ประชาธิปัตย์ 80 ปี รุ่งเรือง-ตกต่ำในยุคไหน วาทกรรมใดบ้างที่อยู่คู่พรรค

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 22 นาที

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งนำ สส. เข้าสภาได้น้อยที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์พรรค กำลังเร่งฟื้นฟูพรรคผ่านบทบาทฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 เพื่อเขียน "ประวัติศาสตร์ภาคต่อ" ก่อนก้าวเข้าสู่ปีที่ 81

80 ปีที่ผ่านมา พรรค ปชป. ส่ง "ผู้นำพรรค" ขึ้นเป็น "ผู้นำประเทศ" แล้ว 4 คน บริหารราชการแผ่นดินรวม 9 สมัย ภายใต้สูตร 4-2-2-1 คือ ควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคคนที่ 1 เป็นนายกฯ 4 รอบ, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคคนที่ 2 เป็นนายกฯ 2 รอบ, ชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคคนที่ 5 เป็นนายกฯ 2 รอบ, และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนที่ 7 เป็นนายกฯ 1 รอบ

จากบทบาทแรกทางการเมืองในฐานะฝ่ายค้านของรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร และนายกฯ คนที่ 3 ของไทย ประชาธิปัตย์เติบโตจากการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเป็นส่วนใหญ่ และยังไม่เคยสัมผัสชัยชนะในสนามเลือกตั้งแม้แต่ครั้งเดียวในช่วง 3 ทศวรรษหลัง

บีบีซีไทยพูดคุยกับ 2 บุคคลแบบต่างกรรมต่างวาระ ชวนมองเส้นทางที่ผ่านมาและความท้าทายในก้าวต่อไปของพรรค 8 ทศวรรษ

คนหนึ่งคือ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. 8 สมัย และรองหัวหน้าพรรค ปชป. ชายที่บ้านเกิดอยู่ จ.ตรัง แต่มาใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตที่ "บ้านสีฟ้า" นับตั้งแต่เป็น สส. สมัยแรกเมื่อปี 2538 และผ่านมาสารพัดตำแหน่งทางการเมืองในพรรค-สภา-รัฐบาล

อีกคนคือ รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งคลุกคลีอยู่ในพื้นที่ที่เคยได้ชื่อว่าเป็น "ฐานที่มั่นทางการเมืองของประชาธิปัตย์" และเป็นผู้ศึกษาวิจัย "ความเปลี่ยนแปลงการเมืองภาคใต้" ทั้งการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น

จากนี้คือภาพสะท้อนประชาธิปัตย์จากมุมมองของ "คนใน" และ "คนนอก"

"ประวัติศาสตร์ที่ไม่ต้องให้คนอื่นมาบอกเล่าเรา"

"ประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของฝ่ายอนุรักษนิยมนับตั้งแต่มีพรรคการเมืองไทยมา ในความหมายของเนื้อหา" คือนิยามของ รศ.เอกรินทร์ที่มีต่อพรรค 80 ปี

ขณะที่สาทิตย์เปรียบเปรยพรรคต้นสังกัดของเขาว่า "คนที่เรียนรู้สังคมมาอย่างยาวนาน และสั่งสมประสบการณ์ไว้มากที่สุดทั้งในฐานะฝ่ายค้านและรัฐบาล"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สส. ชุดล่าสุดของประชาธิปัตย์ในระหว่างเข้ารายงานตัวต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ประชาธิปัตย์ก่อตั้งเมื่อ 6 เม.ย. 2489 ถือเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นพรรคที่มีอายุยืนยาวที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (Indian National Congress ก่อตั้งในปี 2428 ปัจจุบันอายุ 141 ปี) และพรรคชาตินิยมจีน หรือที่รู้จักในชื่อพรรคก๊กมินตั๋งของไต้หวัน (Kuomintang ก่อตั้งในปี 2462 ปัจจุบันอายุ 107 ปี)

ในวาระ 80 ปี พรรค ปชป. ประกาศตัวเป็น "สถาบันการเมืองเพื่อทุกคน" ซึ่ง "โต้โผใหญ่" ในการจัดงานอย่างสาทิตย์เปิดเผยวัตถุประสงค์เอาไว้ว่า "เพื่อทบทวนอดีต" ความเป็นพรรคที่มีอายุยืนยาว ทำให้คนเข้าใจบทบาท มุมมอง แนวคิด จุดยืนของพรรคแตกต่างกันไป เฉพาะคนประชาธิปัตย์ บางตระกูลมีถึง 3 รุ่น จากรุ่นปู่-พ่อ-ลูก และการที่พรรคอยู่มาได้ 80 ปี มันต้อง "มีของ" ซึ่งก็คืออุดมการณ์ 10 ข้อของพรรคที่ "ท้าทายเวลามาก ทำให้พรรคยืนอยู่ได้ในเวลาที่พรรคอื่นล้มหายตายจากไป"

