"ฉันว่าแล้วมีบางอย่างไม่ถูกต้อง" คลินิกเด็กหลอดแก้วใช้สเปิร์มผิดฝาผิดตัวกับหลายครอบครัว
ที่มาของภาพ, Keith Bridle / BBC
- Author, คีธ บริเดิล, แอนนา คอลลินสัน, โจ แอดนิตต์
- Role, บีบีซี นิวส์ อินเวสทิเกชัน
- เวลาอ่าน: 18 นาที
"หลังเจมส์เกิดได้ไม่นาน ฉันก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ" ลอรา หญิงชาวอังกฤษที่ตัดสินใจทำเด็กหลอดแก้วกับคลินิกแห่งหนึ่งในต่างประเทศกล่าว
ลอรากับ "เบธ" คู่ชีวิตที่เป็นเพศเดียวกันของเธอ ตอนนี้มีลูกจากการทำเด็กหลอดแก้วด้วยกันสองคนแล้ว คนโตคือเด็กหญิงเคตและคนที่สองคือเด็กชายเจมส์ โดยทั้งสองเกิดมาด้วยวิธีปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) ที่คลินิกแห่งหนึ่งในดินแดนไซปรัสเหนือ (Northern Cyprus)
หญิงทั้งสองคนใช้ไข่ของตนเอง ผสมกับสเปิร์มของผู้บริจาคนิรนามที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วว่ามีสุขภาพดี ลอรากับเบธบอกให้คลินิกที่ช่วยสั่งซื้อเชื้ออสุจิของผู้เป็นพ่อจากธนาคารสเปิร์มว่า ต้องการได้สเปิร์มจากผู้บริจาคคนเดียวกัน มาทำการปฏิสนธิเพื่อให้กำเนิดลูกทั้งสองคน เพื่อให้สองพี่น้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันอย่างแท้จริง ซึ่งลอรากับเบธได้ย้ำกับทางคลินิกแล้วว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำให้ได้
ทว่าเมื่อเด็กชายเจมส์เกิดมา ลอราและเบธกลับสังเกตเห็นว่าตาสีน้ำตาลที่แสนจะ "งดงาม" ของเจมส์ ดูแตกต่างไปจากสีและลักษณะดวงตาของเบธ ซึ่งเป็นแม่ทางชีวภาพหรือเจ้าของไข่ที่ใช้ปฏิสนธิเด็กคนนี้ ทั้งยังไม่เหมือนกับสีตาของผู้บริจาคสเปิร์มที่ทั้งคู่ได้เจาะจงเลือกไปในตอนแรกด้วย ความผิดปกตินี้ได้สร้างความระแวงสงสัยขึ้นในใจของลอราและเบธ โดยต่างก็ครุ่นคิดว่า "คลินิกของเราทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า ?"
หลังจากทนอยู่กับความสงสัยที่ค้างคาใจมานานเกือบสิบปี ลอราและเบธก็ได้ตัดสินใจพาลูกไปตรวจดีเอ็นเอ ผลที่ออกมาชี้ชัดว่า เด็กทั้งสองคนไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับผู้บริจาคสเปิร์มที่ทั้งคู่เจาะจงเลือกไว้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลทางพันธุกรรมยังชี้ว่าเด็กทั้งสองคนไม่ได้เป็นพี่น้องกัน ซึ่งหมายความว่าไม่ได้เกิดจากพ่อคนเดียวกันนั่นเอง
"สิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดก็คือ การที่ได้รู้ว่ามีบางสิ่งที่สำคัญใหญ่หลวงผิดพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย เรื่องนี้จะทำให้ลูกของเราต้องเป็นอย่างไร ?" เบธกล่าว
ที่มาของภาพ, Family supplied
ทีมข่าวบีบีซีได้พูดคุยกับครอบครัวของเด็กหลอดแก้ว 7 คน ซึ่งทั้งหมดเชื่อว่ามีการใช้เสปิร์มหรือไข่ที่ผิดฝาผิดตัว มาทำการปฏิสนธินอกร่างกายเพื่อให้กำเนิดลูกของตน คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ทดลองตรวจดีเอ็นเอกับบริษัทเอกชนที่ให้บริการดังกล่าวเพื่อการพาณิชย์มาแล้ว ซึ่งดูเหมือนว่าผลที่ออกมาจะยืนยันถึงความผิดพลาดดังกล่าว
