มารู้จักพายุหมุนเขตร้อน เฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น และไซโคลน ทำไมจึงเรียกต่างกัน ?

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, พายุไต้ฝุ่นรากาซาส่งผลให้เกิดเหตุดินถล่มในฟิลิปปินส์
เวลาอ่าน: 2 นาที

ประชาชนหลายพันคนในฟิลิปปินส์ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย หลังซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงในระดับที่เจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาคให้คำจำกัดความว่าอาจเป็น "หายนะ" เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ซึ่งมีกระแสลมกระโชกแรงถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณเกาะปานุอิตัน จังหวัดคากายัน ทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ เมื่อเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อวันจันทร์ (22 ก.ย.) ที่ผ่านมา ตามการรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของประเทศ โดยคาดว่าจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก มุ่งหน้าไปยังทางตอนใต้ของจีน

คำบรรยายภาพ, สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ คาดว่าซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาจะมุ่งหน้าไปยังตอนใต้ของจีน

ทางการของฟิลิปปินส์ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงอุทกภัย เหตุดินถล่ม และความเสียหายต่อบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน

ทว่าแท้จริงแล้ว ไต้ฝุ่นหรือซูเปอร์ไต้ฝุ่นคืออะไร แล้วแตกต่างจากเฮอร์ริเคน และพายุไซโคลนอย่างไร

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นคืออะไร

คำศัพท์ที่กล่าวมาทั้งหมด แท้จริงแล้วนับเป็นพายุหมุนเขตร้อน (tropical storms) เหมือนกัน เพียงแต่ถูกเรียกต่างกันไปตามพื้นที่ที่พายุก่อตัว

  • เฮอร์ริเคน (Hurricane) คือพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเฉียงเหนือ
  • ไซโคลน (Cyclone) คือพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ และมหาสมุทรอินเดีย
  • ไต้ฝุ่น (Typhoon) คือพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกเฉียงเหนือ
  • ซูเปอร์ไต้ฝุ่น (Super Typhoon) ตามเกณฑ์ของสำนักงานบริการอุตุนิยมวิทยา ฟิสิกส์บรรยากาศ และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์ (PAGASA) หมายถึงพายุหมุนเขตร้อนที่มีความเร็วลมสูงสุดเกิน 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป
คำบรรยายภาพ, ทั้งเฮอร์ริเคน ไซโคลน หรือไต้ฝุ่น แท้จริงแล้วนับเป็นพายุหมุนเขตร้อน (tropical storms) เหมือนกัน เพียงแต่ถูกเรียกต่างกันไปตามพื้นที่ที่พายุก่อตัว

พายุต้องมีความรุนแรงขนาดไหน

พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclone) เป็นคำกลางที่นักอุตุนิยมวิทยาใช้กัน

หากอ้างอิงตามคำอธิบายขององค์การสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) จะหมายถึง ระบบก้อนเมฆและพายุฝนฟ้าคะนองที่มีการจัดระเบียบตัวเองและหมุนเวียน ก่อตัวเหนือผืนน้ำเขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน

ข้อมูลบนเว็บไซต์ของ NOAA ระบุว่า "เมื่อพายุหมุนเขตร้อนมีความเร็วลมคงที่สูงสุดที่ 119 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป พายุจึงจะถูกจัดประเภทเป็นเฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น หรือไซโคลน แล้วแต่ภูมิภาคที่พายุก่อตัว"

สำหรับ เฮอร์ริเคน จะถูกแบ่งความรุนแรงตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 ตามความเร็วลม โดยใช้มาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน (Saffir–Simpson Hurricane Wind Scale)

คำบรรยายภาพ, ฮอร์ริเคน จะถูกแบ่งความรุนแรงตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 (เบาสุดไปแรงสุด) ตามความเร็วลม โดยใช้มาตราเฮอริเคนแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน

พายุหมุนเขตร้อนจะเกิดขึ้นเมื่อใดได้บ้าง

ฤดูเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. ถึง 30 พ.ย. ตามสถิติพบว่ามากกว่า 95% ของพายุหมุนเขตร้อนทั้งหมดในภูมิภาคนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ฤดูที่เกิดพายุไซโคลนจะเกิดขึ้นระหว่างเดือน พ.ย. ถึง เม.ย.