การทบทวนอดีต สาทิตย์บอกว่าจะทำผ่านการจัดทำหนังสือ 2 เล่ม เล่มแรก "ประวัติศาสตร์พรรคตั้งแต่ยุคแห่งการสร้างพรรคถึงปัจจุบัน" และเล่มที่สอง "ประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้บอกเล่า" ซึ่งคัดประวัติศาสตร์บางตอนของพรรคซึ่งถูกบิดเบือนมาเรียบเรียงและบอกเล่าโดยคำอธิบายของพรรคเอง

"ในรอบ 80 ปี มันต้องมีประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยข้อมูลที่ถูกต้อง ประวัติศาสตร์ที่ไม่ต้องให้คนอื่นมาบอกเล่าเรา เราจะบอกเล่าเรื่องราวของเราให้คนอื่นได้รับทราบ" รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว

อีกวัตถุประสงค์เพื่อ "มองไปข้างหน้า" สาทิตย์ได้กางปฏิทินอีเวนต์ "12 เดือน 12 ภารกิจ" (เม.ย. 2569-มี.ค. 2570) ให้บีบีซีไทยดู โดยนำวาระท้าทายสังคม-การเมือง-เศรษฐกิจมาตั้งเป็นโจทย์และกำหนดกิจกรรมตลอดทั้งปี ในจำนวนนี้คือการจัดงาน "Home coming" หรืองานคืนสู่เหย้า เชิญศิษย์เก่าประชาธิปัตย์ทุกรุ่นที่กระจายไปอยู่ทุกพรรคมาพบปะ-สังสรรค์-พูดคุยกันในเดือน ก.ย. และปิดท้ายที่จัดประชุมสมัชชาประชาชนซึ่งมาจากทุกจังหวัดในเดือน มี.ค. 2570

วาทกรรมคู่พรรค

ตอนที่ ด.ช.สาทิตย์เกิด ประชาธิปัตย์เปรียบเสมือน "คนหนุ่ม" ที่มีอายุ 16 ปีแล้ว ก่อนที่เขาจะปวารณาตัวเป็นลูกพระแม่ธรณีบีบมวยผม ตามคำเชื้อเชิญของ วิเชียร คันฉ่อง อดีต สส.ตรัง คู่หูของ ชวน หลีกภัย ให้ลงสมัคร สส.ตรัง เมื่อปี 2538 และได้ "แจ้งเกิดทางการเมือง" ขณะมีอายุ 34 ปี

การพินิจพรรคสีฟ้าจากสายตา "คนใน" อาจแตกต่างออกไปจากมุมมองของ "คนนอก" ที่เห็นและจดจำพรรค ปชป. ได้จากวาทกรรมบางชุด ซึ่งสาทิตย์บอกว่าบางวาทกรรมจำเป็นต้องแก้ไขความเข้าใจ เพราะ "มีข้อเท็จจริงแตกต่างจากข้อกล่าวหาเยอะมาก" และจะถูกอธิบายผ่านหนังสือเล่มที่ 2 ของพรรค แต่บางวาทกรรม "สร้างความรำคาญ แต่ไม่ได้สร้างผลสะเทือนด้านทำลายความศรัทธาของพรรค เป็นเหมือนคำกระแนะกระแหน เหน็บแนม" ก็ปล่อยผ่านไปได้

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

บีบีซีไทยขอจัดหมวดหมู่วาทกรรมคู่พรรคตามคำอธิบายของรองหัวหน้าพรรค ปชป. รายนี้

  • วาทกรรมที่ต้องแก้: เสียงตะโกนในโรงหนังกรณีปรีดีถูกกล่าวหาเรื่องในหลวง ร.8, กรณีควงถูกกล่าวหาว่าเป็น "นายกฯ หุ่นเชิด" สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปฏิวัติ, กรณีพรรค ปชป. เข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, วาทกรรม "99 ศพ" จากการสลายชุมนุมคนเสื้อแดงยุครัฐบาลอภิสิทธิ์, รวมถึงกรณี "ไข่ชั่งกิโล"
  • วาทกรรมรำคาญใจ: "ดีแต่พูด" สาทิตย์เข้าใจว่ามาจากยุคที่พรรค ปชป. สู้กับรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แล้ว พล.อ.ชวลิตเป็นคนพูดไม่เก่ง ชวนเป็นคนพูดเก่ง ในสภา สส.ประชาธิปัตย์ก็อภิปรายดีกว่า เลยมีการบัญญัติคำว่า "ดีแต่พูด" ขึ้นมา แล้วถูกมาขยายผลกับกลุ่มเสื้อแดง

"ต้องยอมรับว่าวาทกรรมทั้งหลายถูกกระพือฮือโหมขึ้นมาในยุคการเมืองเสื้อสี เป็นวาทกรรมที่อีกฝ่ายหนึ่งใช้เพื่อ label (แปะป้าย) ตราให้กับพรรคประชาธิปัตย์ บัญญัติวาทกรรมเหล่านี้มาโจมตีเรา แล้วกลายเป็นที่แพร่หลายไปมาก" สส.บัญชีรายชื่อ วัย 64 ปีกล่าว