ทุกกรณีล้วนมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับคลินิกเจริญพันธุ์แห่งหนึ่งในไซปรัสเหนือ ซึ่งเป็นดินแดนในอารักขาของตุรกีที่กฎหมายของสหภาพยุโรปไม่มีอำนาจบังคับใช้ ปัจจุบันไซปรัสเหนือได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม ที่ชาวอังกฤษผู้มีบุตรยากและต้องการรับการรักษาในต่างประเทศ พากันเดินทางไปอย่างไม่ขาดสาย ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า คลินิกเหล่านี้ไม่ถูกตรวจสอบควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ทั้งยังคิดค่ารักษาในอัตราที่ถูกมาก แต่รับประกันอัตราความสำเร็จไว้ในระดับสูง
คลินิกเหล่านี้ยังอวดอ้างว่า สามารถจัดหาไข่และสเปิร์มจากผู้บริจาคนิรนามหลากหลายชาติพันธุ์ทั่วโลก ทำให้มีผู้สนใจเข้ารับบริการจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ผู้ที่มีปัญหาการเจริญพันธุ์ แต่ยังรวมถึงคนโสดที่อยากมีลูก ผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) และคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งไม่อาจจะเข้าถึงบริการทำเด็กหลอดแก้วนี้ได้ในประเทศของตน เนื่องจากติดขัดที่ข้อกฎหมาย
มีภาพนิ่งและคลิปวิดีโอมากมายในสื่อสังคมออนไลน์ ที่บรรดาว่าที่คุณพ่อคุณแม่ พากันออกมาบอกเล่าแบ่งปันประสบการณ์ในทางบวกที่ได้รับจากคลินิกเหล่านี้
คลินิกเจริญพันธุ์ในไซปรัสเหนือยังเสนอให้บริการที่ผิดกฎหมายของสหราชอาณาจักร อย่างเช่นการเลือกเพศทารกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรในทางการแพทย์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขของไซปรัสเหนือที่ดูแลสอดส่องกิจการของคลินิกเหล่านี้ ไม่ยอมตอบอีเมลของบีบีซีที่รายงานเกี่ยวกับการกระทำดังข้างต้น แม้จะได้ติดต่อไปหลายครั้งก็ตาม
"เรานึกว่าได้สั่งสเปิร์มมาจากเดนมาร์ก"
การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างทีมข่าวบีบีซีกับครอบครัวที่ตกเป็นเหยื่อ ถือว่าเป็นเรื่องยากที่ต้องใช้เวลานานหลายเดือน แต่เราก็ได้พูดคุยและร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับเบธ, ลอรา, เคต, และเจมส์ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาพร้อมที่จะบอกเล่าเรื่องราวอย่างแท้จริง
เบธและลอราบอกกับทีมข่าวบีบีซีว่า พวกเธอตัดสินใจที่จะสร้างครอบครัวในปี 2011 โดยเลือกใช้บริการทำเด็กหลอดแก้วที่ศูนย์ไอวีเอฟโดจส์ (Dogus IVF Center) ในไซปรัสเหนือ ผู้ติดต่อประสานงานระหว่างคลินิกกับคนไข้ในตอนนั้นคือจูลี ฮอดสัน ซึ่งบอกกับพวกเธอว่าทางคลินิกสามารถสั่งนำเข้าน้ำเชื้อของผู้บริจาค จากธนาคารสเปิร์ม Cryos International ของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นธนาคารสเปิร์มที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้
ทั้งคู่รู้สึกประทับใจอย่างมาก กับการเสนอรายชื่อของผู้บริจาคนิรนามที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ซึ่งทางคลินิกรับประกันว่าคนเหล่านี้ได้ผ่าน "การตรวจคัดกรองสุขภาพอย่างครอบคลุม" รวมทั้งผ่านการตรวจสภาพจิตใจมาแล้วด้วย
เบธและลอรารู้สึกสนใจผู้บริจาครายหนึ่งเป็นพิเศษ เขาผู้นั้นมีนามสมมติว่า "ฟินน์" เป็นชาวเดนมาร์กที่ระบุว่าตนเองแข็งแรงและมีสุขภาพดี ทั้งยังแทบจะไม่เคยสูบบุหรี่หรือดื่มสุราเลยด้วย
