มารู้จัก "โฮเซ มูฮิกา" อดีตประธานาธิบดีอุรุกวัย ที่ได้รับการขนามนามว่าเป็น 'ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก'

Former Uruguayan President José Mujica gives a thumbs up during the 54th anniversary ceremony of the Frente Amplio political coalition in Montevideo in March 2025 (Photo by Sofia TORRES / AFP)

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

    • Author, เกราร์โด้ ลิสซาร์ดี
    • Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด (ภาษาสเปน)
  • เวลาอ่าน: 3 นาที

โฮเซ่ อัลแบร์โต มูฮิกา กอร์ดาโน หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เปเป้" มูฮิกา อดีตประธานาธิบดีของอุรุกวัยถึงแก่อสัญกรรมแล้วในวัย 89 ปี

อดีตหัวหน้านักรบกองโจรผู้นี้ เคยปกครองอุรุกวัยตั้งแต่ปี 2010-2015 และเขาเป็นที่รู้จักในฐานะ "ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก" จากวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของเขา

การดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายของเขาในฐานะประธานาธิบดี การวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมบริโภคนิยม และการปฏิรูปสังคมที่เขาผลักดันหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ การทำให้อุรุกวัยกลายเป็นประเทศแรกที่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ มูฮิกาจึงกลายเป็นบุคคลทางการเมืองที่มีชื่อเสียงในละตินอเมริกาและทั่วโลก

ความนิยมทั่วโลกของมูฮิกา ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับประธานาธิบดีอุรุกวัยคนหนึ่ง ซึ่งปกครองประเทศ ที่มีประชากรเพียง 3.4 ล้านคน อีกทั้งผลงานบางส่วนของเขายังตกเป็นที่ถกเถียงของสังคมด้วย

แม้ว่าหลายครั้ง ผู้คนมักคิดว่ามูฮิกาเป็นคนที่ไม่สนใจโลกของการเมือง แต่นั่นไม่ใช่ความจริง มูฮิกาเล่าว่า ความหลงใหลในการเมือง หนังสือ และการทำไร่นาของเขานั้นถูกถ่ายทอดมาจากแม่ของเขา ซึ่งเลี้ยงมูฮิกามาในครอบครัวชนชั้นกลางในกรุงมอนเตวิเดโอ (Montevideo) เมืองหลวงของประเทศอุรุกวัย

ในช่วงทศวรรษที่ 1960 มูฮิกาได้ช่วยจัดตั้งขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติ ตูปามาโรส ( Tupamaros National Liberation Movement - MLN-T) ซึ่งเป็นกลุ่มกองโจรฝ่ายซ้ายในเขตเมืองที่ก่อเหตุโจมตี ลักพาตัว และฆาตกรรม แต่มุฮิกายืนกรานเสมอมา ว่าเขาไม่เคยก่อเหตุฆาตกรรมใด ๆ

กลุ่ม MLN-T ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการปฏิวัติคิวบาและกระแสสังคมนิยมในประเทศอื่น ๆ ได้เปิดฉากการรณรงค์ต่อต้านรัฐบาลอุรุกวัยอย่างลับ ๆ ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นการกระทำที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย แม้ฝ่ายซ้ายจะกล่าวหาว่า กลุ่มกองโจรดังกล่าวเริ่มใช้อำนาจเผด็จการมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในช่วงเวลาดังกล่าวมูฮิกาถูกจับกุมสี่ครั้ง โดยในการจับกุมครั้งหนึ่งในปี 1970 เขาถูกยิง 6 นัดและเกือบเสียชีวิต

Uruguayan politician and former President of Uruguay José Mujica works on his crops in May 2010 in Montevideo, Uruguay. (Photo by Ricardo Ceppi/Getty Images).

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายหรือสมถะของมูฮิกาทั้งในและนอกสังคมการเมืองจะเป็นที่ถูกจารึกจดจำ

มูฮิกาเคยหลบหนีออกจากคุกสองครั้ง และในครั้งหนึ่ง เขาหลบหนีผ่านทางอุโมงค์แห่งหนึ่งร่วมกับนักโทษในกลุ่ม MLN-T อีก 105 คน ซึ่งถือเป็นการหลบหนีออกจากคุกครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอุรุกวัย

