"เราไม่มีทางรู้เลยว่าไปทำงานวันนี้จะเจอสังคมยังไง" เปิดโลกคนหางานรายวัน เมื่อนายจ้าง-ลูกจ้าง พบกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC THAI
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 13 นาที
"[ชื่อร้านอาหาร] ต้องการรับพนักงานเสิร์ฟ"
นี่คือข้อความการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันหางานรายวันที่เด้งขึ้นในโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการแอปพลิเคชันจัดหางาน "เทมป์" (Temp) วันละหลายเวลา
เมื่อกดเข้าดู ผู้ใช้จะพบกับรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับงานนั้น อย่างเช่น วัน, เวลา, และสถานที่ทำงาน ตลอดจนค่าจ้างที่จ่ายเป็น "เครดิต" ต่อชั่วโมง เมื่อมีการจ้างงาน รวมถึงค่าตอบแทนอื่น ๆ ขอบเขตการทำงาน และเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ลักษณะการแต่งกาย
สำหรับผู้ที่สนใจทำงานนี้ จำเป็นต้องชมวิดีโออบรมสำหรับงานประเภทร้านอาหาร ทำแบบทดสอบจากแอปพลิเคชันเสียก่อน ค่อยกดปุ่มแจ้งความจำนงต้องการทำงานในวันและเวลาดังกล่าว เพื่อไปทำงานตามสถานที่ที่สมัคร
นอกจากงานในร้านอาหารแล้ว แอปพลิเคชันยังให้เลือกงานรับจ้างประเภทอื่น ๆ ได้ เช่นงานคลังสินค้า งานจัดเลี้ยง ร้านค้าปลีกหรืองานธุรการ
ในปัจจุบัน มีบริการในลักษณะเช่นนี้มากมายที่ปรากฏตามช่องทางออนไลน์ หนึ่งในนั้นคือแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่าเทมป์ โดยแอปฯ นี้ถือเป็น "แพลตฟอร์มหางานรายวัน" ซึ่งเริ่มให้บริการในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2562
นอกจากเทมป์แล้ว ยังมีแอปฯ อื่น ๆ ซึ่งให้บริการในลักษณะเดียวกัน โดยทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มจัดหางานพาร์ตไทม์ที่ตอบสนองการจ้างงานระยะสั้นเช่นที่พบโดยทั่วไป เช่น "เดย์เวิร์ก" (Daywork) และ "อิมแพค คีป มี" (Impact Keep Me)
อย่างไรก็ตาม แต่ละแอปฯ มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน เช่น "อิมแพค คีป มี" เป็นแอปฯ จัดหางานสำหรับนายจ้างรายเดียวคือบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เท่านั้น ขณะที่แอปฯ "เดย์เวิร์ก" และ "เทมป์" ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ว่าจ้างและแรงงาน หน้าเว็บไซต์ของเทมป์ระบุว่ามี "ธุรกิจที่ใช้บริการ" แพลตฟอร์มของตนมากกว่า 3,000 กิจการ
ศศิวิมล เสียงแจ้ว ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มเดย์เวิร์กบอกกับบีบีซีไทยว่า บัญชีผู้หางานที่มีอยู่ในระบบมีอยู่กว่าล้านบัญชี ส่วนแอปฯ เทมป์ ระบุผ่านเว็บไซต์ "findTemp" ซึ่งเป็นช่องทางการให้บริการสำหรับนายจ้างว่าได้ "ส่งมอบพนักงานไปทำงาน" แล้ว "มากกว่า 1.5 ล้านครั้ง
"เวลาพูดถึงแรงงานที่มีสัญญาการจ้างสั้น ๆ แบบนี้ก็ถือว่าเป็น Gig Economy" อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ หัวหน้ากลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวถึงลักษณะงานในแพลตฟอร์ม "จริง ๆ งานในลักษณะนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศสักพักแล้ว ก่อนที่จะแพร่หลายมายังไทย"