เบธและลอราได้เห็นข้อความที่ฟินน์เขียนไว้ด้วยลายมือของเขาเองว่า แรงจูงใจที่ทำให้เขาบริจาคสเปิร์มนั้นเป็นเพราะ "ต้องการสร้างความสุขและมอบชีวิตใหม่ให้กับผู้อื่น"
ทั้งคู่หวังว่าการได้รับทราบถึงข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับตัวตนของผู้บริจาคสเปิร์ม จะทำให้ลูก ๆ ที่จะเกิดมาในภายภาคหน้า รู้สึกสบายใจและอบอุ่นใจในตอนที่พวกเขาโตขึ้น "เราว่ามันสำคัญมากที่ลูกจะได้รับรู้อย่างคร่าว ๆ ว่าพ่อเป็นใคร เพราะพันธุกรรมของผู้บริจาคสเปิร์มนั้นคือครึ่งหนึ่งของตัวตนพวกเขา" เบธกล่าว
ฟินน์และเครือญาติชาวเดนมาร์กของเขา มีรูปร่างหน้าตาค่อนข้างจะเหมือนกับลอราและเบธที่เป็นชาวอังกฤษ นั่นคือมีตาสีอ่อนและมีผมสีน้ำตาล โดยเราทราบถึงความละม้ายคล้ายคลึงนี้ได้ จากการพิจารณาผังตระกูลของฟินน์เอง
ลอราเล่าว่า "เราถามจูลีซึ่งเป็นผู้ติดต่อประสานงานของคลินิกว่า เราต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อที่จะได้สเปิร์มของฟินน์มา ซึ่งเธอตอบว่าแพทย์หญิงเฟียร์เดฟส์จะเป็นคนสั่งซื้อให้" คุณหมอเฟียร์เดฟส์ อูซ ทิป ผู้นี้ ก็คือผู้ให้บริการทำเด็กหลอดแก้วที่ศูนย์ไอวีเอฟโดจส์นั่นเอง ซึ่งเบธและลอราบอกว่าทั้งคุณหมอและทีมงานทุกคน "ใจดีและเป็นมิตรอย่างยิ่ง"
เก้าเดือนต่อมา ลอราได้ให้กำเนิดลูกคนแรกซึ่งก็คือเด็กหญิงเคต และเมื่อทั้งคู่ต้องการมีลูกคนที่สอง ความประทับใจในบริการครั้งแรกทำให้พวกเธอหวนกลับไปที่ศูนย์ไอวีเอฟโดจส์อีกครั้ง รวมทั้งเจาะจงว่าต้องการสเปิร์มของผู้บริจาคคนเดิม ซึ่งก็คือชาวเดนมาร์กที่มีนามสมมติว่าฟินน์นั่นเอง ฮอดสันซึ่งเป็นผู้ประสานงานของคลินิกยืนยันทางอีเมลกับทั้งคู่ว่า พญ.เฟียร์เดฟส์จะจัดการสั่งซื้อสเปิร์มของผู้บริจาคคนเดิมมาให้อีกครั้ง
ในครั้งนี้เบธเป็นผู้ตั้งครรภ์และได้ให้กำเนิดเด็กชายเจมส์ ค่าทำเด็กหลอดแก้วในดินแดนไซปรัสเหนือของทั้งสอง รวมทั้งค่าบริการทางการแพทย์ ค่าตั๋วเครื่องบินและห้องพักในโรงแรม รวมแล้วตกประมาณ 16,000 ปอนด์ (ราว 700,000 บาท) ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงค่าสเปิร์มของฟินน์ 2,000 ปอนด์ (ราว 87,000 บาท)
เบธและลอราบอกว่า พวกเธอเปิดเผยความจริงกับลูกอย่างไม่ปิดบังถึงชาติกำเนิดและพ่อที่แท้จริงของพวกเขา โดยให้เด็ก ๆ ได้รับรู้ตั้งแต่ยังเล็ก "ลูกทั้งสองมักจะบอกใคร ๆ ว่า พวกเขาเป็นลูกครึ่งเดนมาร์ก" ลอรากล่าว
ทว่าดวงตาและผมสีดำขลับ รวมทั้งผิวสีมะกอก (สีน้ำตาลอ่อนอมเขียวหรือเหลืองอ่อน) ของเจมส์ ทำให้เบธและลอราอดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้บริจาคสเปิร์มตัวจริงอาจไม่ใช่ฟินน์ หลังจากที่พวกเธอคิดไตร่ตรองและหารือกันมานานหลายปี ในที่สุดทั้งสองก็ตัดสินใจว่าจะให้ลูก ๆ ตรวจดีเอ็นเอ
ผลปรากฏว่าไม่มีเด็กคนไหนเลยที่เกิดจากสเปิร์มของฟินน์ นอกจากนี้ผลตรวจดีเอ็นเอยังพบว่า เด็กทั้งสองไม่ได้เกิดจากผู้บริจาคสเปิร์มคนเดียวกัน ทำให้ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างกันแม้แต่น้อย
ผลตรวจดีเอ็นเอดังกล่าว ทำให้ลอราและเบธ "โมโหโกรธาอย่างยิ่ง" ในหัวของพวกเธอเต็มไปด้วยคำถามว่าใครคือผู้บริจาคสเปิร์มตัวจริง และเขาคนนั้นได้ผ่านการตรวจคัดกรองสุขภาพมาแล้วจริงหรือเปล่า ?