เช่นเดียวกับ "ส่งเสาไฟฟ้าลงก็เลือก" ที่สาทิตย์ยืนยันว่า ปชป. ไม่ได้เป็นคนพูด แต่มาจากคู่แข่ง "เขาโกรธที่คนใต้ไม่เลือกสักที เลยบอกคนใต้เนี่ยส่งเสาไฟฟ้ามา มึงก็เลือก... ความหมายคืองมงายกับประชาธิปัตย์มากเลย ส่งเสาไฟมาก็เลือก เหมือนกับไม่ดูตัวบุคคลบ้างเลยหรือ แต่ถ้าเป็นคนใต้ เขาจะตอบว่ากูเลือกดูอุดมการณ์พรรคอะ"

  • วาทกรรมที่จบไปแล้ว: "หักหลังประชาชน" หลังจับมือกับพรรคคู่แค้น-ร่วมรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ปี 2567 ซึ่งสาทิตย์เห็นว่า "มันจบไปพร้อมกับการลาออกของกลุ่มคน" เพราะคนเข้าใจว่าพรรค ปชป. ไม่เป็นแบบนี้ แต่อาจมีบางคนคิดนอกกรอบจากความเป็นดีเอ็นเอประชาธิปัตย์

"พรรคนี้ไม่มีเจ้าของ"

วัฒนธรรมประชาธิปัตย์ที่หาไม่ได้ในพรรคอื่นคืออะไร?

"ประชาธิปไตยพรรค" สาทิตย์ตอบทันควันและย้ำว่าตั้งใจใช้คำนี้ เพราะพรรคการเมืองอื่นมักพบการตัดสินใจที่ไม่ได้มาจากรากฐานประชาธิปไตยในพรรค เพราะมีเจ้าของพรรค นายทุนพรรค แต่พรรค ปชป. ไม่มี ก่อนเล่าย้อนเกร็ดประวัติศาสตร์ว่าด้วยวันกำเนิดพรรค ผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคนัดประชุมครั้งแรก 5 เม.ย. 2489 ที่ตำหนักของพระนางเจ้าสุวัฒนา พระวรราชเทวีใน ร.6 โดย ควง อภัยวงศ์ เสนอให้ใช้วันที่ 5 เม.ย. เป็นวันก่อตั้งพรรค เพราะวันที่ 6 ตรงกับวันจักรี จัดงานยาก แต่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช บอกว่าวันที่ 6 ดีแล้ว

"เชื่อไหม แม้กระทั่งวันก่อตั้งพรรค พรรคนี้โหวตกันนะครับ และโหวตกันแล้ว หม่อมเสนีย์ชนะ วันที่ 6 เม.ย. เลยเป็นวันก่อตั้งพรรค เพราะฉะนั้นรากฐานของพรรคนี้คือมันไม่มีเจ้าของ มันมาด้วยอุดมการณ์เดียวกันตั้งแต่ก่อตั้ง" รองหัวหน้าพรรคสีฟ้ากล่าว

เขาบอกต่อไปว่า หากดูโครงสร้างการตัดสินใจทางการเมือง องค์คณะที่มีอำนาจสูงสุดในการเลือก กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) คือที่ประชุมใหญ่ของพรรค ซึ่งมีองค์ประชุมใหญ่มากเป็นร้อยคน ทั้ง รมต., อดีต รมต., สส., อดีต สส., สาขาพรรค, ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด, ตัวแทนท้องถิ่น, สมาชิกพรรค และในการตัดสินใจเข้าร่วม-ถอนตัวจากรัฐบาล การแต่งตั้ง รมต. กำหนดให้ สส. และ รมต. ต้องประชุมร่วมกัน ซึ่งสาทิตย์ใช้คำว่า "เป็นพรรคที่มีการประชุมแล้วสู้กันหนักทุกครั้ง" เพราะทุกคนมีความรู้สึกเท่ากัน เป็นเจ้าของด้วยกัน ความเคารพต่อผู้ใหญ่ในพรรคมี แต่เวลาประชุม ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี

"ครั้งหนึ่งพรรคต้องเลือกคนไปเป็นกรรมาธิการงบฯ ต้องเลือกนะครับ เพราะต้องสมัครแล้วแข่งกัน คุณชวนต้องเดินหาเสียงให้คนที่ท่านคิดว่าอยากให้เป็น แล้วท่านแพ้" อดีต สส.ตรัง 7 สมัยทบทวนความหลัง

"ทุกคนเวลา 'ครับ' นี่ต้องไขว้นิ้วไว้ก่อน" เขาพูดพลางทำท่า "อิ๊บ" ประกอบ

เช่นเดียวกับยุคบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคคนที่ 6 สาทิตย์จำได้ว่าว่ามีการปิดห้อง "ซัดกันเรื่องในพรรค 7 ชม." แต่เมื่อมีมติแล้ว ทุกคนต้องจบ-ต้องปฏิบัติตามมติพรรค เพิ่งมา "แกว่ง" ใน 2 ครั้งหลัง กรณีโหวตนายกฯ และเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งมีการ "หลุดคิว"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, การประชุมใหญ่พรรค ปชป. ครั้งล่าสุดเมื่อ 18 ต.ค. 2568 ซึ่งมีการเปลี่ยนโครงสร้าง กก.บห. ชุดใหม่ ได้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง