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) อธิบายว่า Gig Economy คือระบบที่ผู้คนรับงานระยะสั้นหรือโปรเจกต์แบบครั้งคราวผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยคนทำงานมักถูกจัดวางให้อยู่ในสถานะเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้รับเหมาอิสระ ไม่ใช่พนักงานประจำของบริษัท และได้รับค่าตอบแทนเป็นรายงานนั้น ๆ
จากการสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการให้บริการดังกล่าว มีหลายแง่มุมที่เป็นทั้งข้อกังวลเกี่ยวกับสวัสดิการของผู้ใช้บริการ รวมไปจนถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าวดูเหมือนจะเติบโตมากขึ้น เนื่องจากตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่
บีบีซีไทยพูดคุยกับนักวิชาการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเปิดมุมมองใหม่ต่อนวัตกรรมที่กำลังเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตคนเรา
ความยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิตคนยุคใหม่อย่างไร
"แอปฯ ตอบโจทย์เรื่องเวลา" นี่คือคำตอบต่อคำถามข้างต้นของ หนึ่ง อดีตพนักงานประจำวัย 43 ปีรายหนึ่งที่เปิดเผยกับบีบีซีไทย ผู้ใช้งานที่เราพูดคุยด้วยขอใช้ชื่อเล่นในการสัมภาษณ์เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว
เธอเพิ่งกลับเข้าสู่โลกการทำงานอีกครั้ง หลังหยุดพักไปเพื่ออุทิศตัวสอนลูกที่บ้านแบบโฮมสกูล (Home school) มากว่า 10 ปี เธอเพิ่งพบว่างานส่วนใหญ่จำกัดอายุพนักงานไว้ที่ไม่เกิน 35 ปี แอปพลิเคชันหางานรายวันอย่างเทมป์จึงกลายเป็นทางออกเดียวที่ทำให้เธอจัดการชีวิตตนเองได้ง่าย
เหตุผลของ หนึ่ง ไม่ต่างจากเหตุผลของผู้ใช้บริการแอปพลิเคชันรายอื่น ๆ ที่บีบีซีไทยได้พูดคุย
แพรว (นามสมมติ) แม่ลูกอ่อนวัย 27 ปีระบุว่าการหางานรายชั่วโมงทำให้เธอสะดวกต่อการดูแลลูกน้อยวัยเกือบ 2 ขวบที่เพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด ทำให้เธอต้องออกจากงานประจำเพื่อมาแบ่งเบาภาระการเลี้ยงดูลูกกับสามี งานที่เธอชอบเลือกทำนั้นคือการเป็นพนักงานเชียร์ขายสินค้า (PC) แบบกะ 8 ชั่วโมง ซึ่งเธอสามารถทำรายได้ประมาณ 600-800 บาทต่อวัน รายได้นี้กลายมาเป็นแหล่งรายได้เสริมที่ช่วยจุนเจือค่าใช้จ่ายยิบย่อยในบ้าน เช่น ค่าผ้าอ้อมสำเร็จรู้สำหรับเด็ก และค่าอินเทอร์เน็ต
"ตอนเริ่มทำแรก ๆ เลย ส่วนใหญ่จะต้องกดงานด่วนที่พอเราสมัครร้านก็ต้องรับเลย ให้เราพอมีประวัติการทำงานก่อน พอเราเริ่มมีประสบการณ์ทำงานในเทมป์แล้ว ร้านอื่น ๆ เขาก็จะตัดสินใจในการรับเราเร็วขึ้น" แพรวเล่า
ขณะที่ ส้ม นักศึกษาจบใหม่ เผยกับบีบีซีไทยว่าเธอใช้แอปฯ เดย์เวิร์กในการหางานระหว่างเรียนจากความยืดหยุ่นในการกำหนดเวลา
ส้มได้งานระยะสั้นเป็นพนักงานขายของในงานมหกรรมหนังสือครั้งหนึ่งนานติดกันเป็นสัปดาห์ หลังจากนั้นก็ได้งานที่เธอเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดีทำให้เธอ "กด" งานดังกล่าวติดต่อกันเป็นเดือน "ตอนนั้นเหมือนทำงานประจำเลย"