"จากที่เคยมั่นอกมั่นใจว่า เราได้ผู้บริจาคที่มีประวัติดีเยี่ยมอย่างฟินน์ รวมทั้งได้ทราบถึงความเป็นมาของครอบครัว และข้อมูลสุขภาพของเขาอย่างละเอียด แต่มาตอนนี้เรากลับไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับพ่อของลูก" เบธกล่าว ทั้งคู่ได้พยายามติดต่อสอบถามพญ.เฟียร์เดฟส์และฮอดสันมาแล้ว แต่คนทั้งสองก็ไม่ตอบและเงียบหายไป
ทีมข่าวบีบีซีใช้เวลานานหลายเดือน ในการติดตามทำข่าวสืบสวนสอบสวนว่า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับการทำเด็กหลอดแก้วของเบธและลอรา และในระหว่างการสืบหาข้อมูลนั้น เราได้พบครอบครัวชาวอังกฤษอีกสองรายที่เคยทำเด็กหลอดแก้วกับ พญ.เฟียร์เดฟส์ ทั้งยังสงสัยว่ามีการใช้ไข่และสเปิร์มจากผู้บริจาคนิรนามแบบผิดฝาผิดตัว ซึ่งไม่ตรงกับคำขอของผู้มารับบริการทำเด็กหลอดแก้วเลย
ครอบครัวเหล่านี้ได้ตรวจดีเอ็นเอกับบริษัทเอกชนมาแล้ว ซึ่งผลที่ออกมาชี้ชัดว่า สิ่งผิดปกติที่ทำให้พวกเขาสงสัยถึงชาติกำเนิดของลูกนั้น คือหลักฐานยืนยันว่าเด็กไม่ได้เกิดจากไข่หรือสเปิร์มของคนที่พวกเขาเลือกไว้จริง ส่วนในกรณีของเบธและลอรา ทั้งคู่สงสัยไปถึงขั้นที่ว่า ทางคลินิกอาจไม่ได้สั่งซื้อสเปิร์มที่พวกเขาต้องการให้ตั้งแต่แรกแล้ว
เมื่อทีมข่าวบีบีซีติดต่อไปยังพญ.เฟียร์เดฟส์ เธอบอกว่าตนเองไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการสั่งซื้อสเปิร์ม ในตอนที่ยังทำงานอยู่ที่ศูนย์ไอวีเอฟโดจส์ ทั้งยังอ้างว่าไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลเรื่องคำสั่งซื้อสเปิร์มของฟินน์มาก่อนเลย แพทย์หญิงผู้นี้ยังตั้งข้อสงสัย เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของบริษัทเอกชนที่ให้บริการตรวจดีเอ็นเอกับลอราและเบธ โดยอ้างว่าไม่สามารถสรุปผลแบบฟันธงลงไป "ด้วยความแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์" ว่ามีการใช้สเปิร์มของผู้บริจาคผิดฝาผิดตัว
พญ.เฟียร์เดฟส์ยังบอกกับบีบีซีว่า ในระหว่างปี 2011-2014 เธอไม่ได้รับหน้าที่ทำเด็กหลอดแก้วที่ศูนย์ไอวีเอฟโดจส์เลย ซึ่งหมายความว่าเธอไม่ได้เป็นแพทย์ผู้ทำเด็กหลอดแก้วให้เบธและลอรา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบนเว็บไซต์ของทางคลินิกกลับเขียนอธิบายไว้อย่างละเอียด ถึงกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วที่เธอเป็นผู้เสนอให้บริการในเวลานั้น
พญ.เฟียร์เดฟส์อ้างว่า ศูนย์ไอวีเอฟโดจส์คือผู้รับผิดชอบโดยตรงในกรณีของเธอและลอรา แต่ทางคลินิกดังกล่าวกลับไม่ยอมตอบอีเมลของบีบีซีที่สอบถามความเห็นของพวกเขาในเรื่องนี้
