืบทุกทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 100%
  • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 4 คน ที่ทีมนักสืบ 4 จาก 5 ทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 80%
  • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 1 คน ที่ทีมนักสืบ 3 จาก 5 ทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 60%

เมื่อประมวลภาพรวมทั้งหมด ปรากฏว่ามี 3 ทีมที่สามารถถอดรหัสบาร์โค้ดได้ 100% คือตอบถูกหมดว่าโหวตเตอร์ทั้ง 10 คนเลือกกินก๋วยเตี๋ยวเมนูใด รู้กระทั่งโหวตเตอร์รายใดทำบัตรเสีย

ในบัตรเลือกกินก๋วยเตี๋ยวที่มีบาร์โค้ดอยู่ด้านล่าง เมื่อสแกนบาร์โค้ด จะปรากฏตัวอักษรขึ้นมา 9 หลัก ตัวแรกเป็นตัวหนังสือ ตามด้วยตัวเลขอีก 8 หลัก ซึ่งบัตรลงคะแนนแต่ละปึก จะเรียงลำดับหมายเลขจากน้อยไปหามาก เช่น A00000001 A00000002...

ทีมนักศึกษาสายสืบ 1 ที่ทายผลถูกทั้งหมด เฉลยวิธีการถอดรหัสบาร์โค้ดเพื่อสืบย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนนเสียงว่าใช้วิธีการถ่ายภาพ และใช้แอปพลิเคชันไลน์สแกนบาร์โค้ดแบบสด ๆ ตอนนับคะแนนซึ่งตรวจจับได้ไวมาก มีตัวเลขรหัสขึ้นมาเลย จึงสามารถระบุได้ว่าโหวตเตอร์ลงคะแนนอย่างไรหากรู้ว่าอยู่ในลำดับผู้ใช้สิทธิที่เท่าไร ทีมนี้ใช้เวลาเพียง 12 นาทีในการถอดรหัสบาร์โค้ด โดยไม่มีการสุ่มหรือคาดเดาเลย

ทีมนักศึกษาสายสืบ 2 อีกทีมที่ทายผลถูก 100% ใช้การถ่ายภาพนิ่งผู้ใช้สิทธิ และถ่ายภาพนิ่งบาร์โค้ดตอนนับคะแนน จากนั้นเอาภาพบาร์โค้ดมาสแกนหาตัวเลขภายหลัง แล้วนำมาเทียบหาลำดับผู้ลงคะแนน แต่มีอุปสรรคเล็กน้อยจากการที่บาร์โค้ดโหวตเตอร์คนที่ 5-6 สแกนไม่ติด จึงต้องอาศัยการสุ่ม แต่ก็เดาถูก

ทีมนักสืบประชาชน สามารถถอดรหัสได้ภายในเวลาเพียง 5 นาที เนื่องจากเตรียมตารางลำดับผู้ใช้สิทธิมาจากบ้าน จากนั้นก็เก็บภาพผู้ใช้สิทธิ ภาพการลงคะแนนบัตรเลือกตั้งเป็นรายใบ เมื่อนำไปสแกนบาร์โค้ด ก็สามารถจับคู่เช็กลำดับผู้ใช้สิทธิกับผลการออกเสียงได้ทันที

ขณะที่ทีมนักเรียนสายสืบ ที่ทายถูก 60% แจ้งว่า พวกเขาใช้การอัดคลิปวิดีโอทั้งช่วงเลือกตั้งและขานคะแนน ทำให้ภาพบาร์โค้ดไม่ชัดเจน นำมาสแกนไม่ได้ ต้องอาศัยการคาดเดาร่วมด้วย

ผู้จัดงานสรุปว่า ความแม่นยำขึ้นกับการเตรียมตัว ความเข้าใจต่อกระบวนการเลือก และอุปกรณ์ที่ใช้งาน

"เสียลับ" ในเลือกตั้งจำลอง จะส่งผลต่อเลือกตั้ง 8 ก.พ. หรือไม่

กระบวนการการเลือกตั้งจำลองใช้เวลา 2 ชม. ได้รับความสนใจจากผู้คนหลากหลายแวดวง อาทิ นักวิชาการด้านกฎหมาย นักการเมือง นักกิจกรรมการเมือง ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน รวมถึงประชาชนที่มีชื่อปรากฏว่าถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดี ร่วมสังเกตการณ์การถอดรหัสบาร์โค้ดด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้แทนจากสำนักงาน กกต. และตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตมาร่วมแต่อย่างใด ถึงแม้ กมธ. ทำหนังสือเชิญไปแล้วก็ตาม

ผู้ร่วมสังเกตการณ์ 2 คนคือ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก.ลายจุด" นักเคลื่อนไหวการเมือง บอกตรงกันว่า กิจกรรมนี้ไม่ควรต้องจัดด้วยซ้ำ หาก กกต. ยอมรับว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้สืบย้อนกลับไปหาผู้ออกเสียงลงคะแนนได้

รศ.ดร.ปริญญาเรียกร้องให้ กกต. ยืนยันกับประชาชนว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่มีการใช้บาร์โค้ดอีก ซึ่งการพิสูจน์ในวันนี้สะท้อนว่าเพียงแค่รู้ลำดับการใช้สิทธิ ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าใครเลือกใคร เพราะบัตรเลือกตั้งไล่เรียงไปตามหมายเลข หากหัวคะแนนเพียงไปนั่งเฝ้า ก็สามารถจำหน้าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ และแค่สแกนบาร์โค้ดก็สามารถตรวจสอบผลการลงคะแนนได้ โดยไม่ต้องมีต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ดังนั้น กกต. จะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด เขตใด ทุจริต