เมื่อกองทัพอุรุกวัยทำการรัฐประหารเมื่อปี 1973 มูฮิกาถูกรวมอยู่ในกลุ่ม "ตัวประกันเก้าคน" ซึ่งกองทัพขู่ว่าจะฆ่า หากกองโจรยังคงทำการโจมตีต่อไป

ทั้งนี้ มูฮิกาใช้ชีวิตอยู่ในคุกนานมากกว่า 14 ปี ในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 โดยเขาถูกทรมาน และมักจะต้องอยู่ในห้องขังในสภาพที่เลวร้ายและโดดเดี่ยว จนกระทั่งเขาได้รับการปล่อยตัวในปี 1985 เมื่อประเทศอุรุกวัยกลับเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง

มูฮิกาเคยกล่าวด้วยว่า ระหว่างที่ถูกคุมขัง เขาเคยมีประสบการณ์การเป็นบ้าเป็นครั้งแรก โดยต้องทนทุกข์กับการเห็นภาพหลอน หรือแม้กระทั่งพูดคุยกับมด และวันที่มูฮิกาได้รับการปล่อยตัวก็ถือเป็นความทรงจำที่มีความสุขที่สุดสำหรับเขา ถึงขนาดที่เขากล่าวว่า "การเป็นประธานาธิบดีนั้นไม่สำคัญอะไรเลย เมื่อเทียบกับความทรงจำวันนั้น"

Former National Liberation Movement (MLN) guerrilla organisation members (L) Jose Mujica, and Mauricio Rossencof(R) next to Adolfo Wassen Jr are seen on the day of their liberation as political prisoners in Montevideo in March 1985. Mujica is due to take office as Uruguayan President next March 1, marking the begining of a second term for the ruling left-wing Frente Amplio coalition. AFP PHOTO/Agencia Camaratres (Photo credit should read AGENCIA CAMARATRES/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, AGENCIA CAMARATRES/AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, มูฮิกา (ซ้ายสุด) ในวันที่เขาถูกปล่อยตัวออกจาคุกในกรุงมอนเตวิเดโอ เมืองหลวงของอุรุกวัย ในเดือน มี.ค. 1985

จากผู้นำกองโจรสู่ประธานาธิบดี

ไม่กี่ปีหลังจากที่มูฮิกาได้รับการปล่อยตัว เขาทำหน้าที่เป็นสมาชิกรัฐสภาทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาของประเทศตามลำดับ

ในปี 2005 เขาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดแรกของพรรคเฟรนเต แอมพลิโอ (Frente Amplio) ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายของอุรุกวัย ก่อนที่จะได้เป็นประธานาธิบดีของอุรุกวัยในปี 2010 ในวัย 74 ปี ซึ่งในเวลานั้นทั่วโลกยังไม่รู้จักชื่อของเขา

การได้รับเลือกตั้งของมูฮิกาถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับฝ่ายซ้ายในภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งกระแสการเมืองฝ่ายซ้ายในขณะนั้นแข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยมูฮิกาได้เป็นผู้นำร่วมกับประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายคนอื่น ๆ ในทวีป เช่น ประธานาธิบดีลูอีซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล และประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซของเวเนซุเอลา

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ทางการเมืองกล่าวว่า มูฮิกาครองประเทศในแบบฉบับของตนเอง โดยเขาแสดงให้เห็นถึงความรอบรู้ความสามารถในการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ และความกล้าหาญในหลายครั้ง

ขณะที่มูฮิกาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เศรษฐกิจของอุรุกวัยเติบโตที่อัตราเฉลี่ย 5.4% ต่อปีท่ามกลางบริบทที่สถานการณ์ทั่วโลกค่อนข้างเอื้ออำนวย และความยากจนในประเทศก็ลดลง รวมถึงอัตราการว่างงานก็ต่ำด้วยเช่นกัน

อุรุกวัยยังได้รับความสนใจจากคนทั้งทั่วโลก จากการผ่านกฎหมายด้านสังคมในรัฐสภาสมัยของมูฮิกา เช่น การทำแท้งถูกกฎหมาย การรับรองการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน และการกำกับดูแลตลาดกัญชาโดยรัฐ

นอกจากนี้ระหว่างดำรงตำแหน่ง มูฮิกายังปฏิเสธที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในทำเนียบประธานาธิบดีซึ่งเป็นคฤหาสน์ เช่นเดียวกับผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่มักจะทำเช่นนั้น แต่กลับกัน เขายังใช้ชีวิตอยู่กับกับลูเซีย โทโปลันสกี ภรรยาของเขา ซึ่งเป็นเคยนักการเมืองและอดีตสมาชิกกองโจร ในบ้านหลังเล็ก ๆ บริเวณชานกรุงมอนเตวิเดโอ โดยไม่มีผู้ช่วยภายในบ้านและมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพียงไม่กี่คน