ประสบการณ์ของผู้ใช้แอปฯ หางานในประเทศไทยที่บีบีซีไทยได้สัมภาษณ์มานั้น สอดคล้องกับรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ระบุว่า Gig Economy ดึงดูดผู้คนเพราะตอบโจทย์วิถีชีวิตที่ยืดหยุ่น เป็นแหล่งรายได้เสริม และเป็นทางออกสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดแรงงานดั้งเดิม โดยระบุว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลได้เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่มีข้อจำกัดด้านเวลาหรือคุณวุฒิ เช่น นักศึกษา ผู้ที่ต้องดูแลครอบครัว หรือผู้ที่เปลี่ยนสายอาชีพ สามารถเข้าถึงแหล่งรายได้โดยบริหารจัดการเวลาได้ด้วยตนเอง
แนวโน้มดังกล่าวสอดรับกับทิศทางตลาดแรงงานยุคใหม่ซึ่ง สิริวัน ร่มฉัตรทอง เลขาธิการสภาการนายจ้างแห่งประเทศไทยให้ความเห็นว่ารูปแบบการรับงานเป็นรายชิ้นงานนั้น "เป็นเทรนด์ของ คนในยุคนี้อยู่แล้ว" โดยเธอระบุว่าคนทำงานต้องการความยืดหยุ่นสูงและมุ่งเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน (work-life balance) มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศนี้ ภาคธุรกิจและนักวิชาการกำลังร่วมกันพิจารณาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่นี้ให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้นในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการสร้างความมั่นคงให้กับแรงงาน การขยายสวัสดิการให้คุ้มครองอย่างเป็นธรรม และการสร้างเสริมให้ตลาดแรงงานมีโครงสร้างที่ยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีการจ้างใหม่แบบใหม่นี้
ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/ BBC THAI
ตอบโจทย์ด้านความมั่นคงหรือไม่
ท่ามกลางกระแสความนิยมของแพลตฟอร์มหางานรายวัน ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยได้สำรวจในกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊ก TEMP สอบถาม/รีวิวงาน ซึ่งมีสมาชิกราว 30,000 รายเพื่อสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้งานแอปฯ ดังกล่าว เราพบผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งถามในห้องสนทนาโดยใช้นามแฝงออนไลน์ว่า "ถ้าลาออกจากงานประจำ แล้วมาทำงานเทมป์เลยดีไหมคะ งานประจำค่าแรงน้อยมาก"
เมื่อบีบีซีไทยถามคำถามเดียวกันนี้ต่อ หนึ่ง ซึ่งผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ หนึ่งผู้มีประสบการณ์การทำงานผ่านแอปฯ รายวันก่อนผันตัวมาทำงานประจำในปัจจุบันกล่าวห้ามทันที "ถ้าคุณมีงานประจำอยู่ กอดไว้แน่น ๆ เลย แล้วเอางานนี้เป็นแค่งานเสริมพอ อย่าทำเป็นหลักเป็นแหล่ง... เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราไปทำงานวันนี้ เราจะเจอสังคมยังไง เขาจะให้เงินเราตรงไหม จะหักดาวเราไหม แล้วมันไม่ได้มีสวัสดิการอะไรมารองรับเลย"
บีบีซีไทยได้นำความเห็นและข้อกังวลจากผู้ใช้งานแอปฯ ดังกล่าวมาสอบถาม รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ซึ่งเขาอธิบายว่า นี่เป็นปัญหา หรือ จุดที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกเจ็บปวด (pain point) จากแพลตฟอร์มหางานเช่นนี้
"เวลาเราพูดเรื่องการจ้างงานเขาก็จะพูดหลายประเด็น หนึ่งคือความมั่นคงของสัญญาว่าทำกับใคร ผูกมัดกับใคร ใครต้องทำหน้าที่อะไร ใครมีสิทธิ์อะไร" นักกฎหมายแรงงานดิจิทัลรายนี้กล่าว "การจ้างงานผ่านแพลตฟอร์มยังมีความคลุมเครือ เพราะกฎหมายปัจจุบันไม่ชัดเจนต่อสถานะของแพลตฟอร์ม"
