“ถ้าฉันได้ยิงก่อน ฉันจะฆ่าแกไอ้ลูกชาย”

ภาพประกอบ
คำบรรยายภาพ, ความขัดแย้งทางการเมืองในเมียนมาทำให้หลายครอบครัวต้องแตกแยก 
    • Author, โก โก อ่อง, ชาร์ลอตต์ อัตต์วูด และรีเบกกา ฮันชกี
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

“ฆ่าฉันเลยถ้าแกมีโอกาสยิงก่อน ฉันมั่นใจว่าจะฆ่าแกเหมือนกัน ถ้าฉันได้ลั่นกระสุนก่อน” นี่คือคำเตือนของพ่อที่พูดกับลูกชายซึ่งเป็นทหารอยู่ในกองทัพเมียนมา 

โบ จา ไย (นามสมมุติ) เป็นหัวหน้ากลุ่มพลเรือนติดอาวุธที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหารเมียนมา ด้วยความหวังว่าจะนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศอีกครั้ง 

การที่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2021 ได้นำไปสู่ความไม่สงบครั้งใหญ่ในประเทศ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้สร้างความแตกแยกขึ้นในครอบครัวชาวเมียนมาจำนวนไม่น้อย รวมถึงครอบครัวของโบ จา ไย ที่ตอนนี้เขากำลังต่อสู้กับรัฐบาลทหารที่ลูกชายของเขามีหน้าที่ปกป้อง

“แกอาจให้โอกาสฉันในฐานะที่เป็นพ่อ แต่ฉันจะไม่ไว้ชีวิตแกแน่” โบ จา ไย บอก “ยียี” (นามสมมุติ) ลูกชายที่เป็นทหารทางโทรศัพท์ “พวกเราเป็นห่วงแกนะ” 

“ผมก็เป็นห่วงพ่อเหมือนกันครับ” ปลายสายตอบ “พ่อคือคนที่สนับสนุนให้ผมเป็นทหาร”

คำบรรยายวิดีโอ, ไฟขัดแย้งในเมียนมาเปลี่ยนพ่อ-ลูกให้กลายเป็นศัตรู

โบ จา ไย มีลูกชาย 2 คนเป็นทหารในกองทัพเมียนมา นับแต่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง ลูกชายคนโตที่เป็นทหารก็ไม่รับโทรศัพท์จากเขาอีก 

“กองทัพทำลายบ้านเรือน จุดไฟเผา เข่นฆ่าผู้คน ยิงสังหารผู้ประท้วงอย่างไม่เป็นธรรม ฆ่าเด็กโดยไร้เหตุผล ข่มขืนผู้หญิง แกอาจยังไม่รู้เรื่องนี้” โบ จา ไย พยายามพูดโน้มน้าวใจให้ลูกลาออกจากกองทัพ 

“นั่นคือความเห็นของพ่อครับ พวกเราไม่ได้มองแบบนั้น...พลเรือนควรอยู่อย่างพลเรือน พวกเขาต้องทำตามกฎนะครับพ่อ” ยียี ตอบพ่อด้วยความเคารพ  

แม้เขาจะปฏิเสธคำกล่าวหาของพ่อ แต่ที่ผ่านมามีการเก็บหลักฐานการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนของกองทัพที่ทำต่อประชาชนเมียนมาอยู่มากมาย 

หลังคุยโทรศัพท์กับลูกชายเสร็จ โบ จา ไย เล่าให้บีบีซีฟังว่าเขาพยายามโน้มน้าวใจลูกชายทั้งสองให้ออกจากกองทัพมาเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารของเมียนมา  

“พวกเขาไม่รับฟัง ดังนั้นคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา ถ้าพวกเราต้องประจันหน้ากันในการสู้รบ” เขากล่าว

Bo Kyar Yine tells his son that he is "dead to him" because he serves in the feared military
คำบรรยายภาพ, โบ จา ไย ถือว่าลูกชายที่เป็นทหารทั้งสองได้ตายจากเขาไปแล้ว

โบ จา ไย และยิน ยิน เมี๊ยะ (นามสมมุติ) ภรรยามีลูกด้วยกัน 8 คน ตอนที่ลูกชายทั้งสองได้เข้ารับราชการทหาร พวกเขาต่างภาคภูมิใจ และเก็บรูปถ่ายวันสำเร็จการศึกษาของลูกไว้เป็นที่ระลึก 

ก่อนสงครามกลางเมืองครั้งนี้จะปะทุขึ้น ชาวบ้านในแถบภาคกลางของเมียนมามีทัศนคติที่ดีต่อทหาร ซึ่งถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติ และจะช่วยยกระดับทางสังคมและเศรษฐกิจของครอบครัวให้ดีขึ้น 

แต่เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2021 ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง 

โบ จา ไย ได้เห็นทหารใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย เขาพยายามขอร้องให้ลูกชายทั้งสองลาออกจากกองทัพ แต่ไม่เป็นผล 