รศ.เอกรินทร์ นักวิชาการที่ใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นอีกคนที่ได้ยินคนการเมืองค่ายสีฟ้าพูดอยู่เนือง ๆ ว่า "พรรคนี้ไม่มีเจ้าของ" หากเชื่อคำอธิบายนี้แสดงว่าทีม กก.บห. และ สส. มีน้ำหนักมากในการตัดสินใจเข้าร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ดังนั้นการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" ทั้งที่หัวหน้าพรรคคืออภิสิทธิ์ประกาศในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 2562 ว่า "ไม่สืบทอดอำนาจเผด็จการ" หรือการเข้าร่วมรัฐบาล "แพทองธาร" ปี 2567 ทั้งที่คนประชาธิปัตย์เคยต่อสู้-ไม่เอา "ระบอบทักษิณ" มา 20 ปี พรรคจะอธิบายความย้อนแย้งนี้อย่างไร

"อันนี้มันเป็นคำถามที่ใหญ่มาก ๆ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีจุดยืนอะไรกันแน่" นักรัฐศาสตร์จาก ม.อ. ระบุ

เสรีประชาธิปไตย หรือ อนุรักษนิยม?

แม้คำประกาศอุดมการณ์ของพรรคจะยืนอยู่ภายใต้หลัก "เสรีประชาธิปไตย" และยังเป็นสมาชิก Liberal International (LI - เครือข่ายพรรคการเมืองเสรีประชาธิปไตยทั่วโลก) แต่คนทั่วไปกลับมองประชาธิปัตย์เป็นพรรคอนุรักษนิยม (Conservative Party)

รศ.เอกรินทร์เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เห็นเช่นนั้น โดยย้อนรากเหง้าตั้งแต่ยุคก่อกำเนิดพรรคที่เลือก 6 เม.ย. ซึ่งเป็นวันสำคัญของราชวงศ์ หรือการเป็นไม้เบื่อไม้เมากับปรีดีและฝ่ายก้าวหน้า จากนั้นปรากฏสายใยความสัมพันธ์และร่องรอยในทางประวัติศาสตร์ที่พรรค ปชป. เชื่อมโยงกับฝ่ายจารีตนิยมและฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นระยะ ถึงปัจจุบันเขาก็ยังเชื่อแบบเดิม ไม่ว่าจะเรียกว่าฝ่ายอนุรักษนิยมก้าวหน้า (Progressive Conservative) หรืออะไรก็ตาม

"ประชาธิปัตย์เป็นพรรคอนุรักษนิยมที่อยู่กับเนื้อดินของสังคมการเมืองไทย ผมไม่ซื้อคำที่บอกว่าประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายก้าวหน้า หรือเสรีประชาธิปไตย เพราะถ้าดูทิศทางของนโยบาย หรือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยเฉพาะในยุคหลัง ประชาธิปัตย์ไม่เคยเป็นแนวหน้า... เพียงแต่วันนี้เขาไม่ได้ถือว่าเป็นพรรคใหญ่ในความหมายของฝ่ายอนุรักษนิยมอีกต่อไป" รศ.เอกรินทร์ให้ความเห็น

เกี่ยวกับภาพฝ่ายอนุรักษนิยมที่ทาบทับพรรค ปชป. สาทิตย์ยอมรับว่า หลังคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 พอมีประเด็นสถาบันฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง "แกนนำพรรคหลัก ๆ โดยส่วนใหญ่จะยืนอยู่ข้างฝ่ายสถาบันฯ ทำให้ถูกมองว่าเป็นพรรคอนุรักษนิยมมาตั้งแต่ต้น" แต่ถ้าดูอุดมการณ์พรรค 10 ข้อ มีข้อเดียวที่เขียนถึงเรื่องสถาบันฯ ขณะที่แนวคิดเสรีประชาธิปไตยแทรกอยู่ในอุดมการณ์ทั้ง 10 ข้อ

ลูกพระแม่ธรณีฯ ให้นิยาม "เสรีประชาธิปไตย" ในความหมายของพรรค ปชป. ว่ายอมรับความคิดเห็นหลากหลายได้ แตกต่างจากอนุรักษนิยมที่นิยมจะไม่เปลี่ยนแปลง คืออยู่ข้างฝ่ายที่จะสงวนสิ่งที่มีเอาไว้

สำหรับอุดมการณ์ ข้อ 3 ของพรรค ปชป. ระบุว่า "พรรคจะดำเนินการเมืองโดยอาศัยหลักกฎหมาย และเหตุผลเพื่อความศักดิ์สิทธิ์แห่งรัฐธรรมนูญ และเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังให้มีความนับถือ และนิยมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"

ข้อ 4 ระบุว่า "พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใด ๆ"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พรรค ปชป. มีคำขวัญว่า "‎สจฺจํเว อมตา วาจา" แปลได้ว่า "คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย"

ยุครุ่งเรือง

เมื่อให้มองผ่านแว่นของคนในว่ายุครุ่งเรืองที่สุด-ยุคตกต่ำที่สุดของพรรคอยู่ตรงไหน สาทิตย์ถึงกับอุทาน "โอ้มายก๊อด" ก่อนให้คำตอบไว้ดังนี้