เมื่อปี 2015 พญ.เฟียร์เดฟส์และฮอดสันได้ลาออกจากงานที่ศูนย์ไอวีเอฟโดจส์ แต่พวกเขายังคงร่วมงานกันต่อไปอีกระยะหนึ่ง ที่คลินิกเจริญพันธุ์แห่งอื่นในไซปรัสเหนือ ปัจจุบันฮอดสันไม่ได้ทำงานอยู่ในดินแดนแห่งนี้แล้ว และไม่ยอมตอบคำถามของทีมข่าวบีบีซีที่ได้ติดต่อไปว่า ในตอนนั้นเธอได้แจ้งเรื่องการสั่งซื้อสเปิร์มของฟินน์ ให้พญ.เฟียร์เดฟส์รับทราบหรือไม่
ขณะนี้ครอบครัวของเบธและลอรา ได้เข้ารับการตรวจดีเอ็นเอเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการ ในแบบที่สามารถใช้เป็นหลักฐานในศาลของสหราชอาณาจักรได้ ซึ่งผลตรวจดังกล่าวยืนยันว่าเจมส์และเคตไม่ได้เป็นพี่น้องกันโดยสายเลือด และไม่ได้เกิดจากการปฏิสนธินอกร่างกายด้วยสเปิร์มของผู้บริจาคคนเดียวกัน
ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าด้านนิติพันธุศาสตร์ (forensic genetics) ซึ่งได้วิเคราะห์ดีเอ็นเอของทุกคนในครอบครัวของเบธและลอรา บอกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กคนใดคนหนึ่งจะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับฟินน์
ทีมข่าวบีบีซียังได้พูดคุยกับธนาคารสเปิร์ม Cryos International ของเดนมาร์ก ซึ่งเบธและลอรารวมทั้งผู้เสียหายอีกครอบครัวหนึ่งเคยเชื่อว่า คลินิกเจริญพันธุ์ของพวกเขาได้สั่งซื้อสเปิร์มจากที่นี่
โอเล เชา ประธานผู้บริหารของธนาคารสเปิร์มแห่งดังกล่าวบอกกับบีบีซีว่า "เรามีขั้นตอนเพื่อรับประกันความถูกต้องปลอดภัยอยู่มากมาย แต่ก็ไม่อาจมอบความมั่นใจให้กับคุณเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ เพราะมันคือการทำงานของมนุษย์" อย่างไรก็ตามซีอีโอผู้นี้บอกด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 45 ปี ของการก่อตั้งและดำเนินงาน ธนาคารสเปิร์ม Cryos International ไม่เคยมีประวัติเสื่อมเสียเกี่ยวกับความผิดพลาดประเภทนี้
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์หลากหลายสาขาจากทั่วยุโรปล้วนบอกกับบีบีซีว่า ความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้สเปิร์มของผู้บริจาคผิดคนระหว่างกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่หาพบได้ยากยิ่ง ดังนั้นการเกิดความผิดพลาดร้ายแรงในระดับนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับทีมแพทย์เดิม จึงชี้ถึง "ความประมาทเลินเล่อ" หรือแม้กระทั่ง "การหลอกลวงฉ้อฉล" ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
"มันน่าตกใจอย่างยิ่งสำหรับคนไข้ที่ตกเป็นเหยื่อของคลินิกเจริญพันธุ์เหล่านี้" นพ.อิปโปกราตีส ซาร์รีส ผู้แทนสมาคมการเจริญพันธุ์แห่งอังกฤษกล่าว หลังจากที่ได้เห็นรายงานการสืบสวนสอบสวนของบีบีซี "ผมไม่เคยได้ยินว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรเลย อันที่จริงแล้วบรรดาคลินิกหรือห้องปฏิบัติการต่างกลัวกันที่สุดว่า จะมีการสลับไข่, สเปิร์ม, หรือตัวอ่อน ในระหว่างการทำเด็กหลอดแก้ว"