ก่อนหน้านี้ โบ จา ไย เคยมีอาชีพเป็นเกษตรกร และไม่เคยจับปืนมาก่อน แต่การได้เห็นภาพความโหดร้ายและอยุติธรรมที่ทหารทำกับประชาชนก็ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มเครือข่ายพลเรือนติดอาวุธที่เรียกว่า “กองกำลังพิทักษ์ประชาชน” (People's Defence Force หรือ PDF) เพื่อต่อสู้ด้วยความหวังที่จะนำประชาธิปไตยคืนสู่เมียนมา 

ปัจจุบันเขาเป็นหัวหน้าหน่วยซึ่งมีสมาชิกราว 70 คน รวมถึงลูกชายอีก 4 คนที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เขา พวกเขาเรียกตัวเองว่า “เสือป่า”

วันวิปโยค

ช่วงประมาณตี 3 ของวันหนึ่งในเดือน ก.พ. หน่วยเสือป่าของโบ จา ไย ได้รับแจ้งจากสมาชิกในอีกหมู่บ้านหนึ่งว่าพวกเขากำลังถูกทหารบุกเข้าจู่โจม 

มิ่น อ่อง (นามสมมุติ) ลูกชายคนที่ 2 ของโบ จา ไย เตรียมพร้อมเป็นคนแรก โดยเขาและโบ จา ไย ขับมอเตอร์ไซค์นำขบวนกลุ่มเสือป่ามุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านดังกล่าว ทว่าระหว่างทางพวกเขากลับถูกซุ่มโจมตี  

“พวกนั้น (ทหาร) ระดมยิงเราเสียงดังเหมือนคั่วข้าวโพด...ไม่มีต้นไม้ใหญ่หรืออะไรให้กำบังตัวทั้งนั้น พวกเราอยู่ในทุ่งสังหาร อาวุธพวกเราสู้พวกเขาไม่ได้” โบ จา ไย เล่า 

เขาบอกว่า ดูเหมือนหนึ่งในฝ่ายตรงข้ามจะรู้จักเขาดี และมุ่งการโจมตีมาที่เขา 

โบ จา ไย สั่งให้กลุ่มเสือป่าล่าถอย และหาที่หลบภัยตามคันนา ตอนนั้นเองเป็นจังหวะที่เขาพลัดหลงกับลูกชาย

ไม่กี่ชั่วโมงหลังการซุ่มโจมตี กองทัพเมียนมาได้โพสต์รูปถ่ายของผู้ถูกทหารสังหารในครั้งนี้จำนวน 15 คน หนึ่งในนั้นรวมถึง มิน อ่อง

Yin Yin Myint mourns her dead son who helped her around the house
คำบรรยายภาพ, ยิน ยิน เมี๊ยะ หัวใจสลายกับการสูญเสียลูกชายผู้เป็นที่รัก

ยิน ยิน เมี๊ยะ ที่รอฟังข่าวด้วยความกังวล ต้องหัวใจสลายกับการสูญเสียลูกชายคนที่สนิทกับเธอมากที่สุด 

“ลูกชายของฉันเป็นห่วงฉันมาก เขาช่วยทำความสะอาดห้องครัว ซักเสื้อผ้า และเก็บผ้าถุงจากราวตากผ้าให้ฉัน เขาดีกับฉันมาก” เธอกล่าว 

เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทหารเมียนมาได้บุกเข้าเผาบ้านเรือนประชาชน 150 หลังคาเรือนในหมู่บ้านของพวกเขา เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะทางภาคกลางของเมียนมา 

เหตุไม่สงบที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจเมื่อเดือน ก.พ. 2021 ทำให้ประชาชนในเมียนมาต้องพลัดถิ่นฐานกว่า 1.1 ล้านคน และมีบ้านเรือนถูกเผาวอดวายอย่างน้อย 30,000 หลัง 

สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners หรือ AAPP) เปิดเผยว่ามีพลเรือนเมียนมาที่ได้รับการยืนยันว่าถูกทหารสังหารกว่า 2,500 คน แต่ข้อมูลจาก Acled กลุ่มติดตามสถานการณ์ในเมียนมาบ่งชี้ว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้ 10 เท่า

The family home of Bo Kyar Yine has been reduced to ashes
คำบรรยายภาพ, บ้านของ โบ จา ไย ที่เหลือเพียงเถ้าถ่าน

ครอบครัวของโบ จา ไย พยายามอยู่ 2 วันที่จะเข้าไปเก็บศพของลูกชาย แต่ไม่สามารถทำได้เพราะทหารเฝ้าพื้นที่ดังกล่าวอยู่โดยรอบ 

“พวกนั้นเฝ้าอยู่ใกล้ศพ ฉันเข้าไปเก็บแม้แต่กระดูกของลูกไม่ได้ ฉันโกรธจริง ๆ ฉันอยากจะไปร่วมรบให้รู้แล้วรู้รอด แต่พวกเขาไม่รับฉัน เพราะฉันเป็นผู้หญิงอายุเกิน 50 ปี” ยิน ยิน เมี๊ยะ เล่าให้บีบีซีฟังด้วยความอัดอั้นตันใจ 

แม้ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่แต่โบ จา ไย เชื่อว่าขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะเป็นฝ่ายชนะในที่สุด และเขาจะสร้างบ้านของครอบครัวขึ้นมาอีกครั้ง