  • "ยุครุ่งเรืองยุคแรก" คือยุคควง ในความหมายที่ว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยเฉพาะในจังหวัดพระนคร/กรุงเทพฯ พรรค ปชป. แทบไม่พลาดเลย
  • "ยุครุ่งเรืองยุคหลัง" คือยุคชวน 1 หลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 ก่อให้เกิดกระแสปฏิรูปการเมือง มีการแบ่งเป็น "พรรคเทพ-พรรคมาร" โดยพรรค ปชป. เป็นแกนนำของพรรคเทพ เกิดกระแสสนับสนุนทำให้พรรค ปชป. ชนะการเลือกตั้ง และได้ชวนเป็นนายกฯ

"สำหรับผม คำว่ายุครุ่งเรืองมันควรจะได้รับคะแนนเสียงจากชาวบ้านเพียงพอที่จะไปตั้งรัฐบาล คือชนะเลือกตั้งและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล" สาทิตย์กล่าว

สอดคล้องกับทัศนะของ รศ.เอกรินทร์ที่ว่ายุคชวนคือจุดรุ่งเรืองที่สุดของพรรค ปชป. ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการนำพาประเทศไปข้างหน้า แต่เป็นความรุ่งเรืองภายใน ทำให้คนจดจำพรรคและหัวหน้าพรรคได้ผ่านการวางตัวและการครองตนของชวน

"คุณชวนเป็นลูกหม้อประชาธิปัตย์แท้ ๆ เกิดและเติบโตที่นั่น ไม่เคยย้ายพรรค และเป็นนักการเมืองแบบที่ฝ่ายอนุรักษนิยม ณ ยุคสมัยนั้นต้องการให้เป็น และเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต" รองศาสตราจารย์แห่งคณะรัฐศาสตร์ ม.อ. กล่าว

เขาชี้ว่า ความสำคัญของหัวหน้าพรรค ปชป. คนที่ 5 คือสามารถดึงเอาคนอื่น ๆ โดยเฉพาะพวกเทคโนแครตเข้ามาสู่แวดวงการเมืองได้ ทำให้คนหันมาสนใจการเมือง และนำพรรค ปชป. คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเดือน ก.ย. 2535 ด้วยยอด สส. 79 คน ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล "ชวน 1" หลังผ่านเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" ซึ่งกระแสสังคมปฏิเสธนายกฯ คนนอก

"คุณชวนตรงตามหลักการประชาธิปไตยเลยคือเป็น สส. มาจากการเลือกตั้ง เวลาพูดถึงความรุ่งเรือง ผมให้คุณค่าว่าชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1 นี่เป็นจุดหมุดหมายที่สำคัญมาก ๆ ในระบอบประชาธิปไตยในการให้พรรคอันดับ 1 ขึ้นมาบริหารประเทศ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของประชาธิปัตย์ด้วยที่ชนะเลือกตั้ง แม้ต่อมารัฐบาลชวนจะถูกวิจารณ์เรื่องที่ดิน สปก. 4-01 ก็ตาม" รศ.เอกรินทร์กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ปชป. ช่วยหาเสียงในการเลือกตั้ง 2569

ยุคตกต่ำ

ส่วนยุคตกต่ำ สาทิตย์แบ่งออกเป็น 2 ช่วง "ยุคตกต่ำช่วงแรก" คือช่วงหลังเหตุการณ์ 10 มกรา 2530 ซึ่งเกิดวิกฤตความขัดแย้งภายในพรรคแล้วปรากฏออกสู่สาธารณะ พรรคแตกออกเป็น 2 ขั้ว แล้วกลุ่ม 10 มกราได้ออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่มาแข่งกับพรรค ปชป.

"ตอนนั้นเราเหลือ สส. คนเดียว ผู้สมัครเราเดินไปหาเสียง คนกรุงเทพฯ นี่โกรธขนาดฉีกกระดาษบัตรเลือกตั้งทิ้งแล้วเหยียบเลย" เขาทบทวนผลที่ตามมาหลังความขัดแย้งใหญ่ภายในพรรค

"ยุคตกต่ำช่วงหลัง" คือหลังเลือกตั้ง 2566 ซึ่งพรรคได้ สส. น้อยกว่าทุกครั้ง และเป็นครั้งแรกที่ได้คะแนนบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ไม่ถึงล้านเสียง จากนั้นก็เกิดปัญหาสะสมมาเรื่อย สส. ทยอยออกไป จนหลังยุบสภาปี 2568 เหลือ สส. เพียง 6 คน ซึ่งสาทิตย์ชี้ว่าความเสื่อมถอยที่เกิดขึ้นในยุคนี้มาจากการ "ไม่รักษาคำพูด ไปร่วมรัฐบาลประยุทธ์" และ "สูญเสียจุดยืนความเป็นตัวของตัวเอง" ในฐานะเสาหลักทางการเมืองที่กล้าแสดงความเห็นยามเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ถูกต้องในบ้านเมือง