นอกจากนี้ มูฮิกายังมักแต่งตัวสบาย ๆ และขับรถโฟล์คสวาเกนบีเทิล (Volkswagen Beetle ) สีฟ้าอ่อนปี 1987 โดยเขามักแบ่งสัดส่วนขนาดใหญ่ของเงินเดือนของเขาให้กับสำนักข่าวที่เริ่มออกมาเรียกเขาว่าเป็น "ประธานาธิบดีที่จนที่สุด"

อย่างไรก็ตาม มูฮิกามักปฏิเสธการถูกเรียกโดยคำดังกล่าวเสมอมา "พวกเขาบอกว่าผมเป็นประธานาธิบดีที่จนที่สุด แต่ไม่ ผมไม่ใช่" มูฮิกากล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบีบีซีเมื่อปี 2012 ที่บ้านของเขา "คนจนคือคนที่ต้องการมีมากขึ้น... เพราะว่าพวกเขาอยู่ในการแข่งขันที่ไม่มีจุดสิ้นสุด"

แม้มูฮิกามักจะพร่ำสอนเรื่องมาตรการรัดเข็มขัด แต่รัฐบาลของเขาก็เพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณที่มากขึ้น และทำให้ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่า รัฐบาลของเขาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

มูฮิกายังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของอุรุกวัยที่เพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่เคยให้สัญญาไว้ ว่าการศึกษาจะเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาลของเขา

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากผู้นำคนอื่น ๆ ของโลก คือ มูฮิกาไม่เคยถูกกล่าวหาเรื่องการทุจริต หรือทำลายหลักประชาธิปไตยของชาติเลย

ในช่วงท้าย ๆ ของรัฐบาลของเขา มูฮิกาได้รับคะแนนความนิยมภายในประเทศในระดับที่สูงเกือบถึง 70% และถูกรับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่เขาก็ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการท่องเที่ยวทั่วโลกด้วย หลังลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี

"งั้นอะไรกันที่ทำให้ทั่วโลกต้องสนใจ มันคือการที่ผมใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายในบ้านหลังธรรมดา และใช้รถคันเก่า ๆ หรือ ถ้าอย่างนั้น โลกนี้ก็บ้า เพราะผู้คนกับรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องธรรมดา ๆ " มูฮิกาตรึกตรองขณะที่เขาลงจากตำแหน่ง

Former President of Uruguay José Mujica and presidential candidate for the Frente Amplio party Yamandu Orsi greet their supporters at the closing campaign rally in April 2024 in Montevideo, Uruguay. (Photo by Ernesto Ryan/Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ยามานดู ออร์ซี ทายาททางการเมืองของมูฮิกา ซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอุรุกวัยในเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา

มูฮิกาเกษียณอายุจากวงการการเมืองในปี 2020 แม้ว่าเขาจะยังคงเป็นบุคคลสำคัญในอุรุกวัยก็ตาม

ยามานดู ออร์ซี ทายาททางการเมืองของมูฮิกาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของอุรุกวัยในเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา และพลพรรคของมูฮิกาก็ได้รับที่นั่งในรัฐสภาจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตย ภายใต้พรรคเฟรนเต แอมพลิโอ (Frente Amplio)

เมื่อปีที่แล้ว มูฮิกาประกาศว่า เขาป่วยเป็นโรคมะเร็ง และมีการกล่าวถึงอายุของเขา และการมาใกล้ของความตายอันหลีกเลี่ยงอยู่บ่อยครั้งขึ้น แต่เขามักจะยอมรับผลที่จะได้รับในวาระสุดท้ายของชีวิตว่า เป็นเรื่องธรรมชาติ และไม่บ่นอะไรใด ๆ

ในการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายกับบีบีซี เมื่อเดือน พ.ย. เขากล่าวว่า "คนเรารู้ว่า ความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และบางทีมันอาจเป็นเหมือนเกลือแห่งชีวิต[ซึ่งเป็นสำนวนที่เปรียบเปรยว่าคือ สิ่งที่มีคุณค่า]"