"ถ้าประชาชนรับเงินมา เขาต้องมีสิทธิกาไม่เลือกได้ นี่คือหลักเลือกตั้งโดยลับที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย" นักกฎหมายจาก มธ. กล่าว

นักกฎหมายอีกคนที่มาร่วมสังเกตการณ์คือ ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้ความเห็นว่า คนที่บอกว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะถือว่า "มีธง" ส่วนตัวไม่มีธง และขอแบ่งความลับการเลือกตั้งออกเป็น 3 ระดับ

  • ระดับผู้ใช้สิทธิออกเสียง หากเดินผ่านคูหาเลือกตั้ง ก็จะรู้ได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร แบบที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2549
  • ระดับเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีข้อถกเถียงว่าหากจับหัวกับหางบัตรเลือกตั้งมาเจอกัน ก็จะรู้ได้ว่าใครเลือกอะไร
  • ความลับในระบบ ซึ่งต้องหาต้นขั้วบัตรมาประกบกับหางบัตร ถึงจะรู้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร

"ที่ผ่านมา มีผู้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ถูกซื้อจริง สิ่งที่ทำในวันนี้เปิดเผยให้เห็นว่ามันเปิดเผยผลการเลือกได้ทั้งหน่วย ถ้ารู้ลำดับที่การใช้สิทธิ และหมายเลขบัตรเลือกตั้ง ก็มีโอกาสรู้ว่าใครกาอย่างไร" ดร.เจษฎ์กล่าว

นักกฎหมายรายนี้กล่าวต่อไปว่า หาก กกต. คาดเดาได้ว่าเหตุที่เกิดการทราบคะแนนจากการทดลองต่าง ๆ 7 กกต. และเลขาธิการ กกต. ก็อาจถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการนี้

เขาจึงคาดหวังว่าผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไปแล้วพิจารณา เพราะหากยังอยู่ในความคลางแคลงใจ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ทำให้คนเชื่อว่าสุจริตไม่ได้ คนก็จะมองว่ารัฐบาลมาจากการโกง รัฐมนตรีมาจากการโกง ไม่ทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้

ผลการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์-ผ่านบัตรเลือกตั้งจำลองในวันนี้ อาจเพิ่มน้ำหนักให้กับสมมติฐานของฝ่ายที่ระบุว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู ทำให้ "เสียลับ" ตามทัศนะของ ดร.เจษฎ์

เขายอมรับว่านี่เป็นเพียงการ "พิสูจน์ทางทฤษฎี" ยังไม่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งภาระในการพิสูจน์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เป็นของผู้ร้อง และต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการเรียกพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความลับ เช่น อาจให้นำต้นขั้วบัตรและหางบัตรที่มีบาร์โค้ดเมื่อ 8 ก.พ. ไปพิสูจน์ หรือถ้าศาลเห็นว่าการเลือกตั้งจำลองวันนี้มีประโยชน์ ก็อาจนำไปประกอบได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลเลย

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ใช้วิธี "ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ"

เอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ขยายความหมาย "การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ" ว่าบุคคลอื่น "ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด"

รองเลขาฯ กกต. ไม่แจงเหตุฟ้องดำเนินคดีสื่อ-ประชาชน

ภายหลังการเลือกตั้ง มีนักการเมือง นักกิจกรรมการเมือง และประชาชนฟ้องดำเนินคดีกับ กกต. จากกรณีปรากฏบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งในหลายศาลและหลายคดี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ออกมาพูดถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อ 3 มี.ค. ว่า ไม่มีความกังวลใจ เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นสิทธิของผู้ยื่นเรื่องฟ้องร้อง กกต. ก็จะสู้คดีต่อไป ไม่มีอะไร

นอกจากตกที่นั่งผู้ถูกกล่าวหา กกต. ก็ขอเป็นผู้กล่าวหา โดยมอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามเพื่อดำเนินคดีอาญากับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. เมื่อ 22 ก.พ.

ถึงตอนนี้ กกต. ยังไม่เคยระบุชัดเจนว่าบุคคลที่ถูกฟ้องคือใคร แต่สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่ามีผู้ถูกกล่าวหา 6 คน ซึ่งมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี/ไอที/เอไอ, นักการเมือง, อดีต กกต. และสื่อมวลชน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 66 วรรคสอง (ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.), ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่นฯ) มาตรา 209 (อั้งยี่) มาตรา 322 (เปิดเผยความลับ) และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14

ในวันนี้มี 3 จาก 6 คนที่ปรากฏชื่อในข่าวว่า กกต. แจ้งความดำเนินคดีมาร่วมกิจกรรมจำลองการเลือกตั้งด้วย ประกอบด้วย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต., นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ "ดร.เรือบิน" ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม, นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งทั้งหมดบอกว่ายังไม่มีหมายเรียกไปให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด

ในระหว่างเปิดแถลงข่าวที่สำนักงาน กกต. นายครรชิตกล่าวถึงการแจ้งความดำเนินคดีกับ 6 ประชาชนว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน

ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าในวันดังกล่าว สื่อมวลชนหลายสำนักก็ถ่ายรูปในลักษณะเดียวกัน สื่อที่ถูกแจ้งความมีพฤติกรรมแตกต่างกันอย่างไรนั้น รองเลขาธิการ กกต. ตอบว่า ที่แจ้งความดำเนินคดีไปเป็นการดูเบื้องต้น ขณะนี้มีการเอาวงจรปิด รวมถึงคลิปต่าง ๆ มาดูเพิ่มเติมอยู่ ส่วนเหตุผลที่แจ้งความ ขอไปอธิบายเหตุผลกับพนักงานสอบสวน