บอยคอตเลือกตั้ง

ด้านนักรัฐศาสตร์ ม.อ. ไม่ได้ใช้ยอด สส. หรือความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งเป็นเกณฑ์หลักในชี้วัดความตกต่ำของพรรค แต่พิจารณาจากพฤติกรรมที่ทำให้ประชาธิปัตย์พ้นจากหมุดหมายประชาธิปไตย หลังคว่ำบาตรเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549

"นี่คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดในฐานะพรรคการเมือง ทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย กลายเป็นพรรคที่อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย" รศ.เอกรินทร์วิพากษ์

การประกาศบอยคอต หรือไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งของ 3 พรรคฝ่ายค้าน เกิดขึ้นท่ามกลางการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำมาสู่เหตุการณ์ต่อเนื่องคือการเลือกตั้งเป็นโมฆะ และจบลงด้วยรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ซึ่ง รศ.เอกรินทร์ "ไม่เห็น" บทบาทของพรรค ปชป. ในการยืดหยัดและปกป้องประชาธิปไตย

ซ้ำร้ายในปี 2556-2557 "ศิษย์เก่าประชาธิปัตย์" นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ได้หันหลังให้รัฐสภา มุ่งหน้าสู่ท้องถนน-จัดตั้งขบวนการ กปปส. ส่วนคนที่เหลืออยู่ในพรรค ปชป. ก็บอยคอตเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 อีกครั้ง และจบลงที่รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557

"พรรคการเมืองต้องสนับสนุนให้มีการกระบวนการเลือกตั้ง แต่พอตั้งต้นผิด ซื้อแนวคิดบอยคอตไปแล้วครั้งหนึ่ง คุณก็เอาเครื่องมือนี้มาใช้ซ้ำ ตอกย้ำว่าไม่นำพาการยืนหยัดประชาธิปไตย" เขากล่าวและว่า หลังเลือกตั้ง 2562 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พรรค ปชป. ภายใต้การนำของจุรินทร์ ลักษณวศิษฏ์ ก็ไปเชียร์ผู้นำรัฐประหาร ไปร่วมจัดตั้งรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" มันเลยกลายเป็นร่องรอยที่สืบต่อกันมา

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, สุเทพ เทือกสุบรรณ นำ 9 สส.ประชาธิปัตย์ ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพื่อเข้าร่วมชุมนมต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ "เหมาเข่ง" ก่อนยกระดับเป็นการขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2556-2557

การตัดสินใจบอยคอตการเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งเกิดขึ้นในยุคอภิสิทธิ์ ซึ่งสาทิตย์เฉลยว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่เสนอว่าถ้าจะบอยคอตอย่าทำพรรคเดียว ไปชวนเพื่อนมาให้ได้สัก 3 พรรค และเป็นผู้ประสานงาน-นัดพูดคุยกับพรรคมหาชนและพรรคชาติไทย จึงมี 3 พรรคร่วมบอยคอตเลือกตั้งปี 2549

ส่วนในปี 2557 สาทิตย์ ซึ่งมีสถานะใหม่เป็นแกนนำ กปปส. ระบุว่า "เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ายังไงก็ไม่มีเลือกตั้ง"

"โจทย์ผมไม่ใช่ล้ม (ระบอบทักษิณ) แต่ผมคิดว่าการเมืองในระบบตัวแทนมันไม่มีประสิทธิภาพแล้ว มันต้องกลายเป็นการเมืองภาคประชาชน เลยตัดสินใจลาออกไปลงไปบนถนน" ชายเจ้าของฉายา "ผู้ใหญ่(บ้าน)ตาล" คู่หู่ของ "กำนันสุเทพ" กล่าว

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เขาบอกว่ายังเลือกทำตามเดิม ไม่เช่นนั้นกฎหมายนิรโทษกรรมมาแน่นอน และย้ำว่ารับร่างกฎหมายฉบับนั้นไม่ได้ แต่พอต่อสู้ไปสัก 3-4 เดือนก็เริ่มเห็นว่าปัญหาจริง ๆ อยู่ที่ตัวระบอบทักษิณ

อย่างไรก็ตามบทสรุปของทักษิณ ณ วันนี้คือไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่เคยเป็น ดังนั้นถ้าชาวประชาธิปัตย์อดทนรอให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบ ประเทศอาจไม่ต้องเผชิญกับรัฐประหาร 2557 หรือไม่?

คำตอบของสาทิตย์คือ "กระบวนการอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีจุดจบแบบวันนี้ แต่มาถึงจุดหนึ่ง คุณต้องเร่งปฏิกิริยาให้มันเกิดขึ้นโดยเร็วขึ้น ถ้าเราไม่อาจตัดตอนความชั่วร้ายของเขา ซึ่งจุดพีคที่สุดคือเกาะกุมไปถึงอำนาจที่ 4 คือองค์กรอิสระ... ฉะนั้นมันรอให้ประชาธิปไตยแก้โดยตัวของมันเองไม่ได้ ประชาธิปไตยมันถูกกระบวนการของระบอบทักษิณทำให้บิดเบี้ยวไปแล้ว"

อุดมการณ์ชุดใดที่ประชาธิปัตย์เป็นตัวแทน

แล้วในวัน-เวลานี้ของประชาธิปัตย์ พรรคเป็นตัวแทนของความคิดอะไร?