แม้ดินแดนไซปรัสเหนือจะมีกฎหมายว่าด้วยการเจริญพันธุ์เป็นของตนเอง แต่ก็ปราศจากองค์กรอิสระผู้ทำหน้าที่คอยตรวจสอบควบคุมคลินิกเหล่านี้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐาน และสามารถถอดถอนใบอนุญาตของคลินิกได้หากมีการกระทำผิด
มีเน อัตลี ทนายความและนักกิจกรรมที่อาศัยอยู่ในไซปรัสเหนือบอกว่า "คลินิกเจริญพันธุ์ที่เคารพกฎหมายทำเช่นนั้น ก็เพราะเจ้าของคลินิกมีจิตสำนึกที่ดีงาม แต่เราไม่มีกลไกใด ๆ ของรัฐ ที่จะมาบังคับให้คลินิกทุกแห่งอยู่ในกรอบได้"
นอกจากนี้ นพ.ซาร์รีสยังบอกว่า กระบวนการตรวจสอบและควบคุมตามกฎหมายยังมีค่าใช้จ่ายสูงอีกด้วย ทำให้คลินิกเจริญพันธุ์ในสหราชอาณาจักรต้องคิดค่าบริการแพงลิบลิ่ว ซึ่งก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอังกฤษพากันหลั่งไหลไปใช้บริการทำเด็กหลอดแก้วที่ไซปรัสเหนือ
ทีมข่าวบีบีซียังได้รับทราบถึงความห่วงกังวลต่อสภาพจิตใจของครอบครัวที่ตกเป็นเหยื่อ จากนางนีนา บาร์นส์ลีย์ ผู้แทนองค์กรการกุศล "เครือข่ายการมีบุตรด้วยผู้บริจาค" (Donor Conception Network) ของอังกฤษ ซึ่งเธอบอกว่าการได้รู้ความจริงเรื่องชาติกำเนิดของลูก อาจจะ "ส่งผลกระทบร้ายแรง" ต่อพวกเขาได้
"ฉันไม่อยากจะโกหกลูก"
บีบีซียังได้พูดคุยกับครอบครัวชาวอังกฤษอีกสองราย ซึ่งได้รับบริการทำเด็กหลอดแก้วจากพญ.เฟียร์เดฟส์ ในช่วงหลายปีหลังจากที่ลอราและเบธได้เข้ารับบริการดังกล่าวไปแล้ว ครอบครัวเหล่านี้เชื่อว่ามีการใช้สเปิร์มและไข่ผิดฝาผิดตัวกับพวกเขาด้วยเช่นกัน
สองครอบครัวนี้ไม่ประสงค์จะเปิดเผยตัวตน แต่พวกเขาบอกว่าเคยเป็นคนไข้ที่ศูนย์ไอวีเอฟมิราเคิล (Miracle IVF Center) ซึ่งเป็นคลินิกแห่งใหม่ที่พญ.เฟียร์เดฟส์ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 ทั้งสองครอบครัวต่างต้องการผู้บริจาคไข่เพื่อมาทำการปฏิสนธินอกร่างกาย แต่พวกเขาสงสัยว่าไข่ใบที่ให้กำเนิดลูกของพวกเขานั้น ไม่ได้เป็นของผู้บริจาคที่พวกเขาเจาะจงเลือกเอาไว้เลย ผลตรวจดีเอ็นเอที่สองครอบครัวนี้ได้ทำในภายหลัง ยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาหวาดหวั่นนั้นเป็นความจริง
"ฉันไม่อยากให้ใคร ๆ มองว่า ฉันอยากได้ลูกที่ดูเหมือนฉันมากที่สุด นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลย" แคทริน (นามสมมติ) หนึ่งในคุณแม่จากสองครอบครัวข้างต้นกล่าว "ฉันไม่อยากจะโกหกลูกเรื่องชาติกำเนิด"
เมื่อทีมข่าวบีบีซีได้แจ้งให้พญ.เฟียร์เดฟส์ทราบว่า สองครอบครัวดังกล่าวรู้สึกว่าตนเองถูกหลอก เธอกลับแก้ต่างว่าการคัดเลือกไข่ของผู้บริจาคนั้น เป็นสิทธิของทางคลินิกแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยคลินิกของเธอไม่เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของผู้บริจาคแก่คนไข้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เคยให้ข้อมูลที่ระบุถึง "บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ" ทั้งยังไม่เคยให้การรับประกันเรื่องชาติพันธุ์ของผู้บริจาคด้วย