เขาอธิบายว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองที่ผู้มีสิทธิในการตัดสินใจในการวางแนวกฎหมายจะเลือกใช้ หากมองว่าแพลตฟอร์มเป็นเพียงตัวกลาง แพลตฟอร์มก็ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน แต่หากมองว่าแพลตฟอร์มรวบรวมแรงงานและได้ประโยชน์จากการจับคู่งาน ก็อาจต้องรับผิดในฐานะนายจ้างโดยตรง หรือให้นิติบุคคลปลายทางเป็นนายจ้างที่แท้จริง
อย่างไรก็ดี นักนิติศาสตร์แรงงานจาก มช. ยังอธิบายต่อไปว่า ตราบเท่าที่สถานะนายจ้าง-ลูกจ้างยังคลุมเครือเช่นนี้ ผู้ได้ประโยชน์จากแรงงานก็สามารถหลีกเลี่ยงการกำหนดชั่วโมงทำงานขั้นต่ำรวมถึงการทำงานล่วงเวลาได้
ประเด็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของ อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ หัวหน้ากลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอธิบายว่าแรงงานที่พึ่งพิงแพลตฟอร์มรายวันต้องใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง เนื่องจาก "พรุ่งนี้จะมีงานหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถกำหนดได้"
ส้มเองก็รู้สึกเช่นนั้น และบอกว่า แม้ปกติระบบของเดย์เวิร์กที่เธอใช้จะกำหนดให้รับงานล่วงหน้า แต่ตามธรรมชาติของงานประเภทนี้นั้นความเสี่ยงย่อมมีอยู่เสมอ บางทีเธอวางแผนตารางเรียนและการทำงานไว้แล้ว แต่จะ "กดงานได้" เป็นประจำสม่ำเสมอหรือไม่ก็ยังเป็นปัจจัยที่ไม่มีอะไรมารับประกัน และหากไม่ได้งานตามคาดเวลาที่วางแผนไว้ก็จะกลายเป็นช่วงว่างไป
"มันมีจริง ๆ นะที่งานกดยาก แบบอยากได้แต่ไม่ได้ ซึ่งบางทีเราไม่รู้เลยว่าเขาวัดจากอะไร" เธอเล่าประสบการณ์
ขณะเดียวกัน หนึ่ง ก็พบเช่นกันว่า ปัจจุบันปริมาณงานในแอปฯ เทมป์ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีตัวเลือกในการกดรับงานน้อยลงและกดงานได้ยากขึ้น
ในระดับสากล องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่างานประเภท "งานตามสั่ง (on-the-call)" หรืองานที่ไม่มีการรับรองจำนวนชั่วโมงการทำงานว่ามีความเปราะบางซึ่งขัดกับหลัก "งานที่มีคุณค่า" ที่ควรให้ความมั่นคงด้านรายได้และการคุ้มครองทางสังคม
แนวคิดนี้ถูกนำไปสู่การออกกฎหมายจริงในยุโรป โดยสหภาพยุโรปบังคับให้นายจ้างแจ้งงานล่วงหน้าและเปิดทางให้แรงงานปฏิเสธงานได้โดยไม่ถูกลงโทษ
อย่างในสหราชอาณาจักร ได้มีการแก้กฎหมายว่าด้วยการจ้างงาน (Employment Right Act) ผลักดันหลักการว่าต้องไม่มีการทำสัญญาที่ไม่มีการการันตีชั่วโมงการทำงานเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 โดยเพิ่มเนื้อหา "สิทธิของลูกจ้างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ในการได้รับข้อเสนอชั่วโมงทำงานที่แน่นอน (Right for qualifying workers to be offered guaranteed hours) เป็นมาตรา 27BA เป็นต้นไป
ที่มาของภาพ, Getty Images
ความเป็นธรรม
นอกจากการรับประกันชั่วโมงการทำงานแล้ว นักวิชาการทั้งสองที่ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยยังเห็นตรงกันว่านิยามนายจ้าง-ลูกจ้างที่คลุมเครือยังทำให้อำนาจต่อรองของผู้ใช้บริการไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ในกรณีที่เกิดความไม่เป็นธรรม