แกนนำ ปชป. บอกว่า พรรคพยายามชูประเด็นเสรีประชาธิปไตยในช่วงเลือกตั้ง 2569 แต่ "จุดไม่ติด" และ "ขายไม่ได้" เพราะคนให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ทางการเมืองน้อยกว่าประเด็น "สีเทา"

"เราวางตัวเองอยู่ที่เสรีประชาธิปไตย ตรงกลาง มีความหมายว่า ซีกหนึ่งคืออนุรักษนิยมสุดโต่งที่ไม่เปลี่ยนอะไรเลย อีกซีกหนึ่งเปลี่ยนทุกอย่างด้วยความโกรธเกรี้ยว เราอยู่ตรงนี้เพื่อจะบอกว่าบางอย่างในสังคมนี้ต้องเปลี่ยน แต่ต้องเปลี่ยนอย่างมีสติ เปลี่ยนด้วยเหตุผล ค่อย ๆ เปลี่ยน ใช้เวลา" สาทิตย์กล่าว

ข้อวิเคราะห์ของสาทิตย์ ผู้ได้รับมอบหมายจากพรรค ปชป. ให้สรุปบทเรียนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดคือ สิ่งที่เรียกว่า "ดีลลับ" ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนหลังการเลือกตั้ง 2566 "วาทกรรมของฝ่ายประชาธิปไตย-ฝ่ายสืบทอดอำนาจพังทลายลง" เมื่อพรรค พท. จับมือตั้งรัฐบาลกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มันกลืนกลายเข้าด้วยกัน จนไม่สามารถจะนิยามได้ว่าเป็นฝั่งไหน และจบเทอมสภาชุดที่ 26 ด้วยการเสียค่าโง่ของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ไปโหวตสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกฯ เพราะมีวาระเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ นั่นทำให้พรรคส้มสูญเสียฐานะพรรคประชาธิปไตยไปส่วนหนึ่ง ดังนั้นการเมือง 2569 จึงเป็นการเมืองที่เบลอ ไม่มีความชัดเจนเรื่องของอุดมการณ์

อย่างไรก็ตาม สส. 8 สมัยสังเกตเห็นการฟื้นตัวของกลุ่มที่เรียกว่า "ขวาสุดขั้ว" หรือ "ขวาที่อิงอยู่กับกลุ่มอำนาจเก่า" ชัดเจนขึ้น เห็นการถ่ายเทคะแนนเสียงของพรรค รทสช. และพรรค พปชร. มาให้อนุทินที่เอาเทคโนแครตมาปาดหน้าเค้ก 3-4 ก้อน

"เราจะเห็นอินฟลูเอนเซอร์ซึ่งเคยยืนอยู่กับฝั่งขวามาตลอด เริ่มดีดประชาธิปัตย์ออกแล้วไปเชียร์ภูมิใจไทย แล้วบอกว่านี่คืออนุรักษนิยมของจริง บังเอิญมันอาจจะมีบริบทเรื่องของกัมพูชาเข้ามาด้วย แล้วภูมิใจไทยก็หยิบฉวยกระแสนั้น ปลุกความเป็นชาตินิยมขึ้นมา... ประกอบกับเราก็เห็นอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น กลุ่มคนที่ใกล้ชิดกับอำนาจชั้นสูงแสดงตัวค่อนข้างชัด ผมเลยเรียกว่ามันเป็นการเริ่มเกิดขึ้นของกลุ่มอนุรักษนิยมสุดขั้ว โดยมีอนุทินเป็นหัวหอก" สาทิตย์กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, อภิสิทธิ์ กับ อนุทิน พูดคุยกันในระหว่างการประชุมสภาชุดที่ 27 เมื่อเดือน มี.ค. 2569

ขณะที่ รศ.เอกรินทร์วิเคราะห์กระดานทางการเมืองในปัจจุบันว่า พรรค ภท. เข้าเทคโอเวอร์ความเป็นตัวแทนของชนชั้นนำไปแล้ว รวมตัวกันเพื่อต้านพรรค ปชน. และฝ่ายก้าวหน้า เพราะฉะนั้นโจทย์ของพรรค ปชป. คือจะทำอย่างไรให้พรรคเป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ดีกว่าพรรค ภท. ให้ได้ แม้หลายคนคลางแคลงใจว่าพรรค ภท. เป็นอนุรักษนิยมจริงหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวไม่ได้มองพรรคสีน้ำเงินเป็นพรรคอนุรักษนิยม

"ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความชัดเจนมากว่าคือโดดเด่นในระเบียบอำนาจเดิม ส่วนพรรคภูมิใจไทยโดดเด่น และถูกมาใช้งานในระเบียบอำนาจใหม่" รศ.เอกรินทร์กล่าว