พญ.เฟียร์เดฟส์ยืนยันว่า เงื่อนไขข้างต้นได้ถูกระบุเอาไว้อย่างชัดเจนให้คนไข้ทราบ ในแบบฟอร์มแสดงความยินยอมรับการรักษา ซึ่งคนไข้ทุกคนจะต้องลงนามก่อนเริ่มกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วทุกครั้ง ทั้งยังมีการ "สื่อสารชี้แจงอย่างเปิดเผย" ให้พวกเขาได้รับทราบตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองครอบครัวที่บีบีซีได้พูดคุยด้วยกล่าวว่า พวกเขาคิดว่าตนเองได้เลือกผู้บริจาคไข่ไปแล้ว โดยเจาะจงตัวบุคคลเป็นการเฉพาะ และทางคลินิกก็ไม่เคยบอกอย่างชัดเจนเลยว่า การตัดสินใจเลือกผู้บริจาคในขั้นสุดท้ายจะทำโดยทางคลินิกเท่านั้น
ทีมข่าวบีบีซีได้เห็นเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลของหญิงผู้บริจาคไข่ ซึ่งทางแคทรินและอีกครอบครัวหนึ่งยืนยันว่า ได้รับมาจากศูนย์ไอวีเอฟมิราเคิลของพญ.เฟียร์เดฟส์
แคทรินบอกกับบีบีซีว่า แม้เธอจะรักลูกสุดหัวใจแบบไร้เงื่อนไข แต่เธอจะไม่เดินหน้าทำเด็กหลอดแก้วต่อไปเด็ดขาด หากได้รับรู้อย่างชัดแจ้งแต่แรกว่า ไข่ของผู้บริจาคที่เธอเลือกไว้จะไม่ถูกนำมาใช้ในการปฏิสนธินอกร่างกาย
แต่ถึงกระนั้น พญ.เฟียร์เดฟส์ยังคงยืนกรานกับบีบีซีว่า การรักษาทั้งหมดที่เธอได้ทำไปที่ศูนย์ไอวีเอฟมิราเคิล ถูกต้องตามกฎหมายของไซปรัสเหนือ แต่การที่เธอไม่สามารถตอบคำถามของบีบีซีได้ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะแพทย์ต้องปกปิดความลับของคนไข้ด้วย
"พวกเรายังเป็นครอบครัวเดียวกัน"
ลอราและเบธได้เผยความจริงกับลูกตั้งแต่สองปีก่อน ในเรื่องที่ฟินน์อาจไม่ใช่พ่อผู้ให้กำเนิดของพวกเขา การเปิดเผยที่น่าตกตะลึงนี้ทำให้เจมส์รู้สึกรับไม่ได้ และยังคงต้องพยายามทำใจกับเรื่องดังกล่าวอยู่ในทุกวันนี้
"คุณจะมาอ้างว่าของบางอย่างเป็นของใครบางคน ทั้งที่มันไม่ใช่ไม่ได้หรอกนะ นั่นมันแย่มาก" เด็กชายเจมส์กล่าว "ตัวตนถือเป็นสิ่งสำคัญ มันคือสิ่งที่บ่งบอกว่าคุณเป็นใคร ในฐานะของคนผู้หนึ่ง"
ตอนนี้สองพี่น้องทั้งเจมส์และเคตรู้แล้วว่า พวกเขาไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักใคร่ผูกพันที่พวกเขามีต่อกัน
"เราเติบโตขึ้นมาด้วยกัน และแม่ทั้งสองคนของเราก็เลี้ยงเรามา...พวกเรายังคงเป็นครอบครัวเดียวกันต่อไป แม้จะไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดก็ตาม" เคตกล่าว
เบธกับลอรากล่าวทิ้งท้ายว่า "เรามีลูกที่แสนวิเศษถึงสองคน ในท้ายที่สุดแล้ว...ทุกคนจะไม่เป็นไร"
ข่าวเด่น
เรื่องน่าสนใจ
บทความยอดนิยม
ไม่มีเนื้อหานี้