ตัวอย่างการขาดอำนาจต่อรองนี้เกิดขึ้นกับแพรวซึ่งเล่าว่าครั้งหนึ่งเธอ "กดรับงาน" จัดออเดอร์สินค้า ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งแต่เมื่อไปถึงหน้างานกลับถูกผู้จัดการสั่งให้ไปทำแผนกปลาซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เธอหวาดกลัวอย่างหนัก
เธอระบุว่าระบบแพลตฟอร์มพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่เมื่อคำนวนรายได้และต้นทุนที่เธอจ่ายไปแล้วทำให้เธอต้องจำยอมทำงานที่ไม่ได้เลือกในที่สุด
"เราทักไปหาแอดมิน (ของแอปฯ TEMP) เพื่อขอเปลี่ยนงาน แอดมินก็บอกนะว่าถ้ายกเลิกตอนนี้จะไม่โดนหักเครดิต แต่เราต้องเสียค่าเดินทางและเสียเวลาไปฟรี ๆ สุดท้ายจึงต้องฝืนทำจนจบงาน"
จากเหตุการณ์นั้นทำให้การทำงานครั้งต่อ ๆ มาเธอกังวลถึงความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น "ถ้าเจอร้านเอาเปรียบอีก สุดท้ายเราจะทำยังไง"
ขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้มีอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มในฐานะผู้ใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ครั้งหนึ่งเธอเคยถูก "หักเครดิต" จำนวน 200 คะแนน เนื่องจากส่งหลักฐานการลางานฉุกเฉินผิดประเภท โดยส่งใบเสร็จค่ายาของบุตรแทนใบรับรองแพทย์
ขณะเดียวกัน แม้ไม่ใช่นายจ้าง แต่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็ใช้ระบบการให้คุณให้โทษแรงงานในรูปแบบต่าง ๆ กัน
กรณีของแพรวซึ่งใช้แอปฯ Temp นั้นมีระบบ "เครดิต" ซึ่งข้อกำหนดและเงื่อนไขของแอปพลิเคชันนั้นระบุว่าเป็นรูปแบบการรับค่าจ้าง ในขณะเดียวกันระบบเครดิตนี้ก็ถูกใช้เป็นระบบประกันคุณภาพ โดยหากแรงงานยกเลิกกะงานกะทันหัน ขาดงาน หรือถูกผู้ประกอบการร้องเรียน ระบบอาจจะทำการหักเครดิตดังกล่าวโดยอัตโนมัติเพื่อเป็นค่าปรับหรือในขั้นรุนแรงคือการระงับบัญชีผู้ใช้งาน
ขณะที่ ศศิวิมล เสียงแจ้ว ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มเดย์เวิร์ก ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่าแพลตฟอร์มของเธอพัฒนาระบบการประเมินผลแบบสองทาง (two-way scoring) ซึ่งเธอเชื่อว่าจะทำให้การจ้างงานมีคุณภาพมากขึ้นทั้งฝั่งนายจ้างและฝั่งคนทำงาน
"เราให้มันมีระบบ two-way scoring ให้มีประวัติการทำงานและเรื่องของวินัย ขาด ลา มาสาย หรือ no show ระบบเราก็จะบันทึกอัตโนมัติทั้งหมดเลย... ในขณะเดียวกันฝั่งคนทำงานก็อยากให้มีการคัดกรองคุณภาพคน คนที่มีวินัยก็จะได้รับ benefit (ผลประโยชน์) อะไรบางอย่างตอบแทนคืนกลับไปเช่นกัน" เธอระบุ
"ของเราจะมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ (human touch) ค่อนข้างเยอะ คือมีทีมสนับสนุนที่ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินจริง ๆ คุณสามารถแจ้งล่วงหน้าและส่งหลักฐานมาได้ แบบนี้ก็จะไม่ติดประวัติเสีย"
บีบีซีไทยติดต่อ บริษัท บีทูดับบลิว จำกัด ผู้พัฒนาแอปฯ TEMP เพื่อขอความเห็นในประเด็นต่าง ๆ ไปเช่นกัน แต่ได้รับการแจ้งความจำนงว่าไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ด้วย "เหตุผลส่วนตัว"
อย่างไรก็ดี ผู้ใช้งานอย่างแพรวระบุว่า มีระบบอุทธรณ์ที่สามารถโต้แย้งเพื่อรับเครดิตคืนได้แม้จะต้องเผชิญกับการพูดคุยกับระบบอัตโนมัติก่อนก็ตาม