"สิ่งที่ไม่ได้ไปต่อ" ในยุคฟื้นฟูพรรค

หลังการเลือกตั้ง 2569 พรรค ปชป. นำ สส. เข้าสภาได้เพียง 21 คน น้อยที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมา ทำให้หัวหน้าพรรค "ตกคุณสมบัติ" เป็นนายกฯ ได้ตามรัฐธรรมนูญ 2560

แต่ถึงกระนั้น การกลับบ้านหลังเก่าของอภิสิทธิ์ ทำให้พรรค "ฟ้าฟื้น" กลับมาได้แม้มีเวลาเพียงสั้น ๆ สะท้อนผ่านการเพิ่มขึ้นของคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 3 เท่าตัว จาก 9.2 แสนเสียงในปี 2566 ขยับเป็น 3.6 ล้านเสียงในปี 2569 และชนะบัญชีรายชื่อเกือบยกภาคใต้ ยกเว้น จ.ภูเก็ต, ระนอง, และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สิ่งที่ไม่ได้ไปต่อในยุคฟื้นฟูพรรคคือ "การสื่อสารแบบเก่าซึ่งนิยมการสร้างวาทกรรมตอบโต้ทางการเมือง" ซึ่งสาทิตย์บอกว่า เดิมพรรค ปชป. ถนัดการเมืองเชิงวาทกรรม ต้องตอบโต้ทุกเรื่อง มีนักพูดเยอะมาก แต่โลกของการสื่อสารยุคใหม่ คนต้องการข้อมูล ข้อเท็จจริง การพูดถึงปัญหาพร้อมกับข้อเสนอ พรรค ปชป. จึงกลับมาพร้อมกับการสื่อสารแบบใหม่ ซึ่งต้องมีหลากหลายอารมณ์ และตอบสนองอารมณ์ผู้ฟัง/ผู้รับสารซึ่งแยกย่อยเป็นหลายกลุ่ม

หนึ่งในภาพสะท้อนความสำเร็จของการสื่อสารยุคใหม่ของพรรค ปชป. ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง 2569 ตามทัศนะของสาทิตย์คือ "การทำให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีความเป็นมนุษย์ที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ แตะต้องได้"

"เมื่อก่อนคุณจะรู้สึกว่าเข้าไม่ถึงนายชวนนะ แกสูงส่งมากเลย เห็นแต่ในทีวี มีความรู้สึกไม่กล้า แต่พอเราเพาะสร้างสิ่งแวดล้อมให้อภิสิทธิ์ดูเป็นคนขึ้น มันก็ทอนความเป็นผู้สูงส่งลง กลายเป็นมนุษย์เดินดินที่แตะต้องได้ เข้าถึงได้ ผมว่าอันนี้เป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่เราเปลี่ยนไปเยอะ ตั้งแต่มีหัวหน้าพรรคนี้มา" ชายผู้เป็น "หัวหอก" ในวอร์รูมสื่อสารช่วงเลือกตั้งของพรรคสีฟ้ากล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, แกนนำ ปชป. รวมถึงสาทิตย์ (ยืนกอดอก) ร่วมฟังการเปิดปราศรัยใน กทม. ของหัวหน้าพรรค เมื่อ 11 ม.ค.

ส่วนภารกิจของ ปชป. ในยุคฟื้นฟูพรรคคือการสร้างบทบาทในสภาซึ่งเป็นบทถนัดของพรรค ทั้งสาทิตย์และ รศ.เอกรินทร์เห็นตรงกันว่าการตัดสินใจเป็นฝ่ายค้านของรัฐบาลอนุทิน 2 นั้น "ถูกต้องแล้ว"

ทว่าโอกาสที่พรรค ปชป. จะกลับมายิ่งใหญ่-มีโอกาสสัมผัสชัยชนะในการเลือกตั้งนั้น รศ.เอกรินทร์ย้ำ 4 รอบว่า "ต้องใช้เวลา"

เขาเน้นย้ำว่า การจะไปต่อในยุคฟื้นฟู พรรค ปชป. ต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ไม่ออกนอกเส้นทางอีก ไม่บอยคอตเลือกตั้ง ไม่นำคนไปขัดขวางการเลือกตั้ง ไม่ให้ท้ายหรือมีส่วนร่วมกับการรัฐประหาร เพื่อให้คนไว้ใจได้ว่าพรรคจะสู้ในสนามการเมือง แต่ถึงกระนั้น เขาเล็งเห็นคุณปการของการดำรงคงอยู่ของพรรค ปชป. ในสังคมการเมืองไทย นั่นคือ มีพื้นที่ให้กับคนมาทำงานทางการเมืองและออกแบบนโยบาย เพราะเราจะเห็นว่าหลายคนที่อยู่ในฝ่ายอนุรักษนิยมรังเกียจนักการเมืองและพรรคการเมือง จึงไปเลือกใช้วิธีการแบบอื่น ๆ

"ชัยชนะในทางการเมืองก็สำคัญในความหมายว่าได้ สส. กี่ที่นั่ง แต่อีกตัวชี้วัดที่สำคัญไม่แพ้กันคืออะไรคือมรดกที่ฝากไว้และเป็นสิ่งที่ผู้คนจดจำได้เมื่อนึกถึงพรรคการเมืองนี้" นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์กล่าวทิ้งท้าย