ขณะที่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ ไต้ฝุ่นมักเกิดขึ้นมากที่สุดระหว่างเดือน พ.ค. ถึง ต.ค. แม้ว่าจะสามารถก่อตัวได้ตลอดทั้งปีก็ตาม

ที่มาของภาพ, NASA via Reuters

คำบรรยายภาพ, ภาพสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ที่กำลังบินผ่านบริเวณตาพายุไต้ฝุ่นรากาซา

พายุหมุนเขตร้อนถูกตั้งชื่อจากอะไร

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติ จะเป็นผู้ดูแลบัญชีรายชื่อสำหรับการตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนทั่วโลก

ชื่อเหล่านี้จะถูกนำกลับมาใช้หมุนเวียนทุก ๆ 6 ปี ยกเว้นกรณีที่พายุรุนแรงจนสร้างความเสียหายมหาศาล เช่น ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (Typhoon Haiyan) หรือเฮอร์ริเคนแคทรีนา (Hurricane Katrina) ซึ่งจะถูกถอดออกจากบัญชีและแทนที่ด้วยชื่อใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างบาดแผลทางจิตใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคที่เผชิญพายุเฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น และไซโคลน จะส่งรายชื่อที่พวกเขาเสนอไปยังองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เพื่อใช้ในการตั้งชื่อ

นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากกรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดียบอกกับบีบีซีว่า "ประเทศในภูมิภาคของเรา 8 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมอ่าวเบงกอลและทะเลอาหรับ ได้ส่งรายชื่อไปยังองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000"

"ปัจจุบันชื่อที่เสนอไปเกือบ 50% ถูกใช้แล้ว ในตอนนั้นประเทศสมาชิกตกลงกันว่าจะต้องมั่นใจว่าชื่อเหล่านี้จะไม่กระทบต่อความรู้สึกทางศาสนาในประเทศของเรา"

วิธีการก่อตัวของพายุ

ตามปกติ อากาศจะลอยตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อถูกน้ำทะเลอุ่นทำให้ร้อนขึ้น

จากนั้นเมื่ออากาศเย็นตัวลงก็จะถูกแทนที่ด้วยมวลอากาศอุ่นที่ลอยขึ้นมาจากด้านล่าง

วัฏจักรนี้ก่อให้เกิดลมแรง หากเกิดขึ้นเหนือท้องทะเล พายุหมุนเขตร้อนอาจทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ได้

เมื่อคลื่นเหล่านี้ซัดขึ้นฝั่ง ก็อาจทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งอาจกินพื้นที่ไปถึงในตัวเมืองได้

หากเกิดบนแผ่นดิน ลมแรงสามารถสร้างความเสียหายอย่างหนัก บ้านเรือนอาจถูกลมพัดจนพังราบ ต้นไม้ล้มระเนระนาด และแม้กระทั่งรถยนต์ก็อาจถูกลมพัดจะพลิกคว่ำได้

คำบรรยายภาพ, ตามปกติ อากาศจะลอยตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อถูกน้ำทะเลอุ่นทำให้ร้อนขึ้น จากนั้นเมื่ออากาศเย็นตัวลงก็จะถูกแทนที่ด้วยมวลอากาศอุ่นที่ลอยขึ้นมาจากด้านล่าง วัฏจักรนี้ก่อให้เกิดลมแรง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลอย่างไร

การประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อพายุหมุนเขตร้อนแต่ละลูกนั้นทำได้ยาก เพราะระบบพายุมีความซับซ้อนมาก แต่นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ทำให้จำนวนพายุเฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น หรือไซโคลนเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลต่อพายุเหล่านี้ซึ่งสามารถวัดได้อย่างชัดเจน

น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นหมายความว่าพายุสามารถสะสมพลังงานได้มากขึ้น ส่งผลให้ความเร็วลมแรงกว่าเดิม ขณะที่บรรยากาศที่อุ่นขึ้นสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น ทำให้เกิดฝนที่ตกหนักรุนแรงกว่าเดิม

นอกจากนี้ระดับน้ำทะเลที่กำลังสูงขึ้นซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการละลายตัวของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็ง รวมทั้งปรากฏการณ์ที่น้ำอุ่นขยายตัวกินพื้นที่มากขึ้น ปัจจัยท้องถิ่นก็อาจมีส่วนร่วมเช่นกัน สิ่งเหล่านี้หมายความว่า คลื่นพายุซัดฝั่ง (storm surge) จะเกิดขึ้นบนฐานของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอยู่แล้ว นั่นยิ่งทำให้น้ำท่วมชายฝั่งรุนแรงกว่าเดิม

โดยสรุป องค์การด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ หรือ คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) สรุปว่า มี "ความเชื่อมั่นสูง" ว่ามนุษย์มีส่วนทำให้ปริมาณน้ำฝนที่เกี่ยวข้องกับพายุหมุนเขตร้อนเพิ่มขึ้น และมี "ความเชื่อมั่นปานกลาง" ว่ามนุษย์มีส่วนทำให้โอกาสที่พายุหมุนเขตร้อนจะรุนแรงมากขึ้นเพิ่มขึ้นด้วย