ขณะที่ยังไม่ปรากฏการใช้อัลกอริทีมในการกำหนดการมองเห็นงานหรือใช้ในเชิงการลงโทษในแอปฯ ประเภทนี้ ศศิวิมล เผยว่าเธอเชื่อว่าการได้เห็นการจ้างงานผ่านแพลตฟอร์มนั้นทำให้เกิดความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการจ้างงาน
"เปิดแอปฯ มาปุ๊บ ค่าจ้างรายวันรวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ มันโปร่งใสหมดเลย เขาเห็นหมดแล้วเขาก็เลือกได้ว่าจะไปทำที่ไหน... ถ้าลูกค้า (ผู้ประกอบการ) ตั้งเรตต่ำกว่าตลาด แน่นอนว่าคุณก็หาคนไม่ได้ สุดท้ายกลไกตลาดมันขับเคลื่อนแบบตรงไปตรงมาบนแพลตฟอร์ม"
รศ.ดร.ทศพล วิเคราะห์ว่าความเคลื่อนไหวของกระทรวงพาณิชย์ของไทยพัฒนาไปในทางที่พยายามสร้างความโปร่งใสยิ่งขึ้น เห็นได้จากความพยายามในการออกกฎเกณฑ์ให้แพลตฟอร์มเปิดเผยเงื่อนไขในการให้บริการ
ยกตัวอย่างเช่น พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 มาตรา 17 กำหนดให้ผู้ให้บริการเสิร์ชแพลตฟอร์มต้องเปิดเผยเงื่อนไขการให้บริการอย่างชัดเจน เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความเป็นธรรม โดยต้องแจ้งข้อมูลสำคัญ เช่น ปัจจัยหลักของอัลกอริทึมที่ใช้ในการจัดอันดับ แนะนำบริการ โฆษณา รวมถึงการประเมินความพึงพอใจและความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ
"เขา (กระทรวงพาณิชย์) ก็ใช้วิธีออกกฎหมายมาก่อนเพื่อให้ทุกบริษัทต้องเปิดเผยสัญญาเปิดเผยอัลกอริทึม เพื่อให้เขาเห็นว่าจริง ๆ แล้วความสัมพันธ์ในการจ้างงานหรือการทำงานเนี่ยมันเป็นอย่างไรแล้วจึงจะขยับต่อได้" รศ.ดร.ทศพล กล่าว
ที่มาของภาพ, Getty Images
ต้นทุนด้านสวัสดิการ
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ทศพลชี้ว่า อีกหนึ่งหน้าที่ของนายจ้างที่ยังไม่มีใครต้องรับผิดชอบในตลาดงานนี้คือหน้าที่ในการส่งเงินสมทบให้ลูกจ้าง ได้แก่ กองทุนประกันสังคม และ กองทุนเงินทดแทน
ในประเด็นเดียวกัน สิริวันจากสภาการนายจ้างอธิบายว่า หากอ้างอิงการจ้างงานแบบจ้างเหมาช่วงแบบดั้งเดิมนั้น นายจ้างที่ได้รับประโยชน์จากการทำงานของแรงงานจะเป็นผู้ต้องรับผิดชอบต่อแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเงินประกันสังคมหรือการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐาน
นอกจากนี้ เธอชี้ต่อไปว่าการจ้างงานแบบกิ๊กในปัจจุบันนั้นยังขาดรายละเอียดเรื่องการคำนวณเงินสมทบกองทุนทดแทน ซึ่งตามหลักควรสะท้อนระดับความเสี่ยงของลักษณะงาน หากแรงงานถูกส่งไปทำงานในสถานที่ที่อันตรายมาก เงินสมทบก็ควรสูงขึ้นตามไปด้วย
"คนก็คือคน มันเกิดอะไรขึ้นได้เสมอ ถ้าเกิดเขารับงานแล้วเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเขา ใครเป็นคนรับผิดชอบกันแน่ เราก็ต้องดูว่าแรงงานจะได้รับความคุ้มครองจากใคร" ผู้แทนองค์การนายจ้างระบุ
ด้านนักวิชาการด้านเศรษฐกิจแพลตฟอร์มอย่าง อรรคณัฐ ยังชี้อีกว่าเมื่อมีช่องว่างให้นายจ้างหรือผู้ได้รับประโยชน์จากการทำงานไม่ต้องร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองสวัสดิการแรงงานเช่นนี้ ต้นทุนดังกล่าวจึงกลายเป็นต้นทุนที่สังคมต้องร่วมจ่ายไปโดยปริยาย
"นายจ้างเป็นคนที่ได้ประโยชน์จากการทำงานของเขา แต่นายจ้างไม่ต้องร่วมจ่าย ถ้าคนทำงานเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย เขาต้องดูแลตัวเอง ถ้าดูแลตัวเองไม่ได้ก็ต้องพึ่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือสวัสดิการอื่นของรัฐ ก็คือพวกเราที่จ่ายภาษีต้องรับหน้าที่เป็นตาข่ายทางสังคม นี่คือสิ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึง"
ในระยะยาว นายจ้างอาจเสี่ยงขาดแรงงานมีฝีมือ
ในมุมมองของภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการร้านอาหารรายหนึ่งยอมรับกับบีบีซีไทยว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดหาบุคลากรได้อย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารซึ่งต้องรับมือกับธรรมชาติของพนักงานพาร์ทไทม์ที่มีอัตราการลาออกสูง แม้จะมีค่าใช้จ่ายจากส่วนต่างที่แพลตฟอร์มหักไป แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ความยืดหยุ่นทางธุรกิจ
ในประเด็นนี้ อรรคณัฐเห็นสอดคล้องกันว่าเทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่ในการจัดหาแรงงาน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถขยายกำลังคนได้ทันทีโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนด้านทรัพยากรบุคคล
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านแรงงานมองว่า การขยายตัวของแอปฯ จัดหางานระยะสั้นยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นที่รูปแบบการทำงานในปัจจุบันอาจยังไม่เปิดช่องทางให้แรงงานกลุ่มนี้ได้สะสมทักษะอย่างเป็นระบบเพื่อเปลี่ยนเป็นทุนทางสังคม
"ถ้าเป็นการจ้างงานแบบดั้งเดิม คนทำงานไปก็มีทักษะมากขึ้น นำไปสู่ค่าตอบแทนที่มากขึ้น มี career path (ความก้าวหน้าในสายอาชีพ) แต่งานลักษณะแบบนี้ไม่มีความก้าวหน้าใด ๆ ทำงาน 10 ปี 20 ปี ก็จะได้ค่าตอบแทนเท่านี้ โอกาส (ในการได้งานที่่ค่าตอบแทนสูงขึ้น) มีแต่น้อยลง" เขาชี้
ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อกังวลของ สิริวัน ที่ระบุว่า "แพลตฟอร์มบริหารแรงงานในลักษณะเดียวกับการจัดการสต็อกสินค้า แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่นำมาบริหารคือคน ไม่ใช่สินค้า"
ในฐานะตัวแทนองค์การนายจ้าง เธอชี้ว่าบทบาทของนายจ้างหายไปในการพัฒนาคนในตลาดงาน "ในเชิงโครงสร้างนี่เห็นชัดเจนว่าเราเปลี่ยนผ่านจากระบบการจ้างงานแบบเดิม มีการฝึกอบรม มีเส้นทางอาชีพ... เปลี่ยนไปแพลตฟอร์มที่เป็นชิ้นงาน ไม่มีการลงทุนพัฒนาทักษะ ไม่มีเส้นทางอาชีพ... ธุรกิจต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถสร้างคนเก่งขึ้นมาในระบบของตนเองได้ เพราะแรงงานขาดความผูกพัน (loyalty) ต่อองค์กร"
เธอกล่าวเสริมว่าในระดับมหภาค หากระบบนิเวศนี้ไม่ได้รับการยกระดับในระยะยาวประเทศอาจเผชิญกับการขาดแคลนแรงงานทักษะระดับกลางถึงสูง และเกิดข้อจำกัดด้านความสามารถในการผลิตตามมา
"ดิฉันมองว่า Gig Economy ควรถูกเชื่อมโยงเข้ากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างแยกไม่ออก แพลตฟอร์มควรมีการฝึกอบรมระยะสั้น (micro training) ให้แรงงานควบคู่ไปด้วย... ต้องมีระบบสะสมประวัติทักษะ เพื่อให้แรงงานเห็นพัฒนาการของตัวเองอย่างเป็นรูปธรรมและอาจตั้งระบบให้ได้ค่าจ้างสูงตามทักษะที่มี" เลขาธิการสภาการนายจ้างเสนอแนวคิดเพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มที่กำลังได้รับความนิยมเป็นแรงงานไร้ทักษะค่าตอบแทนต่ำเป็นเวลานานเกินไป
"ลูกจ้างเก่ง นายจ้างก็โชคดีแล้ว ทำงานกับคนเก่งความเสียหายก็น้อย งานก็เสร็จเร็ว" เธอกล่าว
ที่มาของภาพ, Getty Images
จุดสมดุลและอนาคตของตลาดแรงงาน
ตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ ศศิวิมล เผยต่อบีบีซีไทยว่าจุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์มเดย์เวิร์กนั้นเกิดจากความตั้งใจที่จะช่วยเหลือกลุ่มนักศึกษาให้เข้าถึงงานพาร์ทไทม์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องถูกผูกมัดด้วยตารางงานประจำที่อาจกระทบต่อการเรียน
อย่างไรก็ดี ศศิวิมลมองว่าเพื่อให้โครงสร้างการจ้างงานเป็นไปอย่างยั่งยืนมากขึ้น ประเทศไทยควรมีการผลักดันกฎหมายรองรับ "ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมง" อย่างเป็นทางการ
ทั้งฝั่งนักวิจัยแรงงานอย่างอรรคณัฐ ฝั่งแพลตฟอร์มอย่างศศิวิมล และฝั่งตัวแทนนายจ้างอย่างสิริวัน ต่างเห็นพ้องต่อประเด็นนี้ โดยอรรคณัฐมีเงื่อนไขว่าต้องมีการเสริมเรื่องหลักประกันทางสังคมควบคู่ไปด้วย
ส่วนข้อกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ถึงจุดที่ทุกฝ่ายมีฉันทามติดี เช่นเรื่องที่ปัจจุบัน กระทรวงแรงงานกำลังอยู่ในระหว่างการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมแรงงานอิสระ
ในประเด็นนี้ สิริวันตัวแทนสภาองค์การนายจ้าง มองว่าร่างกฎหมายนี้จะช่วยอุดรอยรั่วของระบบนี้โดยจะทำให้แรงงานแพลตฟอร์มมีสถานะเป็น "แรงงานกึ่งอิสระ" ตามกฎหมายได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน การมีการจัดตั้งกองทุนสมทบเพื่อดูแลสวัสดิการของกลุ่มกิ๊กเวิร์กเกอร์ (Gig worker) และมีอำนาจการรวมกลุ่มต่อรองในระดับหนึ่งไม่ให้แพลตฟอร์มใช้อัลกอริทึมมาควบคุมคนทำงานเพียงฝ่ายเดียว
ขณะที่ รศ.ดร.ทศพล ชี้ว่าในภาคแรงงานยังมีมุมมองที่หลากหลาย โดยกลุ่มเครือข่ายไรเดอร์และภาคประชาสังคมบางส่วนได้สะท้อนความเห็นว่า การผลักดันให้คนทำงานแพลตฟอร์มได้รับสิทธิภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ตามปกติ เฉกเช่นแรงงานทั่วไป น่าจะครอบคลุมสิทธิประโยชน์พื้นฐานได้ดีกว่าการแยกประเภทแรงงานออกมาให้มีสถานะ "ก้ำกึ่ง" ตามที่ร่าง พ.ร.บ. ข้างต้นจัดไว้
สำหรับแรงงานที่พึ่งพิงเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ยังเต็มไปด้วยความคลุมเครืออย่างแพรว เธอยังต้องการงานเหล่าที่ช่วยให้เธอจัดการเวลาของตนได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถจุนเจือรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ของครอบครัวได้
"จริง ๆ งานมันก็โอเคนะ ส่วนมากก็เจอสังคมโอเค สอนงานดี เพื่อนร่วมงานดีเป็นส่วนใหญ่" แพรวพูดถึงงานกว่า 10 ประเภทที่เธอทำผ่าน ฯ TEMP
อย่างไรก็ดีเมื่อถูกถามว่า ถ้าต้องเพิ่มอะไรสักอย่างให้งานที่เธอทำอยู่ทำให้เธอสบายใจมากขึ้น เธอหยุดนึกสักครู่ ก่อนตอบว่า "มันก็ต้องเป็นเรื่องความยุติธรรมหลาย ๆ อย่างนี่แหละค่ะ"
ข่าวเด่น
เรื่องน่าสนใจ
บทความยอดนิยม
ไม่มีเนื้อหานี้